เนื่องมาจากพระราชดำรัส ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ให้ไปร่วมอภิปรายเกี่ยวกับพระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานในการเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นพระราชดำรัสที่ทรงคุณค่าอย่างสูงยิ่ง อันแสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ในทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบ้านเมืองหรือทางศาสนาก็ตาม เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้ทราบพระราชดำรัสที่ทรงคุณค่ายิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระราชดำรัสนั้นมาลงไว้ในที่นี้ทั้งหมด ดังนี้ :-

“ข้าพเจ้ายินดีมาก ที่ได้มาเยี่ยมพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย และได้มาพบกับท่านทั้งหลายในโอกาสนี้ ทั้งขอขอบใจที่จัดการต้อนรับเป็นการพิเศษอย่างที่ไม่มีใครเคยทำ แต่การที่จะต้องพูดกับที่ประชุมนี้ด้วยเรื่องของพระพุทธศาสนามีข้อทำให้ลำบากใจอยู่มาก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสูงสุด สำคัญที่สุด และไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะนำมาอภิปรายให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อยด้วยประการใด ๆ จึงจำเป็นต้องแถลงแต่ต้นว่า ข้าพเจ้าจะแสดงความคิดเห็นมากมายไปไม่ได้ กับจะต้องไม่รับรู้ในข้อที่นายกพุทธสมาคมเกณฑ์ให้แสดงโอวาทแก่ผู้ที่นับว่าเป็น “ผู้รู้” ต่อหน้าพระมหาเถระ และไม่รับรู้ในหัวข้อที่ให้พูดถึงเฉพาะแต่การเผยแพร่หลักธรรมแก่เยาวชน เพราะมีความรู้สึกอยู่ว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้นมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่มหาชน และเมื่อหลักธรรมเข้าถึงมหาชนแล้ว ก็ย่อมแผ่ถึงเยาวชนด้วย

คำว่า “ศาสนา” ตามที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าใช้ตรงกับคำ religion ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน ส่วนวิธีการสั่งสอนก็คือ “สั่ง” และ “สอน” ให้ปฏิบัติโดยถือว่าคำสั่งสอนนั้นมาจากเบื้องบน ยุติได้ว่าถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว ถ้าว่าตามนี้พระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระและกฎเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจากการค้นหาความจริงของชีวิตด้วยปัญญามนุษย์ พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุความสุขสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผลว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร เพียงใด ก็ได้ผลอย่างนั้น เพียงนั้น หากจะถามว่าพระพุทธศาสนาเป็นอะไรก็ต้องตอบว่า โดยเนื้อหาที่เป็นเรื่องความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญา โดยวิธีการสอนที่ยึดหลักเหตุผลพระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดลงไปอีกก็เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือการสอนให้คนสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต และนำหลักธรรมะนั้นมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์

 

เรื่องวิธีการสอนธรรมะ หรือที่พุทธสมาคมใช้คำว่า “เผยแพร่หลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา” ให้เข้าถึงบุคคลประเภทต่าง ๆ นั้น ความจริงมีปรากฏอยู่อย่างสมบูรณ์ในคัมภีร์ มีทั้งที่กล่าวไว้โดยตรงและโดยอ้อม ทั้งที่กล่าวโดยสรุปและโดยละเอียดพิสดาร ซึ่งเชื่อว่าท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหลักวิชาที่นำมาปฏิบัติให้ได้ผลจริง ๆ ได้อย่างแน่นอน

ผู้มีปัญญาที่ปรารถนาจะช่วยผู้อื่น จะต้องพยายามศึกษาพิจารณาเลือกสรรวิธีการนั้น ๆ จากตำรานำมาใช้นำมาสอนให้เหมาะแก่บุคคล แก่กาลสมัย และแก่สภาพการณ์ในปัจจุบัน คนที่เรียกว่าเป็นคนสมัยใหม่นั้น ยึดหลักเหตุผลเป็นสำคัญ การสอนคนสมัยใหม่จะต้องนำเหตุผลที่มีอยู่ในคัมภีร์มาพิจารณา และหยิบยกแต่เฉพาะเนื้อหามาอธิบายการสอนให้ปฏิบัติตามแบบฉบับเฉย ๆ โดยปราศจากเหตุอันสมควร จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ถูกอบรม” และ “ถูกบีบบังคับ” จนหมดความสนใจ

