แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ (Confucius) : วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของขงจื๊อ

บอกต่อ:

1. ประวัติของขงจื๊อ | 2. ความสำคัญและที่มาของคำสอนของขงจื๊อ | 3. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของขงจื๊อ | 4. สาระสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ

3. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของขงจื๊อ

หลักฐานด้านวรรณกรรมที่ขงจื๊อนำมาสอน เป็นบันทึกเกี่ยวกับประเพณีปรัมปราของชาวจีนโบราณ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า คัมภีร์ในความหมายของชาวจีนหมายถึงตำราชั้นสูง ซึ่งนักวิชาการด้านปรัชญาประวัติศาสตร์ ,ปรัชญาศาสนา และปรัชญาการศึกษาหลายท่านต่างก็เชื่อเหมือน ๆ กันว่า ขงจื๊อมีส่วนในการเพิ่มความหมายใหม่ โดยท่านอาศัยจากประสบการณ์ และความเข้าใจด้านคุณธรรมจริยธรรมของตนเอง ให้กลมกลืนกับความเชื่อตามปรัมปรา ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือทัศนะของเจมส์ เลกค์ (1978, pp. 1-5) ที่เชื่อว่าในคำสอนของขงจื๊อนั้นมีการแต่งเติมเอาบางสิ่งบางอย่างที่เป็นความคิด และคุณลักษณะของขงจื๊อ ซึ่งสนับสนุนปรัมปราโบราณให้มีสีสันขึ้นและ ส่งเสริมให้ได้รับความนิยมมาก จนกลายเป็นลัทธิความเชื่ออยู่ในระบบศีลธรรมแบบขงจื๊อ ที่นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติจีนอย่างหนึ่ง ที่ชี้นำระบบการเมืองและการปกครองกันในสังคมมนุษย์มากกว่าความเป็นคัมภีร์ทางศาสนา

ด้วยเหตุที่คำสอนของขงจื๊อเกี่ยวข้องกับระบบการเมืองและสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจากการแปรเปลี่ยนระบบการปกครองด้วย จึงทำให้มีวรรณกรรมที่ถ่ายทอดเป็นบันทึกคำสอนของขงจื๊ออยู่จำนวนมากในชื่อหนังสือ และผู้แต่งที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสำนักสอน หรือสถาบันการศึกษาในแต่ละยุคที่มีการจัดหมวดหมู่และลำดับเรื่องไม่เหมือนกัน เพราะยึดหลักเกณฑ์คนละอย่างกัน แต่ในสมัยราชวงศ์ซ้อง โดย จูสี (พ.ศ.1673-1743) นับว่าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน (Chen Jingpan, 1994, pp.122-132) โดยเรียงตามลำดับของความสำคัญต่อไปนี้

3.1. ตำราซื่อซู
เป็นวรรณกรรมที่ลูกศิษย์ขงจื๊อเรียบเรียงขึ้นใหม่ หรือที่เรียกในชื่อว่าหนังสือสี่เล่ม
ได้แก่
(1) คัมภีร์ หลุนอวี่ (The Analect)
(2) คัมภีร์ เม่งจื๊อ (Mencius)
(3) คัมภีร์ ต้าเสี่ยว (The Great Learning)
(4) คัมภีร์ จุงหยู (The Doctrine of Mean)

3.2. ตำรา หวู่จิ่ง
เป็นวรรณกรรมดั้งเดิมที่ขงจื๊อใช้เป็นสื่อการสอนที่เรียกว่า คัมภีร์ทั้งห้า ถือเป็นคัมภีร์ชั้นสูงได้แก่
(1) คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ อี้จิ่ง (Book of Change or I Ching)
(2) คัมภีร์ประวัติศาสตร์ หรือ ซูจิ่ง(Book of History or Shu Ching)
(3) คัมภีร์กวีนิพนธ์ หรือซือจิ่ง (Book of Poetry or Shi Ching )
(4) คัมภีร์ฤดูใบไม้ผลิ-ใบไม้ร่วง หรือ ชุนชิว (Spring and Autumn Anal or Ch’un Ch’ui
(5) คัมภีร์จารีต หรือ หลี่จี่ (Book of Rites or Li Chi)

