| PhongXodiax.com พงษ์ โซดิแอกซ์+ปลุก DNA ความสำเร็จในตัวคุณ|

เผยเคล็ดลับความมั่งคั่ง ร่ำรวย ของเศรษฐีระดับโลก

อาการภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) EP.1 ทำความรู้จักและลองสังเกตตัวเอง-คนรอบตัว

บอกต่อ:

เคยมีรู้สึกไหมว่า วันหนึ่งทำงานแล้วอยู่ๆ แล้วเหมือนกับไฟในตัวมอดลงหรือหมดไปทันที แต่ไม่ได้รู้สึกหนื่อยหรือหมดแรงนะ อาการเช่นว่านี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศมากกว่าผู้ใช้แรงงาน และอาจพบได้มากในระดับหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับต้นที่กำลังต้องการสร้างผลงาน

ภาวะหมดไฟ (Burnout) นี้ต่างจากอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) โดยที่อาการอ่อนล้าเรื้อรังอาจมีอาการทางกายภาพผิดปกติร่วมด้วย เช่น อิดโรย อ่อนล้า ไม่มีแรง นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ซึ่งภาวะหมดไฟ (Burnout) จะไม่มีอาการแบบนี้

ภาวะหมดไฟ (Burnout) เป็นเรื่องของความเครียดอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงานที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อาจหายไปเมื่อรู้ตัวและหาทางผ่อนคลายความเครียด

แต่หากความเครียดมีมากเกินไป หรือหากไม่สามารถจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นได้ ก็จะนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน รวมถึง ผลจากความเครียดเรื้อรังอาจก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมา เช่น โรคซึมเศร้า เป็นต้น

Burnout มีอาการยังไง

Maslach นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ให้คำอธิบายอาการของภาวะหมดไฟ (Burnout) ว่า หมายถึงการตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน โดยมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ดังนี้

1. ความเหนื่อยหน่ายด้านอารมณ์ (emotional exhaustion) เป็นอาการที่เด่นชัดที่สุดของภาวะหมดไฟ (Burnout) คือ คนที่จะเป็นจะเบื่อ เซ็ง หมดกำลังใจ ไม่กระตือรือร้นในการทำงาน

2. ความรู้สึกไม่มีชีวิตจิตใจต่อผู้คน (depersonalization) หมายถึง มองเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าในแง่ไม่ดี จนมักทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ดูไม่เต็มใจที่จะบริการลูกค้า (หรือผู้มาติดต่อ) และดูแลลูกค้าแบบแห้งแล้งเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ

3. ความรู้สึกว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลง (decreased occupational accomplishment) ผู้ที่มีอาการภาวะหมดไฟ (Burnout) จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ และอาจมองตัวเองในแง่ร้าย

ภาวะหมดไฟ (Burnout) พบได้บ่อยแค่ไหน

ภาวะหมดไฟ (Burnout) นี่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก

โดยจากการศึกษาพบว่าอาการนี้สามารถพบได้ถึง 15-50% ของคนทำงานเลยที่เดียว

ผลเสียของภาวะหมดไฟ (Burnout)

ภาวะหมดไฟ (Burnout) มีความสำคัญต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กร เพราะก่อให้เกิดผลเสียหลายๆ ด้าน

โดยในแง่ของร่างกาย พบว่า

คนที่ภาวะหมดไฟ (Burnout) จะขาดงานบ่อย มีอัตราการลาป่วยมากกว่าคนทั่วไปถึง 2-7 เท่า โดยส่วนใหญ่จะลางานด้วยอาการ ปวดหัว ปวดท้อง หรือไข้หวัด

ส่วนในแง่ของอารมณ์ คนที่มีภาวะหมดไฟ (Burnout) มักจะโกรธง่าย ขี้หงุดหงิด มีสีหน้าไม่รับแขก ซึ่งก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาทั้งกับผู้ร่วมงานและลูกค้า

นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังมักจะแยกตัว ไม่สุงสิงกับผู้ร่วมงาน ไม่มีความกระตืนรือร้นในการทำงาน ขาดความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ จนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรแย่ลง และสุดท้ายหากเป็นมากๆ ก็จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ (depressive disorder) และมักนำไปสู่การลาออก

เรียบเรียงจาก
– บทความ “หมดไฟ” …. “Burnout” โดย หมอคลองหลวง จาก Facebook สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
– wikipedia.org

เนื้อหามีทั้งหมด 3 ตอน
อาการภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) EP.1 ทำความรู้จักและลองสังเกตตัวเอง-คนรอบตัว
อาการภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) EP.2 เรียงลำดับ 12 ขั้นตอนของการเกิดภาวะหมดไฟ
อาการภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) EP.3 เรียนรู้สาเหตุของปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด

เว็บ phongxodiax.com ขอแนะนำคําคมแรงบันดาลใจในการทํางาน สำหรับหลายๆคนจำเป็นที่จะต้องหาแรงบันดาลใจในการทํางานเพราะการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต วิธีง่ายที่สุดในการหาแรงบันดาลใจนั่นคือคำคมสร้างแรงบันดาลใจในการทํางาน เพราะจะช่วยได้มาก หลายๆคนพิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว เช่นบางคนไม่มีแรงบันดาลใจในการทํางานหรือหนักกว่านั้นคือบางคนขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะในสังคมออนไลน์ก็มีการพูดถึงกันมากเรื่องแรงบันดาลใจในการทํางาน pantip สังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งแน่นอนที่สุดที่ว่าข้อคิดดีๆ ในการทํางานสามารถสร้างคนจากคนขี้แพ้เป็นสุดยอดคนเก่งมานักต่อนักแล้ว บางคนจากคนอ่อนๆ กลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจในการทํางานจนได้รับยกย่องไปเลยก็มี สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงานคือคติในการทํางานร่วมกันหรือคติสอนใจในการทํางาน บางทีการทำงานเป็นทีมอาจจะต้องมีคําคมความสุขในการทํางานเพื่อให้การทำงานสนุกและสร้างสรรค์ ถึงตรงนี้หลายคนคงได้คำตอบแล้วว่าการทํางานอย่างไรให้มีความสุขมีอะไรบ้าง รวมทั้งข้อคิดในการใช้ชีวิตประจำวัน และที่สำคัญในออฟฟิศอย่าลืมคติในการทํางานเป็นทีมด้วยหล่ะ