หน้าที่ของท่านในการเผยแพร่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา จึงอยู่ที่การเลือกเฟ้นข้อธรรมะ และเลือกเฟ้นวิธีการสอน การใช้คำพูดที่เหมาะ อธิบายหลักธรรมะเทียบเคียงกับตัวอย่างที่เป็นของจริง จนเห็นชัดเจนได้ตามสภาพจิตใจของคนสมัยปัจจุบัน เพื่อช่วยให้แต่ละคนสามารถค้นหาและเข้าใจข้อธรรมะ ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามฐานะของตน ๆ

ข้าพเจ้าขอฝากให้ที่ประชุมนำข้อคิดทั้งนี้ไปวิเคราะห์และวิจารณ์ต่อไป ขออวยพรให้กิจการของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคง สามารถทำประโยชน์จรรโลงพระศาสนาและชาติบ้านเมืองได้ โดยกว้างขวางและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในตอนต้นแห่งพระราชดำรัสจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถ่อมพระองค์เป็นอย่างยิ่งที่ได้ทรงรับสั่งว่า “ข้าพเจ้าจะแสดงความคิดเห็นมากมายไปไม่ได้ กับจะต้องไม่รับรู้ในข้อที่นายกพุทธสมาคมเกณฑ์ให้แสดงโอวาทแก่ผู้ที่นับว่าเป็น “ผู้รู้” ต่อหน้าพระมหาเถระ และไม่รับรู้ในหัวข้อที่ให้พูดถึงเฉพาะแต่การเผยแพร่หลักธรรมแก่เยาวชน เพราะมีความรู้สึกอยู่ว่าการเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น มุ่งให้เกิดประโยชน์แก่มหาชน และเมื่อหลักธรรมเข้าถึงมหาชนแล้ว ก็ย่อมแผ่ถึงเยาวชนด้วย” ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของโสคราเดส ที่กล่าว “สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ก็คือข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย” ทั้ง ๆ ที่โสคราเดสเป็นปรัชญาเมธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ชาวกรีดอย่างหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ท่านก็ยังถ่อมตนว่าท่านไม่รู้อะไรเลย เข้าลักษณะที่ว่ายิ่งมีความรู้มากเท่าใด ก็ยิ่งถ่อมตนมากเท่านั้น เปรียบเสมือนรวงข้าว ถ้าหากเป็นรวงใหญ่ มีเมล็ดข้าวที่เต่ง ๆ รวงก็จะโน้มลงมาก แต่ถ้าหากเป็นรวงข้าวที่เต็มไปด้วยข้าวลีบ ๆ แล้ว รวงก็จะไม่โน้มลงเลย และพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า “การเคารพอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นมงคลอันสูงสุด” หรือดังที่ขงจื้อกล่าวไว้ว่า “ทะเลและมหาสมุทร เพราะอยู่ในที่ต่ำ จึงได้เป็นที่รวมของกระแสธารทั้งหลายจากทุกส่วนของโลก”

