แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ (Confucius) : สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ

บอกต่อ:

1. ประวัติของขงจื๊อ | 2. ความสำคัญและที่มาของคำสอนของขงจื๊อ | 3. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของขงจื๊อ | 4. สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ

4. สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ

สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อโดยประมวลแล้วจัดได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่นักวิชาการหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจอย่างมาก ได้แก่ ด้านจริยธรรม ด้านการศึกษา และในด้านการปกครอง เพราะความสัมพันธ์ของทั้งสามด้านนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอันเป็นแหล่งรวมวิถีชีวิตของมนุษย์ ที่ต้องดำรงอยู่ร่วมกันเพื่อความเจริญงอกงามของของสิ่งมีชีวิต และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งด้านกายภาพ จิตใจ และสังคม รวมไปถึงจุดหมายสูงสุดที่ลึกซึ้งในจิตวิญญาณซึ่งแม้ว่านำวิชาการบางกลุ่มจะเห็นว่าคำสอนของขงจื๊อ ไม่มีมิติของความลึกซึ้งในจิตวิญญาณก็ตามแต่ ดัลล์เมยร์ (Dallmayr อ้างถึงใน Russell Arben Fox, 2008, p. 50) คิดว่า การเข้าจะถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงอย่างลึกซึ้งตามคำสอนของขงจื๊อนั้น ไม่ใช่อยู่ที่การนำไปสู่ความหลุดพ้นใดๆ …ทว่าเป็นการผสมผสานที่ซับซ้อนโยงใยระคนกันไปภายในระหว่างสรรพสิ่ง ความเป็นปกติตามธรรมชาติและการที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยปฏิสังสรรค์กับวิถีแห่งจักรวาล (สวรรค์ โลก และสรรพสิ่ง)

4.1. ด้านจริยธรรม
ด้วยคำสอนที่เน้นถึงคุณค่าของ ความรักเพื่อนมนุษย์ ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความกตัญญู ตามแบบอย่างจารีตโบราณที่แฝงด้วยความเชื่อตามศาสนาโบราณของจีน ซึ่งขงจื๊อไม่เน้นความสำคัญของความเชื่อทางศาสนา แต่ก็มิได้ละทิ้งเลยทีเดียว

ตามทัศนะของเจมส์ เลกค์ (1978, pp. 94 -95) ได้นำตัวอย่างข้อความ 3 ตอนที่จะให้เชื่อมั่นในสาระสำคัญด้านจริยธรรม ที่ควรยกย่องว่ามีคุณค่าเหมาะสมกับการนำไปเป็นหลักคำสอนทางศาสนา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิญญาณที่ดีพร้อม เรื่องของความกตัญญู และเรื่องของความซื่อสัตย์จริงใจได้อย่างตรงประเด็น อันได้แก่ ข้อความแรกที่เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยของขงจื๊อที่ปรากฏในคัมภีร์จุงหยูว่า “จิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความดีอันทรงพลังดังปรากฏนั้น สมควรยกย่องอย่างไรกระนั้นหรือ! ด้วยจิตที่ดีพร้อม ย่อมทำให้บุคคลเร่งกระทำตนให้ผ่องใสบริสุทธิ์ประหนึ่งว่าเขาได้สวมใส่อาภรณ์อันทรงค่าควรแก่การได้รับคำสรรเสริญจากคนทั้งปวง เช่นนี้แล้วย่อมเปรียบดังน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนศีรษะแล้วกระจายอยู่รอบ ๆ ตัวเขาทั้งซ้ายและขวา”

ข้อความที่สอง เป็นบทประพันธ์ในคัมภีร์ซูจิ่งที่บรรยายถึงคุณค่าแห่งความดีงามของพระมหากษัตริย์เหวิ่นที่มีต่อผู้บังเกิดเกล้า ผู้อาวุโส และที่ปรากฏต่อสาธารณหรือแม้ที่ลับตาความว่า

