แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ (Confucius) : ความสำคัญและที่มาของคำสอนของขงจื๊อ

บอกต่อ:

1. ประวัติของขงจื๊อ | 2. ความสำคัญและที่มาของคำสอนของขงจื๊อ | 3. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของขงจื๊อ | 4. สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ

2. ความสำคัญและที่มาของคำสอนของขงจื๊อ
ขงจื๊อมีชีวิตอยู่ระหว่าง 8 ปีก่อนพ.ศ. ถึงพ.ศ. 64 (551-479 ก่อนค.ศ.)ท่านอาศัยอยู่ที่แคว้นหลู่ในปัจจุบันคือมณฑลชานตุง ที่ได้ขนานนามว่าเป็นบ้านเกิดของขงจื๊อ ในช่วงที่ขงจื๊อมีชีวิตอยู่นักประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า “สมัยชุนชิว” อันเป็นรัชสมัยที่ราชวงศ์โจวในฐานะศูนย์กลางของแคว้นต่างๆ ขณะนั้นเริ่มเสื่อมอำนาจลง ทำให้เจ้านครน้อยใหญ่ทั้งปวงต่างพากันแข็งเมืองตั้งตัวเป็นอิสระยกทัพเข้าทำสงครามแย่งชิงดินแดนและความเป็นใหญ่กันอยู่ตลอดเวลา เจ้านครและเหล่าขุนนางต่างประพฤติตนไม่เหมาะสม พ่อค้าต่างพากันเอาเปรียบชาวบ้าน ทำให้ประชาชนทั่วไปต้องประสบกับภาวะทุกข์ยากมากที่สุด จิตใจของผู้คนทั่วไปเกิดความระส่ำระสาย ไม่สงบสุข

มีหลักฐานสะท้อนภาพเหตุการณ์ปรากฏอยู่ในบทกวีนิพนธ์ ที่มีเนื้อความในบทที่ 6ตอนที่ 1 บรรยายได้ว่า “ในขณะที่บางคนอยู่อย่างสุขสบาย และได้แต่พูดจากลับกลอก (ชั้นขุนนางและพ่อค้า) แต่บางคนกลับหวั่นวิตกอยู่ท่ามกลางสนามรบอย่างไม่เคยได้หยุดพักเลยสักวัน(ชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปรับใช้ชาติ) ” และบทที่ 8 ตอนที่ 9 บรรยายได้ว่า “มวลดอกไม้ล้วนเหี่ยวเฉา ในใจฉันเศร้าและปวดร้าว หากรู้ว่าต้องเป็นเช่นนี้ จะดีเสียกว่าถ้าฉันไม่ได้เกิดมา ความอดอยากได้กลบกลืนไปทั่วทุกหัวระแหง แหล่งน้ำไม่มีอะไรเลยแม้แต่ในไซดักปลา ก็แลเห็นแต่แสงระยิบๆเท่านั้น หากใครสักคนมีสิ่งใดที่เขาพอจะกินได้ แม้เพียงหยิบมือเดียวเขาก็อิ่มแล้ว” ( อ้างถึงใน James legge , 1898)

ขงจื๊ออาศัยอยู่กับมารดาตามลำพังในสภาพที่ยากจนและลำบากยิ่ง เพราะบิดาเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุได้ 3 ขวบ เข้าสู่พิธีแต่งงานแล้วใช้ชีวิตคู่ตั้งแต่อายุ19 ปี และมีบุตรชายหนึ่งคนระหว่างอายุ 21-51 ปี ท่านสนใจศึกษาค้นคว้าตำราเก่า ๆและประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับจารีตโบราณที่เคยอนุญาตให้เรียนเฉพาะชนชั้นกษัตริย์ให้ไปสู่ทุกชุมชน รวมถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ภายหลังจากอายุ 55 ปีท่านเรียบเรียงผลงานสุดท้ายคือตำราชุนชิว และเสียชีวิตเมื่ออายุ 72 ปี แม้โดยชีวิตส่วนตัวท่านจะไม่ประสบผลสำเร็จในงานราชการที่ท่านคาดหวังแต่ภายหลังท่านสิ้นชีวิตแล้วผลงานวรรณกรรมที่ท่านใช้สอน ก็ได้รับการตอบสนองจากระบบการปกครอง โดยพัฒนาให้เป็นตำรามาตรฐานสำคัญที่นักปกครองต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ซึ่งนับว่าความปรารถนาที่ท่านเคยใฝ่ฝันไว้ได้กลายเป็นจริง

จึงปรากฏในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจีนว่า ขงจื๊อและตำราคำสอนของท่านได้รับการยกย่องนับถือ เป็นที่ยอมรับกันในฐานะของความเป็น ครู และ สื่อ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อลัทธิความเชื่อของสำนักหยูในยุคของขงจื๊อ* หรือในนามของ ลัทธิขงจื๊อ ซึ่งช่วยหล่อหลอมจิตใจและคุณลักษณะของชาวจีนมานานมากกว่าสองพันปีนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น(พ.ศ.369) อีกนัยหนึ่งนับเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนจีนทั้งมวล (วิลเลี่ยม ทีโอดอร์เดอแบรี่, 2537 )

* ในยุคสมัยของขงจื๊อมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ร้อยสำนักประชันปัญญา ร้อยบุบผาประชันโฉม” (ทวีป วรดิลก,2538, น. 133) อันเนื่องมาจากการที่ขุนนางและข้าราชการที่เคยควบคุมการศึกษาและวัฒนธรรมจีนแยกย้ายกันไปตั้งสำนักสอนวิชาต่าง ๆ ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคมจีน ซึ่งต่างคาดหวังว่าจะส่งผลให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขงจื๊อเป็นหนึ่งในบรรดาอาจารย์ของสำนักหยู ซึ่งยึดแนวทางอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิม

ความสำคัญที่นักคิดโดยเฉพาะด้านปรัชญาและศาสนาเห็นพ้องกันคือ คำสอนของขงจื๊อเป็นแนวทางในการจัดระบบการศึกษา และระเบียบประเพณีที่เกี่ยวกับศาสนาอันสืบเนื่องมาแต่อารยธรรมโบราณ รวมถึงการจัดรูปแบบทางสังคมการเมืองและการปกครองของชาวจีน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของปรัชญาและวัฒนธรรมจีน วิง ชิทชาน (Wing Tsitz-chan, 1962, p. 54) แสดงความเห็นว่า

คำสอนของขงจื๊อบ่งบอกความเป็นจีนได้ดียิ่ง ที่แม้แต่ชาวจีนผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธ และ เต๋า ก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีตามแบบที่ขงจื๊อเคยสอนเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านี้คือการก่อตัวของลัทธิขงจื๊อใหม่ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 และ17 ซึ่งประยุกต์เอาคำสอนของพุทธวิถี และ เต๋ารวมเข้าไว้ด้วย จนในที่สุดไม่ปรากฏสัญลักษณ์ของพุทธ และเต๋า แม้แต่ในความคำนึง หรือความตระหนักรู้เลย

อนึ่ง ด้วยสภาพของความแตกต่างหลากหลายในทางความคิด และวิธีส่งผ่านภูมิปัญญาไปยังศิษย์ผู้รับสืบทอดของแต่ละสำนัก ที่ได้บันทึกผ่านกาลอันยาวนาน เป็นสาเหตุให้นักวิชาการร่วมสมัยในหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง นำประเด็นของข้อเท็จจริงและคำอธิบายในคำสอนของขงจื๊อมาเป็นปัญหาโต้แย้งกัน แล้วสรุปกันว่ามิใช่ผลงานของขงจื๊อโดยแท้จริง

แต่ข้อสรุปดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อหลักคำสอนซึ่งเน้นหลักการที่ก่อให้เกิดเอกภาพด้วยหลักมนุษยธรรม ดังปรากฏในคัมภีร์หลุนอวี่ เล่มที่ 4 บทที่ 2 ขงจื๊อกล่าวว่า “ถ้าปราศจากมนุษยธรรมเสียแล้ว มนุษย์จะไม่สามารถทนความทุกข์ยากได้นานนัก ทั้งยังไม่สามารถชื่นชมยินดีกับความเจริญรุ่งเรืองได้นานด้วย ความเมตตากรุณามีอยู่ในมนุษยธรรม นักปราชญ์ย่อมเห็นแล้วว่าความเมตตากรุณานั้นมีประโยชน์” (อ้างถึงใน วิลเลี่ยม ทีโอดอร์ เดอแบรี่, 2534, น. 38-39)หลิน หยู่ถัง นักปราชญ์จีน (Lin Yu-tang, 1938, p. 24) เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าว และวิเคราะห์ว่า มีข้อสังเกต 3 ประการที่สนับสนุนการยกย่องนับถือขงจื๊อและการยอมรับหลักคำสอนของท่าน กล่าวคือ

ประการแรกได้แก่ ความอุตสาหะที่เป็นจิตสำนึกภายในตัวของขงจื๊อเองอันได้รับอิทธิพลมาจากการติดตามวิถีชีวิตของชาวจีนโบราณ