ในพระราชดำรัสตอนต่อมาที่ว่า “คำว่า ศาสนา ตามที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ใช้ตรงกับคำ religion ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน ส่วนวิธีการสั่งสอนก็คือ “สั่ง” และ “สอน” ให้ปฏิบัติ โดยถือว่าคำสั่งสอนนั้นมาจากเบื้องบน ยุติได้ว่าถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว” ตามปกติ เรา แปลคำว่า “ศาสนา” เป็นภาษาอังกฤษว่า religion หรือแปล religion ว่า “ศาสนา” เสมอ แต่ความจริงคำทั้งสองนี้หาได้มีความหมายตรงกันทีเดียวไม่ คำว่า “ศาสนา” แปลว่า “คำสอน” เท่านั้นเอง “พระพุทธศาสนา” ก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า “คริสต์ศาสนา” ก็คือคำสอนของพระเยซูคริสต์ เท่านั้นเป็นต้น ส่วนคำว่า rellion มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ดังที่ A. C. Bouquet ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Comparative Religion ว่า “ในภาษาละตินเขียนว่า “rel(l)igio” และนักปราชญ์ทั้งหลายตั้งแต่สมัยแรก ๆ แล้วได้มีความเห็นเกี่ยวกับความหมายหลักของคำนี้ต่าง ๆ กัน ในบรรดานักปราชญ์ชาวโรมันทั้งหลาย ซีเซโร มีความเห็นว่าคำนี้มาจากธาตุหรือรากศัพท์ว่า “leg-” หมายความว่า “ยึด, รวบรวม, นับ, หรือเฝ้าสังเกตุ” คือ “เฝ้าสังเกตุดูนิมิตแห่งการติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า” หรือ “อ่านลางต่างๆ” ส่วน เซอร์วิอุส (Servius) มีความเห็นว่าคำนี้มาจากธาตุหรือรากศัพท์ว่า “lig-” แปลว่า ผูกมัด ดังนั้น “religio” จึงหมายความว่า “สัมพันธภาพ” คือการติดต่อระหว่าง “มนุษย์” กับ “พระผู้เป็นเจ้า” ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าคำนี้มี ๒ ความหมาย เพราะ เซนต์ ออกัสตีน (St. Augustine) ได้ใช้คำนี้ในทั้งสองความหมาย… อย่างไรก็ดี ชาวยุโรปส่วนมากมีความเห็นว่าคำว่า “religion” จะต้องมีความหมายถึงสัมพันธภาพที่กำหนดแน่นอนตายตัว ในระหว่างมนุษย์กับภาวะที่มิใช่มนุษย์บางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหนือธรรมชาติ เป็นสยมภู พระผู้เป็นเอง เป็นสิ่งสมบูรณ์ หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือ พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง… หรือจะพูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ religion จะต้องหมายถึงศาสนาที่มีคนกลางที่ทำหน้าที่ติดต่อระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคนกลางนี้ก็คือพวกพระที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า priest ถ้าศาสนาใดไม่มีพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ศาสนานั้นไม่ถือว่าเป็น religion ในแง่ของตะวันตก

ศาสนาที่จะถือว่าเป็น religion นั้น จำเป็นจะต้องมีพระผู้เป็นเจ้า และถือว่าคำสั่งสอนในศาสนาเช่นนี้มาจากเบื้องบน คือมาจากพระผู้เป็นเจ้า เมื่อมาจากพระผู้เป็นเจ้า ก็ย่อมถือว่าสมบูรณ์ที่สุด เอาเป็นยุดิได้ ว่าถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว ใครจะไปแก้ไข้ไม่ได้