ฮ่องเต้เหวิ่นก่อกู้องค์ด้วยเหนือเกล้า เรื่องเคืองใจไม่กระทำให้ท่านช้ำ
กรุณานั้นมอบท่านทั้งหลายพลัน จึ่งประทับตราตรึงจิตเสมอมา
ปฏิบัติมเหสีแลเชษฐา ด้วยจริยาดีเยี่ยมเปี่ยมฤทัย
จึงจักษ์แจ้งทุกแห่งหนทรงเสด็จ ประทับเป็นวัตรดีงามตลอดกาล

ราชสำนักจักเห็นองค์ทรงสงบ อีกวาจาช่างไพเราะเสนาะโสต
พระพิธีศาสนาคาราวะ ด้วยจิตน้อมอย่างจริงใจและกลัวเกรง
แม้วิญญาณล่วงลับเล็งเห็นมิได้ พระทรงเปรียบประหนึ่งว่าท่านอยู่ใกล้
มิแสแสร้งคงกระทำอยู่ร่ำไป ไร้มลทินพระทรงค่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง เอย .

ข้อความที่สามเป็นอีกวรรคตอนหนึ่งในบทกวีนิพนธ์ ที่เป็นบทเตือนใจตนเองของพระมหากษัตริย์เหว่ย ความว่า

คราวเข้าร่วมสโมสรผู้ใหญ่ยิ่ง จักสัมพันธ์กันฉันมิตร กระนั้น แล้ว
ดวงหน้าฉายแววละไมอย่างใดหนอ! อะไรเล่าคือสุขสันต์สมานฉันท์!
จะหลีกหนีปวงผิดชั่วอย่างไรกัน! ประทับที่รโหฐานต้องขจัด
สิ่งมิชอบไม่นำพาปัดออกไป ให้ประจักษ์แลแจ่มแจ้งสว่างใส
ให้สำนึกตรึกตรองในผิดถูก ห้ามกล่าวอ้างไม่มีใครอยู่เฝ้ามอง
ห้องปิดลับแต่ในใจจงคิดกลัว จุติแล้วจิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์
แต่ยามใด และ ณ ที่แห่งไหนหรือ หามีใครจะรู้แจ้งมาก่อนเลย
มากกว่านี้เรามิควรเผลอปล่อยใจ หากตระหนักสำนึกรู้ประหนึ่งว่า
จิตดีพร้อมมีพลังประจักษ์ได้ ในตนเอย.

เหตุผลที่สนับสนุนว่าบทกวีอันเกี่ยวเนื่องกับจริยวัตรของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์จุดประกายให้ขงจื๊อนำมาเป็นบทเรียนเพราะ เห็นว่าทั้งสองพระองค์ได้รับเอาหลักปฏิบัติของกษัตริย์ซางและเซียแต่โบราณมาดำเนินรอยตาม แล้วสามารถบริหารปกครองบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้ และขงจื๊อเล็งเห็นคุณค่าตามแนวทางนี้ อีกทั้งเชื่อมั่นว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาความวุ่นวายของบ้านเมืองได้ (J.H. Berthrong and E.N. Berthrong, 2006, p. 48)

นอกจากนี้คำสอนของขงจื๊อยังเน้นหนักในด้านจริยธรรมที่ให้ความสำคัญการฝึกฝนเด็กให้รู้จักเคารพเชื่อฟังบิดามารดา และรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามบทบาทภายในจารีตประเพณีที่ปรากฏในคัมภีร์หลุนอวี่หลายบท อาทิเช่น บทที่ 6 เล่มที่ 1 ,บทที่ 25 เล่มที่ 5 ซึ่งไปสัมพันธ์กับคำสอนในคัมภีร์ซูจิ่ง เล่มที่ 4 บทที่ 4 ตอนที่ 2 แล้วยังสัมพันธ์คำสอนในคัมภีร์เม่งจื๊อเล่มที่ 1 ภาคที่ 1 1 บทที่ 1 ตอนที่ 5 ที่ประมวลความได้ว่า “ความกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นสิ่งที่ควรเทิดทูนไว้อย่างสูงด้วยบุคคลผู้ได้ชื่อว่ามีคุณธรรมย่อมไม่เมินเฉยต่อการปฏิบัติดูแลบิดามารดาของเขา ความรักและการเคารพเชื่อฟังที่มอบให้แด่ผู้อาวุโส เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสายสัมพันธ์ที่จะสานต่อความรักและความเคารพสำหรับมอบให้สมาชิกทุกคนที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน” จึงอาจกล่าวได้ว่า คำสอนของขงจื๊อ บ่งบอกว่าสภาพแวดล้อม(ระเบียบจารีต) มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับเยาวชน เพื่อให้เป็นสมาชิกผู้มีจริยธรรมและอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างปกติ ในบทบาทที่แฝงไว้ด้วยคุณธรรม