ประการที่สอง เป็นความสนใจอย่างมากในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และการสั่งสมเพิ่มพูนปัญญาในเนื้อหาวิชา แล้วฝึกฝนด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจังของกลุ่มลูกศิษย์ที่ชื่นชอบ และ ยึดมั่นในคำสอนของขงจื๊อ ขณะที่สำนึกอื่นๆที่คล้ายกันไม่ได้สอนประวัติศาสตร์(ซึ่งโดยเนื้อหาของประวัติศาสตร์มีความน่านับถือในตัวอยู่แล้ว)

ประการที่สามคือ บุคลิกสำรวมที่ดึงดูดความสนใจ และเป็นที่นับถือของขงจื๊อซึ่งคล้าย ๆ กับโซเครตีส ที่มีบุคลิกดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาหาโดยมิได้เขียนตำราใด ๆ หากทว่ามีชื่อเสียงเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว

แต่ เฝิ่ง อิ่วหลันนักปรัชญาชาวจีน(Fung Yu-lan, 1895-1990) ผู้ร่วมสมัยเดียวกันกับหลิน หยู่ถัง มองว่าขงจื๊อเป็นตัวอย่างที่ดีคล้ายๆโซเครตีสตรงที่เมื่อเดินทางไปพบปะผู้คนแล้วจะต้องสนทนาด้วย อีกทั้งมีการเดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความคิดของตน ซึ่งนับเป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทนอย่างไม่เคยท้อแท้ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นความพยายามที่สูญเปล่า และไม่มีทางประสบผลสำเร็จเลย (ส.สุวรรณ แปล, 2537, น. 46)

เช่นเดียวกับข้อสังเกตของนักปรัชญาชาวอเมริกา เฮร์ลเรล จี ซีลล์ (Herrle G. Creel ,1973, p. 27) ที่ว่า ถ้าเราได้อ่านข้อความที่ขงจื๊อเคยพูดไว้ เราจะรู้สึกถึงบุคลิกภาพที่ดึงดูดความสนใจให้เข้าใกล้ เพราะท่านพูดด้วยความคิดที่จะปฏิรูปสังคมโลกได้อย่างกล้าหาญและแจ่มชัดมาก ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้เข้ามาสัมผัสกับท่านสนใจใคร่ติดตาม เพื่อเรียนรู้และมอบตัวเป็นศิษย์ตลอดไป แม้ว่าขณะนั้นพวกเขายังอยู่ในวัยหนุ่มก็ตาม

หลักฐานที่รองรับข้อสนับสนุนข้างต้นปรากฏในคำกล่าวของเหยี่ยนหุย ศิษย์ผู้ชื่นชมในหลักคำสอนของขงจื๊อ แม้ว่าเป็นความคิดเห็นของบุคคลในอดีตเพียงคนเดียว แต่พิจารณาจากความคิดเห็นของนักวิชาการหลายๆ ท่าน ที่ศึกษาผลงานคำสอนของขงจื๊อ ประมวลได้ว่าเหยี่ยนหุยเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดและดำเนินตามรอยของขงจื๊อ อันสามารถนำมาเป็นตัวอย่าง และนำมาอ้างถึงได้โดยไม่ทำให้ทำให้คุณค่าของคำสอนนั้นเกินเลยจากความจริงทางประวัติศาสตร์ และไม่ได้ลบล้างความสำคัญของลูกศิษย์คนอื่น ๆ หากเป็นคำกล่าวที่ช่วยให้เราเกิดมโนภาพเพื่อเข้าถึงจุดประสงค์ในคำสอนของขงจื๊อ ซึ่งมีความตอนหนึ่งในบันทึกเหยี่ยนหุยว่า

ท่านช่วยอธิบายให้เราเข้าใจได้ ท่านยังช่วยให้ฉันกระจ่างแจ้งด้วยความรู้ ซึ่งท่านทำให้ฉันตั้งใจอย่างมากในการติดตามคำสอนของท่าน แม้ว่ามันยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ ฉันเคยพยายามอย่างยิ่งที่จะศึกษาให้เข้าใจในสิ่งที่ท่านได้สั่งสอน แต่กลายเป็นว่าฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ทุกสิ่งที่ท่านสอนนั้นประหนึ่งว่าได้มากระจายอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉับพลันมันกลับพลิกไปอยู่ด้านหลังของฉัน