เพราะเหตุนี้เอง ในพระราชดำรัสตอนต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงรับสั่งว่า “ถ้าว่าตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระและกฎเกณฑ์ของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นจากการค้นหาความจริงของชีวิตด้วยปัญญามนุษย์ พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุความสุขสูงสุดของชีวิตมีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุผลว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร เพียงใด ก็ได้ผลอย่างนั้น เพียงนั้น” เพราะเมื่อ religion เป็นศาสนาที่ต้องมีพระผู้เป็นเจ้า หรือ God  พระพุทธศาสนาจึงไม่อาจจัดเป็น “ศาสนา” ในแง่ของ religion ได้ เพราะในพระพุทธศาสนามิได้ถือว่า มีพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่มีพระประเภท priest ที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเราท่านนั่นเอง แด่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่มีปรีชาสามารถมาก จนกระทั่งได้ตรัสรู้สัจธรรมด้วยพระองค์เองโดยชอบ หลักธรรมที่พระองค์ตรัสรู้จนได้รับพระนามว่าเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก็คือ “กฎปฏิจจสมุปบาท” (Law of Causation) ซึ่งเป็นกฎเกี่ยวกับชีวิตว่าเกิดแต่เหตุแต่ปัจจัยต่าง ๆ และการตรัสรู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตนี้ก็ไม่มีการผูกขาดว่าเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ตรัสรู้ เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าในอดีตก็ได้มีพระพุทธเจ้ามามากมายหลายพระองค์แล้ว และในอนาคตก็ยังจะมีต่อไปอีก ใครก็ตามถ้าหากบำเพ็ญบารมีอย่างพระองค์จนครบถ้วนแล้ว ก็อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างศาสนาที่มีพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงผูกขาด Wisdom หรือ ตัวปัญญา คนอื่น ๆ จะมี Wisdom ไม่ได้ ได้แต่เพียงรักในพระปัญญาหรือ Wisdom ของพระองค์เท่านั้น พระพุทธศาสนาสอนให้ยึดถือหลักกรรมที่ว่า ใครทำเหตุอย่างไร ก็ย่อมได้รับผลเช่นนั้น คือถ้าทำเหตุดี ก็จะได้รับผลดี ถ้าทำเหตุชั่ว ก็จะได้รับผลชั่ว ตามสมควรแก่กรรมนั้น ๆ

พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งต่อไปอีกว่า “หากจะถามว่าพระพุทธศาสนาเป็นอะไร ก็ต้องตอบว่า โดยเนื้อหาที่เป็นความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญา โดยวิธีการสอนที่ยึดหลักเหตุผล  พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดลงไปอีกก็เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือการสอนให้คนสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต และนำหลักธรรมะนั้นมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์”

ก่อนอื่นเราควรจะเข้าใจในความหมายของคำว่า ปรัชญา เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร คำนี้เราเข้าใจว่า ตรงกับคำภาษาอังกฤษที่ว่า Philosophy ความจริงคำทั้งสองนี้ก็หาได้มีความหมายตรงกันทีเดียวไม่ ก็เช่นเดียวกับ “ศาสนา” กับ “religion” นั่นเอง “ปรัชญา” เป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับภาษาบาลีว่า “ปัญญา” หมายถึง ความรู้อันประเสริฐ คือ ความรู้แจ้งหลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้ว หลังจากที่พ้นความสงสัยแล้ว ส่วน Philosophy แปลว่า “ความรักในความรู้” (Love of Wisdom) ทั้งนี้เพราะทางฝ่ายตะวันตกเขาถือว่า Wisdom เป็นของพระผู้เป็นเจ้าโดยเฉพาะเท่านั้น มนุษย์อย่างเราจะมี Wisdom หาได้ไม่ จึงได้แต่เพียงรัก Wisdom ของพระองค์เท่านั้น Philosophy เกิดจากความสงสัยความประหลาดใจ คือยังไม่พ้นจากข่ายแห่งความสงสัย แห่งความประหลาดใจอยู่ ถ้าหากในแง่นี้แล้ว พระพุทธศาสนาก็มีใช่ Philosophy แต่ในแง่ “ปรัชญา” ซึ่งแปลว่า ความรู้อันประเสริฐ แล้วพระพุทธศาสนาก็จัดว่าเป็นปรัชญา แต่ในบางแง่เราอาจถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นปรัชญาในแง่ของ Philosophy ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เขาได้พัฒนาความคิดเรื่องนิพพานบ้าง เรื่องสุญญดาบ้าง เรื่องจิตว่างบ้าง ออกไปอีกมากและตีความหมายแตกต่างกันออกไป จนในท่สุดก็ยังยุติไม่ได้ในแง่อย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็เป็น Phiosopy แต่พระพุทธศาสนาที่แท้แล้วเป็นปรัชญา เพราะความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหมายถึงการที่พระองค์ทรงพ้นจากความสงสัยแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่สาวกของพระองค์ในสมัยต่อ ๆ มาไม่เข้าใจข้อธรรมอันลึกซึ้งที่พระองค์ได้ตรัส