แต่มีปัญหาว่าจริยธรรมตามจารีตนั้น เป็นการมุ่งเน้นการตอบแทนซึ่งกันและกันในเชิงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แฝงอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เดวิด แอล จอนห์สัน (1985, p. 37) ให้ข้อสังเกตว่าหากศึกษาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า ขงจื๊อเชื่อมั่นว่าการฝึกให้เด็กปฏิบัติตามหลักจริยธรรมนี้มิใช่เป็นการถือเอาประโยชน์ หรือการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์เท่านั้น หากเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายมากกว่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการฝึกลูกสุนัขที่ถูกทำให้เชื่อฟังเพราะต้องการรางวัล แต่การที่เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้อาวุโสได้กระทำไว้ดีแล้ว มิได้เกิดจากแรงจูงใจหรือความคาดหวังในรางวัล หากเป็นคุณธรรมที่ควรสร้างให้เกิดขึ้นในความสำนึกของบุคคล

นับถึงปัจจุบันหลักคำสอนด้านจริยธรรมนี้ยังคงเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้ชื่นชอบในลัทธิขงจื๊อใหม่ ที่ได้วิวัฒนาการผนวกเอาแนวคิดของเม่งจื๊อ (พ.ศ.171 – 245) และ จูสีเข้าไว้ด้วย

4.2. ด้านการศึกษา
จากหลาย ๆ ทัศนะเห็นตรงกันว่า ขงจื๊อถือว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่สนับสนุนให้มนุษย์ปฏิบัติตนได้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งไม่แตกต่างจากหลักคำสอนของนักคิดอื่น ๆหากมีความเด่นชัดในการนำเอา ประวัติศาสตร์ และบทกวีนิพนธ์ รวมถึงศิลปะทางดนตรีเป็นสื่อสำคัญในการศึกษา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมกันกับผู้สนใจเรียน(หากใครเกียจคร้านขงจื๊อจะไม่สนใจเลย)

ในทัศนะของ ตู้ เหว่ยหมิง (1993, p. 195) กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ขงจื๊อสอนให้รู้จักเรียนและฝึกฝนปัญญาด้วยคัมภีร์ทั้งห้า และ ดนตรีนั้น เพื่อกล่อมเกลาจิตใจและส่งเสริมให้คนเรารู้จักการขัดเกลาตนเอง การศึกษาคำสอนของขงจื๊อจึงเป็นกระบวนการที่สามารถขัดเกลาคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม และ ต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ไม่สนใจเรียนหรือเกียจคร้าน ย่อมบกพร่องในการขัดเกลาตนเองฉะนี้แล้วมนุษยธรรมของผู้ที่ได้รับการศึกษา จึงทำหน้าที่แทนในบทบาทผู้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจ

เฉิน จิงปัน (1994, p. 209) ประมวลว่าการศึกษาเกี่ยวข้องกับการขัดเกลาตนเอง ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์หลุนอวี่นั้น เป็นการรวมเอาความคาดหวังในด้านคุณธรรมทางจิตใจ และความฉลาดรอบรู้ทางกายภาพไว้ด้วย และมีผลทำให้เม่งจื๊อและลูกศิษย์ของท่านร่วมกันแสวงหาแนวทางที่จะขัดเกลาตนเองและคนอื่น ๆ ให้สมกับที่เป็นศิษย์ผู้ดำเนินรอยตามขงจื๊ออย่างแท้จริง โดยเม่งจื๊อได้ยกย่องขงจื๊อในเรื่องนี้อยู่เสมอ ดังปรากฏในคัมภร์จูงหยู เล่มที่ 20 บทที่ 8-11 ว่า