ในกลุ่มวรรณกรรมทั้งห้านั้น คัมภีร์ซูจิ่ง และคัมภีร์ซือจิ่งได้รับความสนใจและเป็นที่นับถือกันอย่างมากในหมู่ชาวจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น ในขณะเดียวกันยังเปรียบเสมือนมรดกที่ชาวจีนยินยอมให้ชาวเอเชียตะวันออก(เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม) ยืมไปใช้เป็นส่วนสำคัญในระบบการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม และ การปกครองของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ซึ่ง สัญญาสัญญาวิวัฒน์(2533, น. 101) ได้ยกตัวอย่างความสัมพันธ์ในสังคมญี่ปุ่นที่มีลักษณะรวมกลุ่มกันเหนียวแน่นที่กลุ่มเป็นชีวิต, เป็นนาย, เป็นเพื่อน และกลุ่มอยู่เหนือตัวตน แม้ตัวตายกลุ่มต้องดำรงอยู่
ที่เป็นเช่นนี้อาจตรงกับทัศนะของ ตู้ เหว่ยหมิง (นักปรัชญาจีนร่วมสมัย ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการเผยแพร่คำสอนของขงจื๊อในยุคปัจจุบัน)(Tu Wei-ming,1993, p.197) มีความเห็นว่า“เนื้อหาในคัมภีร์ทั้งห้า ได้สื่อถึงทัศนะที่ครอบคลุมในด้านความเชื่อที่ยากต่อการพิสูจน์(อี้จิ่ง) ด้านการบริหารบ้านเมือง(ซูจิ่ง) ด้านการพรรณนาอารมณ์ความรู้สึก (ซือจิ่ง) ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม(หลี่จี่) ด้านวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์(ชุนชิว) ที่ประมวลกันเข้าในท้ายที่สุดนั้นเพื่อสื่อให้เห็นถึงคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์”

สอดคล้องกับความเห็นของนักวิชาการตะวันออกศึกษาในปัจจุบัน แห่งมหาวิทยาลัยวิตเตนท์เบริก์ สรุปว่า “สาระสำคัญในวรรณกรรมแต่ละเล่มของคัมภีร์ทั้งห้านั้น ได้แสดงออกถึงความปราดเปรื่องทางปัญญา ที่มีการชักชวนให้เกิดความสมานสามัคคี และการอยู่ในระเบียบวินัยอีกทั้งนำเสนอวิถีแห่งการขัดเกลาตนเอง ที่จะส่งเสริมให้เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์” (Jenifer Oldstone-Moore, 2003, p. 34)

ซึ่งความหมายของมนุษย์ที่สมบูรณ์ในความเชื่อของจูสี คือผู้ที่อุดมด้วยภูมิปัญญา และเปี่ยมด้วยคุณธรรม จูสียืนยันว่าคำสอนที่ขงจื๊อนำมาถ่ายทอดแม้จะเป็นบันทึกภูมิปัญญาที่มีมานานแต่โบราณ หากมิใช่ตำนานทางประวัติศาสตร์ธรรมดา ทว่ามีความหมายอันลึกซึ้งแฝงอยู่ ที่สามารถแสดงออกถึงจุดมุ่งหมายของวิถีแห่งการดำรงอยู่ด้วยคุณธรรมอย่างแท้จริง โดยได้เปรียบให้เห็นว่าบันทึกภูมิปัญญาในแต่ละเรื่องเป็นเสมือนต้นไม้แต่ละต้นที่ขึ้นอยู่ในป่า ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าเปรียบเสมือนการบ่งบอกถึงความมีคุณค่าทางจริยธรรมได้ ( อ้างถึงใน J. H. Berthrong and E. N. Berthrong, 2006 , p. 52)