สอนไว้ จึงได้เอามาตีความกันออกไปในรูปต่าง ๆ ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาแม้ในหมู่พุทธบริษัทด้วยกันเอง ในแง่นี้พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็น Philosophy ไป

ที่ว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดลงไปอีกก็เป็นวิทยาศาสตร์” นั้น ก็เพราะพระพุทธศาสนามีวิธีการสอนที่ยึดหลักเหตุผลเป็นสำคัญ อะไรที่จะจัดว่าเป็น “ศาสตร์” ได้นั้นจะต้องมีเหตุผลมีวิธีปฏิบัติการ มีผลแสดงในการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ อย่างเหมาะสม และสามารถวัดผลได้ ถ้าเราจะพิจารณาพระพุทธศาสนาในแง่นี้แล้ว จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลที่ถือเหตุผลเป็นหลักสำคัญ และทรงสอนให้คนยึดเหตุผลเป็นหลักดำเนินชีวิตด้วย การที่พระองค์เสด็จออกบวช ก็เพราะต้องการค้นหาเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วย ในตอนแรกๆก็ทรงเข้าไปศึกษาอยู่ในสำนักต่าง ๆ แต่เมื่อทรงเห็นว่า การศึกษาในสำนักนั้น ๆ มิใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์แล้ว พระองค์ก็ไม่ทรงยอมตัวให้จมอยู่ในความเชื่อถือหรือการปฏิบัติที่ผิด จึงทรงถอนพระองค์ออกและไปแสวงหาความรู้ในสำนักอื่น ๆ ต่อไป จนกระทั่งในที่สุดเมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีสำนักใดจะสอนให้พระองค์รู้แจ้งได้แล้ว พระองค์ก็ทรงแสวงหาทางตรัสรู้ด้วยพระองค์เองตามลำพังต่อไป จนกระทั่งได้ตรัสรู้ในที่สุด หลังจากที่ได้ทรงทดลองวิธีการต่าง ๆ มาถึง ๖ ปีแล้ว เมื่อพระองค์ตรัสรู้ความจริงของชีวิตโดยตลอดแล้ว พระองค์ก็ทรงสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีเหตุผล ทรงมีวิธีการ และสามารถวัดผลได้ด้วยว่าใครได้บรรลุถึงคุณวิเศษขั้นไหนแล้ว โดยเฉพาะใน ปฐมเทศนา ซึ่งเป็นเทศนาครั้งแรกของพระองค์นั้น จะเห็นได้ชัดว่ามีหลักเกณฑ์ที่จัดเป็น “ศาสตร์” ได้อย่างพร้อมมูล เพราะพระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าทางไหนผิดและทางไหนถูก และทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ทรงสอนอริยสัจ ๔ ซึ่งก็ได้แก่ทรงสอนเรื่องเหตุผลนั่นเอง และเมื่อพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ก็นับว่าเป็นการวัดผลได้อย่างดีที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ในแง่ที่ว่าต่างก็สอนให้ยึดเหตุผลเป็นหลัก และสามารถพิสูจน์หรือวัดผลได้ด้วยกันแล้วก็นับว่าไปด้วยกันได้ แต่ถ้าจะพูดให้แน่ชัดลงไปก็ต้องว่า พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ (Science of sciences) มากกว่า ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้ากันอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังไม่ถึงจุดจบ ยังมีเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ แต่พระพุทธศาสนาเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีกแล้ว โดยเหตุที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล จึงไม่มีอะไรขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ถ้าหากวิทยาศาสตร์นั้นสมบูรณ์แล้ว แม้แต่ไอน์สไตน์เองก็เขียนไว้ว่า “ถ้าหากจะมีศาสนาใด ๆ ที่พอจะยอมรับนับถือได้สำหรับจิตใจบุคคลที่มีความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ศาสนานั้นก็ได้แก่พระพุทธศาสนา”