อาจารย์ (ขงจื๊อ) กล่าวว่า วิชาความรู้ มนุษยธรรม และพลังความสามารถ ทั้งสามอย่างนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าครอบคลุมทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในตำรา…

…ความรักในการเรียนรู้ ก็เท่ากับได้เข้าใกล้ความรู้แล้ว การฝึกฝนพลังใจให้เข็มแข็ง นั่นย่อมเข้าใกล้ความมีมนุษยธรรมแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง ด้วยความรู้สึกละอายต่อการกระทำผิด นี่แหละนำไปสู่ความเป็นผู้มีพลังความสามารถ

บุคคลผู้ตระหนักในสามสิ่งนี้ ย่อมรู้วิธีที่จะขัดเกลานิสัยของตนเองได้ เมื่อเขารู้ว่าทำอย่างไรจึงจะขัดเกลาตนเอง เขาย่อมรู้ว่าจะกล่อมเกลาผู้อื่นได้อย่างไรเมื่อเขารู้วิธีกล่อมเกลาผู้อื่น เขาย่อมรู้วิธีกล่อมเกลาประชาชน และ สามารถควบคุมอาณาจักรภายใต้บัญชาแห่งสวรรค์ ด้วยทุกมลรัฐ และทุกครอบครัวล้วนอยู่ภายใต้บัญชาแห่งสวรรค์

คำว่าบัญชาแห่งสวรรค์ในคัมภีร์ซูจิ่งบทที่ 5 ตอนที่ 1, ข้อที่ 3 และ4 กล่าวไว้ว่า“สวรรค์ และพื้นดินเป็นดุจบิดามารดาผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง และมนุษย์เป็นหนึ่งในสรรพสิ่งที่ประเสริฐ มนุษย์ผู้ประเสริฐที่สุดอย่างแท้จริงย่อมได้รับการเชิดชูให้เป็นขุนนางที่ยิ่งใหญ่ และขุนนางผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ปกครอง (บิดามารดา)ของปวงชน” (อ้างถึงใน James legge, 1978, p. 30)

สรุปได้ว่าสาระสำคัญด้านการศึกษามุ่งปลูกฝังให้เกิดวินัยและคุณธรรมในตนเอง เป็นอันดับแรก โดยมีเงื่อนไขอยู่ที่การนำไปปฏิบัติเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับดำรงตนในฐานะผู้ปกครองที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมก่อน แล้วจึงส่งเสริมบุคคลอื่นให้เป็นผู้มีคุณธรรม ฉะนั้นปัจเจกนอกจากต้องเรียนรู้ที่จะฝึกฝนตนเองตามจารีตแล้ว แต่ละคนต่างก็มีความสำคัญในบทบาทของสื่อคุณธรรม ที่สามารถกระตุ้นหรือจุดประกายให้กับผู้อื่นเห็นคุณค่าของจริยธรรม และพร้อมที่จะปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจ จึงจะนับได้ว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ที่ควรได้รับการเชิดชูและรับเกียรติจากสังคม