เมื่อท่านเริ่มสอน ท่านอธิบาย และ จัดวางทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่ของมันท่านขยายความให้ฉันเข้าใจด้วยเนื้อหาวิชาที่ท่านจัดไว้เป็นหมวดหมู่ ท่านยังสอนให้ฉันเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ด้วยวินัยของท่าน แม้ว่าฉันอยากจะถอนตัว แต่ฉันก็ไม่สมารถทำเช่นนั้นได้ เช่นเมื่อฉันเริ่มเบื่อหน่ายที่จะเรียนรู้ แต่ทว่าด้วยความปราดเปรื่องและอ่อนโยนที่ท่านมอบให้ ฉันจึงรู้สึกเต็มใจที่จะเรียน และฉันตระหนักได้ว่าฉันจะต้องติดตามท่านไป แม้ว่าฉันจะไม่สามารถติดตามท่านไปได้ทุกหนแห่งก็ตาม
(อ้างถึงใน Betty Kalen , 1971, p. 89)

ทว่าการศึกษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมาก จนคำสอนของขงจื๊อในเชิงประวัติศาสตร์ถูกตั้งข้อสงสัยว่า เป็นความต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีโบราณไว้เท่านั้น จึงถูกมองว่าล้าสมัย และ ผูกขาดกับระบบอุปถัมภ์ ที่ขึ้นตรงกับพระมหากษัตริย์เท่านั้นในการบริหารตามแบบอย่างของราชการที่สมควรยกเลิก เพราะไม่เหมาะสมกับยุคแห่งเสรีภาพในสมัยใหม่ แต่ เฉิน จิงปัน นักปรัชญาการศึกษาชาวจีน (Chen Jingpan, 1994, p. 24) แสดงความเห็นในงานวิจัยด้านการศึกษาของท่านว่า “ความต้องการอนุรักษ์ประเพณีโบราณของขงจื๊อ มิใช่เป็นความล้าสมัย หรือ งมงายไร้เหตุผล แต่ขงจื๊อเชื่อว่าการรู้จักไตร่ตรอง และคัดเลือกกระทำแต่สิ่งที่ดีงามตามแบบอย่างในอดีต ที่ตัวท่านเองนำมาเป็นหลักปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างนั้น จะเป็นแนวทางสนองความต้องการแก้ปัญหาสังคมที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตในยุคของท่านได้”

ซึ่งหลักฐานที่สนับสนุนความเห็นข้างต้นได้ คือคำกล่าวของขงจื๊อใน คัมภีร์หลุนอวี่ฉบับแปลโดย เจมส์ เลกค์ (James Legge, 1893) เล่มที่ 2 บทที่ 11 ที่ว่า “ผู้ยินดีรักษาไว้ซึ่งความรู้ดั้งเดิมของเขาที่มีอยู่ และปรารถนาอย่างยิ่งในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อย่างไม่ลดละ เขาผู้นั้นย่อมเหมาะสมแล้วที่จะเป็นครูสอนผู้อื่นได้ ” และในคัมภีร์จุงหยู แปลโดย เจมส์ เลกค์ เช่นกัน เล่มที่ 28บทที่ 1 เขียนไว้ว่า “ ความหายนะจะเกิดขึ้นอย่างมิอาจยั้บยั้งได้ แก่บุคคลผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันแต่ยังคงหวลกลับไปตั้งข้อสงสัยกับคุณค่าแห่งวิถีชีวิตในอดีตอยู่เสมอ” (อ้างถึงใน Chen Jingpan,1994, p. 7) ฉะนั้นยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไม่ใช่ปัจจัยเหตุสำคัญ หากอาศัยการพิจารณาเลือกหลักการที่ผ่านยอมรับแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์แต่ละยุคสมัยย่อมเกิดประโยชน์

คำสอนของขงจื๊อนอกจากจะมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีน และทางวรรณกรรมแล้ว ยังมีความสำคัญในประเด็นของการแสวงหาหลักในการดำเนินชีวิตของชาวจีนโดยยกตัวอย่างจากคำนิยมในหนังสือประวัติปรัชญาจีนของฉิวไฉ่ (Chu’ Chai and Winberg Chai,1973, p. 47) กล่าวชื่นชมขงจื๊อว่า

…คำสอนของขงจื๊อมีลักษณะแฝงไว้ด้วยอุดมคติ ซึ่งเป็นรูปธรรมให้รับรู้ได้จากชีวิตของท่าน ที่สั่งสมด้วยคุณธรรมและแสดงออกถึงวิถีแห่งการพัฒนาจนได้รับยกย่องในภายหลัง โดยเฉพาะหลักจริยวัตรที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมของท่าน สามารถบ่งบอกถึงคุณลักษณะจำเพาะของชีวิตและจิตใจของชาวจีนที่แม้นว่าแนวคิดพื้นฐานและรูปแบบคำสอนจะถูกตีความแตกต่างกันไปหลายประการ แต่ยังคงมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวจีนตราบถึงทุกวันนี้