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องชีวิตเป็นจุดใหญ่ พระองค์จึงทรงบัญญัติโลกที่ตัวเรานี้เอง คือทรงสอนให้ค้นคว้าโลกภายในคือตัวเรา มากกว่าที่จะสอนให้ค้นคว้าโลกภายนอกตัวเราทรงชี้ให้เห็นว่าชีวิตนั้นสั้นนัก เหมือนความฝัน เหมือนฟองน้ำ เหมือนพยับแดด ฯลฯ พระองค์ทรงพยายามนำเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาประยุกต์เข้ากับชีวิตได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องก็คือ “การสอนให้คนสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต และนำหลักธรรมะนั้นมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์” ในพระพุทธศาสนาเต็มไปด้วยธรรมะเกี่ยวกับชีวิตทั้งนั้น ทั้งที่เกี่ยวกับชีวิตที่จะดำรงอยู่ในโลกของผู้มีกิเลส และที่เกี่ยวกับชีวิตที่จะดำเนินไปเพื่อความพ้นทุกข์ ซึ่งก็หนีเรื่องชีวิตไม่พ้นอยู่นั่นเอง

ส่วนในเรื่องวิธีการสอนธรรมะ หรือการเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงบุคคลประเภทต่าง ๆ นั้น ความจริงก็มีปรากฎอยู่อย่างสมบูรณ์ในคัมภีร์ มีทั้งที่กล่าวไว้โดยตรงและโดยอ้อม ทั้งที่กล่าวโดยสรุปและโดยละเอียดพิสดาร สมจริงตามพระราชดำรัสทุกประการ ดังจะเห็นได้จากตอนที่พระพุทธองค์ทรงส่งพระสาวกออกประกาศพระศาสนาครั้งแรก พระองค์ได้ทรงประกาศวัตถุประสงค์ และทรงแนะนำวิธีการเผยแผ่พระศาสนาไว้อย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขแห่งมหาชน (พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย) นั่นคือ ในการประกาศพระศาสนานั้นจะต้องมีเมตตากรุณาเป็นเบื้องหน้า โดยตั้งกุศลจิตไว้ว่าเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์และความสุขจากการเผยแผ่ธรรมะนั้นให้มากที่สุดที่จะมากได้ และในการแสดงธรรมก็จะต้องแสดงให้งามให้ไพเราะทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด คือให้งามให้ไพเราะตั้งแต่ต้นจนจบทีเดียว ให้ได้ทั้งใจความและผลความ คือให้ได้ทั้งน้ำและเนื้อ ให้ครบถ้วน ให้ละเอียดลออ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้ก็เพื่อผู้ฟังจะได้ไม่คลางแคลงสงสัยอีกต่อไป นี้นับว่าเป็นหลักการและวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการประกาศพระศาสนา

ในการประกาศพระศาสนานั้น จะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้ วิธีการจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมแก่กาลเทศะและภูมิหลังของผู้ฟัง บางทีผู้สอนก็จะต้องไปหาผู้ฟัง บางทีีผู้ฟังก็อาจมาหาผู้สอน ไม่ใช่จะรอให้ผู้ฟังมาหาเสียก่อนจึงจะเทศนาสอน และที่นับว่าสำคัญยิ่งก็คือ ผู้สอนจะต้องรู้อัธยาศัยของผู้ฟังว่ามีแนวโน้มไปทางใด หรือมีภูมิหลังอย่างไรแล้วจึงสอนให้ถูกกับอัธยาศัยหรือภูมิหลังของผู้ฟังเป็นราย ๆ ไป อย่างในเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระปัญจวัคคีย์ พระองค์ก็เทศนาเรื่องธรรมจักกัปปวัตนสูตร และ อนัตตลักขณสูตร แต่พอแสดงโปรดยสกุลบุตร พระองค์กลับแสดง อนุบุพพิกถา ๕ และเมื่อทรงเทศนาโปรดพวกชฎิล ๑,๐๐๓  องค์ มีพระอุรุเวลกัสสปเป็นประธานนั้นพระองค์ก็ทรงแสดง อาทิตตปริยายสูตร ทั้งนี้ก็เพราะผู้ฟังเหล่านั้นมีภูมิหลังต่าง ๆ กัน พระปัญจวัคคีย์เป็นนักบวช ที่ถือว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาเท่านั้นเป็นทางแห่งความหลุดพ้น พระพุทธองค์ก็ต้องทรงแสดงชี้ให้เห็นว่านั่นหาใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์ไม่ ทางพ้นทุกข์ต้องดำเนินตามทางสายกลาง ส่วนยสกุลบุตรไม่ใช่นักบวช เป็นลูกเศรษฐีมีความเข้าใจในเรื่องศาสนาน้อยมาก จึงทรงเทศนาเรื่องง่าย ๆ คือเรื่องการให้ทาน การรักษาศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องโทษของกามารมณ์ และอานิสงส์ของการออกบวชให้ฟัง ส่วนพวกชฎิลสามพี่น้องกับบริวารนั้นเป็นพวกบูชาไฟ พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศนาเรื่องความร้อนให้ฟัง ท่านเหล่านั้นก็สามารถเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ได้ง่าย ถ้าพระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่แบบเดียว การประกาศพระศาสนาย่อมจะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน แต่การที่พระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนาอย่างได้ผลรวดเร็วนั้น เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน คือพระองค์เองก็ทรงมีบุคลิกภาพดี และทรงเป็นแบบฉบับที่ดี เพราะพระองค์ทรงทำได้อย่างที่สอน และทรงสอนอย่างเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ ไม่ใช่เข้าแบบที่ว่า “จงทำอย่างที่ฉันสอน แต่อย่าทำอย่างที่ฉันทำ” ดังที่ครูอาจารย์บางคนสอนศิษย์ ผู้ที่จะสอนเขาจะต้องทำตัวให้เป็นแบบฉบับได้ด้วย จึงจะเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่เลื่อมใสของผู้อื่นได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ปรารถนาจะช่วยผู้อื่นจึงควรจะได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธศาสนาให้เข้าใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยนำคำสอนนั้นไปเผยแผ่ให้เหมาะสมแก่บุคคล แก่กาลสมัย และสภาพการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

คนสมัยใหม่เป็นคนที่ยึดเหตุผลเป็นหลักสำคัญ ดังนั้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่คนสมัยใหม่จึงไม่ลำบากนัก เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้คนมีเหตุผลอยู่แล้ว แต่เหตุผลนั้นอาจมีทั้งผิดและถูก แม้เขาจะมีเหตุผลผิด ๆ ก็ไม่ยากลำบากอะไรในอันที่จะเปลี่ยนความเห็นของเขา แต่ทั้งนี้เราจะมีเหตุผลที่ดีกว่า ถ้าหากเขาได้ฟังเหตุผลที่ดีกว่าแล้ว เขาก็จะไม่ดื้อดึงยึดมั่นในความเห็นที่ผิด ๆ อยู่ต่อไป บุคคลที่ยืดมั่นในเหตุผลผิด ๆ  สอนง่ายกว่าบุคคลที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลย

ในการสอนคนสมัยใหม่นั้น จำต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ซักถามในข้อข้องใจสงสัยได้ด้วย เพราะถ้าเขาไม่มีโอกาสได้ซักถามความข้องใจต่าง ๆ ก็คงจะไม่หมดไปจากจิตใจของเขา และถ้าหากเขายังมีความข้องใจอยู่ การที่จะให้เขายอมรับนับถือในคำสอนนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