4.3. ด้านการปกครอง
ความสำคัญของการปกครองในคำสอนของขงจื๊อนั้นสืบเนื่องจากการศึกษา และเกี่ยวข้องกับจริยธรรมด้วย สาระสำคัญที่สุดที่นักวิชาการทุกคนเห็นตรงกันว่าเกี่ยวข้องกับหลักการในด้านการปกครอง คือ คำสอนเรื่องหลักแห่งความสัมพันธ์ห้าคู่ อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งสัมพันธ์กับคัมภีร์หลี่จี่อย่างมาก ที่ท่านเชื่อว่าจะเป็นกลไกคัดเลือกคนให้เป็นจุนซือ (สุภาพชนที่ผ่านการขัดเกลาด้วยการศึกษาให้เป็น ผู้มีคุณธรรม ความรู้ความสามารถ)มาปกครองบ้านเมืองให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้ (Herrlee G. Creel , 1973, pp. 27-32) ซึ่งถูกนำมานำมาวิพากษ์ในประเด็นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม อยู่ในระบบอุปถัมภ์ที่ล้าสมัย และมีการจำกัดอิสรภาพของปัจเจก แต่ทว่าภายในกรอบของความสัมพันธ์ทั้งห้าคู่นั้น อย่างน้อยมนุษย์ทุกคนต้องมีบทบาทสัมพันธ์กันอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดตามจารีตนี้ รชฎ สาตรวุธ แสดงทัศนะในงานวิจัยเรื่อง จารีตในคัมภีร์ขงจื๊อในฐานะสิ่งปลดปล่อยมนุษย์สู่อิสรภาพของ (2544, น. 119-123) โดยโต้แย้งว่ายังมีพื้นที่แห่งอิสรภาพอยู่จากเหตุผลที่ว่า ความสามารถในการก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเองด้วยการคิดที่จะเรียนรู้ร่วมกันกับผู้อื่น คือความสามารถในการก้าวข้ามบนฐานของความสัมพันธ์ ที่มีอิสรภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ตามลำพัง หากเป็นความสามารถร่วมผูกพันกันเป็นชุมชน ด้วยการพัฒนาตนเองผ่านศีลธรรม(ที่มีบรรพชนและจารีตธรรมในอดีตเป็นเสมือนสื่อ) เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความเป็นสุภาพชนผู้มีคุณธรรม อันนับเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจาก ความเชื่องมงายในภูตผีปีศาจ จากอำนาจของความรู้สึกฝ่ายต่ำ และจากขอบเขตที่จำกัดอยู่เฉพาะปัจจุบัน แล้วหลุดพ้นไปสู่สภาวะแห่งคุณธรรมที่สมบูรณ์ได้

แนวคิดที่เป็นตัวอย่างสะท้อนถึง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับสังคมในหลักคำสอนของขงจื๊ออย่างมีเหตุผลที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายคือ คำอธิบายของเฉิน จิงปัน(1994, p. 75) ที่ว่า “ในคำสอนของขงจื๊อ สถาบันสังคมมีความสำคัญต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของปัจเจกชน เพื่อมิให้ปัจเจกชนถูกผลักออกไปจากสังคมอย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้ปัจเจกชนต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ เพราะปัจเจกไม่สามารถมีชีวิตและพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้หากปราศจากการโอบอุ้มจากสังคม”

ซึ่งภายใต้ความสัมพันธ์ทั้งห้าคู่นั้น มีการระบุบทบาทหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน บิดากับบุตร สามีกับภรรยา พี่กับน้อง และเพื่อนกับเพื่อน ที่แม้นว่าจะเป็นกรอบที่ล้อมการกระทำเอาไว้ แต่ รชฎ สาตราวุธ กลับมองว่าการรู้หน้าที่ที่พึงกระทำต่อกันด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนโดยไม่ก้าวร้าวตามคำสอนของขงจื๊อนั้น เป็นของขวัญที่จารีตของบรรพชนในอดีตได้มอบไว้ให้ หากปัจจุบันเราได้หลงลืมที่จะสืบทอดด้วยการปฏิบัติตามแบบอย่างของผู้ส่งมอบ คือขงจื๊อเองซึ่งตัวท่านเชื่อว่าถ้าทุกคนปฏิบัติตามหลักความสัมพันธ์ทั้งห้าคู่นี้ จะมีผลที่ตามมาคือความสงบสุขของสังคมและเอื้ออำนวยให้การปกครองมีความเป็นเอกภาพ หรือ พัฒนาไปสู่สังคมโลกที่สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกันได้(2544, น. 123) ดังปรากฏในคัมภีร์หลุนอวี่ เล่มที่12 บทที่ 19 กล่าวไว้ว่า “เมื่อมนุษย์รู้หน้าที่ที่มีต่อกัน เป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะไม่สงบสุข อำนาจเชิงคุณธรรมและบารมีของผู้ปกครองที่เป็นสุภาพชน สามารถขัดเกลาผู้ไม่รู้หน้าที่แห่งตนได้” (2547,น. 166)