หากโดยรวมแล้วเจมส์ เลกค์ และนักวิชาการท่านอื่นๆ ต่างเห็นพ้องกันว่าคำสอนที่ทำให้เป็นที่รู้จักขงจื๊อมากที่สุดคือ คัมภร์หลุนอวี่ ที่เปิดเผยคุณลักษณะ แนวความคิด ชีวิต และเป้าหมายหลักของขงจื๊อ จากตัวอย่างที่ชัดเจนในคำกล่าวของ ตู้ เหว่ยหมิง(1993, p. 183) ที่นับเป็นคำกล่าวแทนนักวิชาการท่านอื่นๆได้ด้วย คือข้อความว่า

บทสนทนาในคัมภีร์หลุนอวี่นั้น ทำให้เข้าใจถึงบุคลิกภาพภายในของขงจื๊ออาทิ ความทะเยอทะยาน ความหวาดกลัว ความเบิกบาน ความมุ่งมั่นที่จะกระทำตามที่สัญญาไว้กับตนเอง เหนือสิ่งอื่นใดคือ การคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตัวท่านเองที่มิใช่ภาพลักษณ์ของปัจเจกผู้แยกตัวอยู่ตามลำพัง หากเป็นเสมือนศูนย์รวมของสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และผู้ที่ดำเนินรอยตามขงจื๊อ จึงเรียนรู้ที่จะนำเอาข้อความในบทสนทนาเหล่านั้น มาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำระเบียบพิธีทางศาสนา เพื่อให้เกิดความเกรงขาม และเสริมสร้างแรงบันดาลใจมามากกว่าศตวรรษ

แต่อย่างไรก็ตามการแปลความหมายในคำสอนนั้นต้องอาศัยข้อความที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ในเรื่องเดียวกันมาประกอบด้วย ดังคำอธิบายซึ่งช่วยให้เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น โดย เดวิด แอล จอนห์สัน นักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกซึ่งสนใจในวัฒนธรรมเอเชีย (David L. Johnson, 1985, pp.31-33) ได้วิเคราะห์ว่า

….คำสอนในวรรณกรรมของขงจื๊อนั้นยากที่จะแยกให้ชัดเจนเป็น เรื่อง ๆ ไปเพราะว่าวรรณกรรมแต่ละเล่ม ต่างก็ประกอบด้วยจารีตประเพณี และวัฒนธรรม ที่แฝงไว้ด้วยความคิดของท่านซึ่งสอดคล้อง และ สานต่อแนวคิดในปัจจุบันได้มากยิ่งกว่าในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ตัวอย่างเช่น แนวคิดทางการศึกษาด้านกฎหมาย ที่มีคำถามอยู่เสมอว่า “ทำอย่างไร จึงจะทำให้คนมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง” หากพิจารณาตามนัยของกฎหมาย “ถ้ามีคนหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะต้องถูกลงโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่นนี้แล้วสังคมจะสงบสุขได้จริงหรือ” อันเปรียบได้กับวิธีของขงจื๊อที่พยายามหาคำตอบว่า “ทำอย่างไรมนุษย์จึงจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อยอย่างสันติสุข”

ในทำนองเดียวกันอาจกล่าวได้ว่าคำสอนของขงจื๊อมีส่วนสัมพันธ์ กับ คำสอนตามแนวคิดในด้านศาสนาที่มุ่งแสวงหาคำตอบเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในฐานะของเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน ควรจะดำเนินไปอย่างมีความสุขด้วยกันได้อย่างไร” และยังมีส่วนทำให้ชาวจีนบางกลุ่มยกย่องสรรเสริญขงจื๊อประหนึ่งเป็นเทพเจ้า แล้วนับรวมเอาตำราคำสอนของท่านมาเป็นหลักปฏิบัติในกิจกรรมทางศาสนาและแนวทางในการดำเนินชีวิต

เครดิตภาพ : YANGCHAO / Shutterstock.com

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://th.wikipedia.org
2. https://ngthai.com/history/20026/confucius
3. แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของขงจื๊อ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่