มากไปกว่านั้นหากเราสามารถปฏิเสธความเชื่อที่ว่า ขงจื๊อ และหลักคำสอนของท่านไม่มีสาระอันใดที่จะช่วยคุ้มครองโลกในสมัยใหม่นี้ได้ หรือแม้นว่าบทบาทสำคัญของท่านในฐานะครู ผู้ใฝ่เรียนรู้อย่างไม่ยอมท้อถอย ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจและไม่เป็นที่ชื่นชอบในยุคของท่านก็ตาม สิ่งสำคัญที่ก็สุดคือหลักคำสอนอันทรงคุณค่าเรื่องมนุษยธรรม ซึ่งอุดมคติสูงสุดอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่เป็นหลักเสริมให้การศึกษาปรัชญาจีน นำไปสู่หลักจริยธรรมของชาวจีนได้

ด้วยเหตุที่คำสอนของขงจื๊อเชื่อมโยงกับหลักจริยธรรมอาร์ซี เจ บาห์ม(Archie J Bahm)จึงเขียนคำยกย่องในเชิงเข้าใกล้ความเป็นศาสนา เพื่อยุติข้อเคลือบแคลงสงสัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำสอนนั้น มีข้อความแปลโดย ครองแผน ไชยธนสาร (2521, น.11) ว่า

การได้เข้าใจหลักคำสอนของขงจื๊อ มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยยกจิตมนุษย์ชาติให้สูงขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น ถือเป็นความบกพร่องที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนรู้และ เข้าใจพื้นฐานวัฒนธรรมของมนุษย์ชาติเลยทีเดียว จึงไม่จำเป็นต้องค้นหาความจริงว่า ใคร คือผู้คิดค้นเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อเป็นคนแรก เพราะคำสอนนั้นมีอิทธิพลต่อสังคมเป็นประเด็นหลัก ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันและในอนาคต

สรุปคำสอนของขงจื๊อมีความสำคัญต่อชาวจีนในฐานะที่ดำรงไว้ซึ่งความต่อเนื่องของวัฒนธรรมประเพณี ที่เหนี่ยวนำให้ชาวจีนมีความเชื่อมั่นต่อวิถีชีวิตที่ต้องสัมพันธ์ร่วมกันอยู่ภายใต้หลักมนุษยธรรม โดยสืบทอดผ่านระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก่อให้เกิดประสิทธิผลในเชิงปฏิบัติ ที่ต้องฝันฝ่าด้วยความอดทนต่อสภาวะวิกฤตและทุกข์ยากอย่างยาวนาน จนสามารถคงความเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เป็นปึกแผ่น และมีแหล่งถ่ายทอดวัฒนธรรมในนามของสถาบันขงจื๊อ ที่ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงแวดวงของชาวจีนและชาวเอเชียตะวันออกเท่านั้น หากกระจายไปในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีด้วยกันถึง13 แห่ง (ตั้งเครือข่ายสถาบันขงจื๊อ, 2551, น. 29 ) และดูจะเหมาะสมคำยกย่องของ วิลล์ ดูแรนท์ (Will Durant, 1885-1981) ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ และปรัชญาชาวอเมริกันที่กล่าวว่า “ในท่ามกล่างนักคิดผู้ยิ่งใหญ่อันเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาทั้งหลาย มีเพียงขงจื๊อเท่านั้น ที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในโลกปัจจุบันได้อย่างพอเพียง ด้วยสิ่งใดก็ตามที่ท่านกล่าวไว้เมื่อสองพันห้าร้อยปีที่ผ่านมานั้นล้วนมีคุณค่าอย่างมากและปรับเข้ากับยุคสมัยนี้ได้อย่างเหมาะสมทีเดียว” ( อ้างถึงใน Chang Hsin-hai , 1958 , p. 98)

หากพิจารณาตามกาลแล้วแม้จะเป็นทัศนะเมื่อห้าสิบปีที่แล้วมา หากก็ไม่ห่างจากปรากฏการณ์ปัจจุบันนี้มากนัก ในประเด็นของความต้องการแสวงหาสันติสุขในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ในเชิงโลกียธรรม โดยยกเว้นเรื่องของความเชื่อ และ ความศรัทธาเกี่ยวกับศาสนาที่มีประเด็นของความปรารถนาอันลึกซึ้งในเชิงโลกุตรธรรมมากกว่า

เครดิตภาพ : YANGCHAO / Shutterstock.com

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://th.wikipedia.org
2. https://ngthai.com/history/20026/confucius
3. แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่