ความคาดหวังของขงจื๊อจะเป็นได้หรือไม่นั้น พิจารณาตามการวิเคราะห์ของ เฉิน จิงปัน(1994, p. 201) มีเหตุผลที่พอสนับสนุนได้อยู่ 3 ประการคือ

ประการแรกสังคมโลกจะมีเอกภาพได้ต่อเมื่อทุกคนมองเห็นว่า เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำในสิ่งที่ดีทั้งในส่วนของปัจเจก และส่วนของสังคม เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดร่วมกัน

ประการที่สองปัจเจกบุคคลผู้มีคุณธรรมและพรสวรรค์เท่านั้นที่จะถูกเลือกให้บริหารและปกครองบ้านเมืองได้อย่างยุติธรรม

ประการสุดท้าย กิจกรรมสำคัญของผู้ที่มีหน้าที่ปกครองคือ การเรียนรู้ที่จะพูดด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ การสร้างไมตรี และความมีมนุษยธรรมสากล

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันนี้การเมืองการปกครองของจีนมิได้อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดคือ ความเป็นสาธารณรัฐที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ และเป็นปึกแผ่นเดียวกันภายใต้คณะผู้บริหารเพียงคณะเดียว ในระบบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจีน ซึ่งนักวิชาการทั่วโลกให้ความสนใจนำมาเป็นแบบอย่างในการศึกษาด้านการเมืองและการปกครอง และมิอาจละเลยในนำแนวความคิดด้านการปกครอง ในหลักคำสอนของขงจื๊อมาวิพากษ์ด้วย

จะมองเห็นได้ว่าจากทัศนะและตัวอย่างข้างต้น สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อทั้งในด้านจริยธรรม การศึกษา และการเมืองการปกครอง มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของชาวจีนที่จำเป็นต่อความอยู่รอดอย่างสันติ โดยไม่อาจละทิ้งสาระด้านใดด้านหนึ่งได้ และอาจกล่าวได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักในการทำงานของชาวจีนในประเด็นของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ที่เหมาะสมกับบทบาทซึ่งมีมากกว่าหนึ่งบทบาท หากแตกต่างกันในรายละเอียดของแต่ละยุคสมัยว่า ตกลงใจเลือกที่จะเรียนรู้และดำเนินรอยตามแนวทางนี้หรือไม่เท่านั้น โดยนัยเดียวกับข้อความที่ขงจื๊อกล่าวไว้คัมภีร์อี้จิ่งบทที่ 16 ที่แสดงถึงความสามารถของพระมหากษัตริย์เหวิ่นในการปกครองให้บ้านเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสานสัมพันธ์ไมตรีกับต่างแคว้นได้อย่างกลมเกลียวกัน ว่า

รู้ถึงต้นตอคือพรวิเศษอันแท้จริงแล้ว ปราชญ์ไม่สอพลอผู้ที่อยู่เบื้องสูง และไม่หยิ่งยโสกับผู้ที่อยู่เบื้องล่าง นี่เรียกว่าเขารู้ซึ้งถึงต้นตอ ต้นตอ(ของสิ่งใด) คือพลังถือกำเนิดอันยากหยั่งรู้ได้(ของสิ่งนั้น) คือก้าวแรกแห่งโชคดี(หรือโชคร้าย) ที่แสดงตัวออกมา ดังนั้นปราชญ์เมื่อรู้แล้ว ถึงต้นตอ(ของสิ่งใด) จะสามารถกระทำทันทีโดยไม่รั้งรอ
(อ้างถึงในมนตรี ภู่มี แปล, 2540, น. 93)

เครดิตภาพ : YANGCHAO / Shutterstock.com

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://th.wikipedia.org
2. https://ngthai.com/history/20026/confucius
3. แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่