อีกประการหนึ่ง ก็คืออย่าให้ผู้ฟังต้องมีความรู้สึกว่าตนได้ “ถูกอบรม” และ “ถูกบีบบังคับ” อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสไว้ เพราะถ้าผู้ฟังรู้สึกว่าตนถูกอบรมหรือถูกบีบบังคับให้เชื่อแล้ว เขาจะมีปฏิกิริยาออกมาในรูปไม่สนใจบ้างหรือนึกด้านอยู่ในใจบ้าง พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบังคับให้ใครต้องเชื่อตรงข้ามกลับทรงสอนให้คนใช้ปัญญาพิจารณาโดยถ่องแท้เสียก่อนแล้วจึงเชื่อ ดังที่พระองค์ได้ทรงสอนชาวกาลามะทั้งหลายไว้ใน เกสปุตตสูตร หรือ เกสปุตติยสูตร

ใน เกสปุตตสูตร หรือ เกสปุตติยสูตร นั้นมีความว่า สมัยหนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคได้เสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของพวกกาลามะ ชื่อว่า เกสปุตตะ พวกชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและกราบทูลว่า มีสมณพราหมณ์หลายพวกมายังเกสปุตตนิคม และพูดประกาศเฉพาะลัทธิของตนเท่านั้น และกล่าวกระทบกระเทียบดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิอื่น ทำให้เห็นว่าลัทธิอื่น ๆ ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเลื่อมใส พวกเขาจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่นั้นว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ พระผู้มีพระภาดจึงได้ตรัสว่า:

“ดูก่อนกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย

อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา

อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้

อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา

อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง

อย่าได้ยืดถือโดยคาดคะเนเอา

อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ

อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว

อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมหล่านี้เป็นอกุศล

ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

เพียงข้อความที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่าพระผู้มีพระภาคทรงมีพระทัยกว้างเพียงใด พระองค์ทรงเป็นนักจิตวิทยาชั้นสูงหาผู้เสมอเหมือนมิได้ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงสนทนากับพวกกาลามชนทั้งหลาย ตามแบบ Dialogues คือทรงพยายามถามให้กาลามชนใช้ความเห็นของตน แล้วจึงตอบเป็นข้อ ๆ ไป และในที่สุดพวกกาลามชนก็ทราบเองว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ผลของกุศลเป็นอย่างไร และผลของอกุศลเป็นอย่างไร แล้วพระพุทธองค์จึงได้ตรัสต่อไปอีกว่า “…เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านี้อยู่…” ในที่สุดพวกกาลามชนทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้กล่าวปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระพุทธองค์เป็นสรณะตลอดชีวิต

ถ้าหากพระพุทธเจ้าไปตรัสว่าคำสอนของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นผิดทั้งสิ้น คำสอนของเราเท่านั้นถูก พวกกาลามชนทั้งหลายก็คงมีปฏิกิริยาต่อคำสอนของพระองค์ เช่นเดียวกับที่มีปฏิกิริยาต่อคำสอนของสมณพราหมณ์เหล่าอื่นนั่นเอง และก็คงจะคิดว่า “ก็ตะเภาเดียวกันนั่นเอง” เป็นแน่

การสอนธรรมะให้แก่ปัญญาชนนั้น ต้องพยายามสอนให้แต่ละคนสามารถค้นหาและเข้าใจข้อธรรมะ  ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามฐานะของตน ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสไว้ การสอนศาสนาจึงจะได้ผล

ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นพระปรีชาสามารถอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ในเรื่องของพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

ที่ข้าพเจ้าได้อัญเชิญพระราชดำรัสนี้มาวิจารณ์ ก็ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโอกาสไว้ในตอนท้ายว่า “ข้าพเจ้าขอฝากให้ที่ประชุมนำข้อคิดทั้งนี้ไปวิเคราะห์และวิจารณ์ต่อไป” ข้าพเจ้าจึงไม่คิดว่าเป็นการอาจเอื้อมใด ๆ เลย เพราะข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องนี้ด้วยกุศลจิตจริง ๆ  และก็ได้เขียนตามแนวที่ได้เคยไปร่วมอภิปรายเกี่ยวกับพระราชดำรัสนี้ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าหากจะมีอะไรผิดพลาดไปบ้าง ก็ให้ถือว่าเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาของข้าพเจ้าก็แล้วกัน.

 

 

 

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com