การประยุกต์ธรรมของพระพุทธศาสนา เข้ากับสภาพชีวิต และ ระบบการศึกษาในปัจจุบัน

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

สมัยนี้เป็นสมัยที่โลกมีความเจริญรุดหน้าไปในทางวิทยาศาสตร์และทางเทคโนโลยีมากจนตามแทบไม่ทัน เพราะในกรุงเทพฯ ปัจจุบันนี้กับเมื่อยี่สิบปีก่อนก็แตกต่างกันเสียจนกระทั่งจำแทบไม่ได้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแค่ตึกรามบ้านช่องใหญ่ ๆ โต ๆ บางแห่งสูงตั้งยี่สิบกว่าชั้น ในสมัยเมื่อยี่สิบปีก่อน เพียงตึกเก้าชั้นก็นับว่าเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ตึกเก้าชั้นไม่มีความหมายอะไรเพียงแต่คิดอยู่ว่าเมื่อไรเราจึงจะมีตึกร้อยชั้นอย่างในเมืองนิวยอร์กบ้างเท่านั้นแหละ

ความเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุนั้นขึ้นอยู่กับเงิน สมัยนี้ถ้าหากเรามีเงินแล้ว อยากจะเนรมิตบ้านอย่างใด ขนาดไหน สูงสักกี่ชั้นก็ได้ จะให้มีเครื่องอุปกรณ์สร้างความสุขสักแค่ไหนเพียงใดก็ได้ แต่พร้อม ๆ กับความเจริญในทางวัตถุนี้เอง เราก็เกิดปัญหาอันยิ่งใหญ่ตามติดมา นั่นคือปัญหาทางด้านจิตใจ

ทุกคนต่างก็หวังจะให้ชีวิตของตนมีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็เป็นส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จสมดังที่มุ่งหมายไว้ บางคนทั้ง ๆ ที่เป็นเศรษฐีมีเงินทองนับเป็นร้อย ๆ ล้าน แต่ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ความทุกข์ จนบางครั้งถึงกับต้องทำอัตวินิบาตกรรมก็มี นี่เพราะอะไรเล่า?

ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า ชีวิตของเราประกอบด้วยนามและรูป หรือจะว่าประกอบด้วยวัตถุกับจิตใจก็ได้ ส่วนที่เป็นวัตถุหรือรูปธรรมก็จำเป็นต้องหาวัตถุไปสนอง เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ส่วนที่เป็นจิตใจหรือนามธรรมก็จำต้องหาสิ่งที่เป็นนามธรรมไปสนองเช่นเดียวกัน เพราะมิใช่ร่างกายเท่านั้นที่ต้องการอาหาร แม้จิตใจก็ต้องการอาหารเช่นกัน นั่นคือ อาหารใจ อาหารใจคืออะไรเล่า? อาหารใจก็คือสิ่งที่จะทำให้จิตใจมีความสุข มีความสงบ ซึ่งก็หมายถึงศาสนานั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทย ก็ต้องถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นอาหารใจของเราอย่างมิต้องสงสัย

อาหารใจก็เช่นเดียวกับอาหารอื่น ๆ คือต้องรู้จักบริโภคอาหารบางอย่างก็แสลงกับโรค อาหารบางอย่างรับประทานมากเกินไปแทนที่จะให้คุณอาจกลายเป็นโทษก็มี การจะเลือกอาหารรับประทานนั้น เราควรพิจารณาดูว่าร่างกายของเราต้องการอะไรก็ควรรับประทานอาหารประเภทนั้นให้มาก ถ้าหากเราไม่รู้จักประมาณในการบริโภค อาหารอาจกลายเป็นพิษได้เหมือนกัน หรืออาหารบางอย่างอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนหนึ่ง แต่เป็นโทษสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการบริโภคอาหารก็จำเป็นต้องระมัดระวังฉันใด ในเรื่องอาหารใจก็ฉันนั้น เราจะต้องถือว่าศาสนาหรือธรรมะนั้นเป็นอาหารใจ และเป็นดุจยารักษาโรค ทั้งการรับประทานอาหารและการใช้ยาก็ต้องมีความพอเหมาะพอดี ยาขนานหนึ่งก็รักษาได้โรคหนึ่ง หรือบางโรค ไม่ใช่รักษาได้หมดทุกโรคการใช้ยาก็จำเป็นต้องใช้ให้ถูกกับโรค และก็ต้องรับประทานหรือใช้ให้พอเหมาะพอดี ถ้ารับประทานน้อยเกินไปอาจไม่หาย และถ้ารับประทานมากเกินไปอาจถึงตายก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราจะใช้ยาก็ต้องดูวิธีใช้ หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของนายแพทย์ ไม่ใช่ว่าเราจะเอาเรื่องการใช้ยามาเทียบเป็นบัญญัติไตรยางศ์ เช่น ถ้าหากนายแพทย์บอกว่า ให้รับประทานวันละ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๒ เม็ด ประมาณ ๕ วันจะหาย เราอยากจะให้หายเร็วก็รับประทานเสียครั้งเดียว ๓๐ เม็ด อย่างนี้แทนที่จะหาย อาจตายก็ได้

ดังนั้น การที่เราจะเอาคำสอนในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้นั้น ในเบื้องแรกเราจะต้องรู้หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเสียก่อน ถ้าเราไม่รู้ก็เหมือนกับการรับประทานยาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งอาจทำให้ตายได้เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะธรรมะเปรียบเสมือนยา เราต้องเอามาใช้ให้ถูกกับโรค ไม่ใช่เราไปนัดกับใครไว้ แล้วไม่ไปตามนัดโดยอ้างว่าพระพุทธศาสนาสอนว่า อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง อย่างนี้ถือว่าเอาธรรมะไปใช้ในทางที่ผิด ยิ่งในปัจจุบันนี้สภาพชีวิตของคนในสังคมเกือบจะจับต้นชนปลายไม่ติด เพราะมีปัญหาร้อยแปดที่จะทำให้เราต้องนำมาขบคิด ปัญหาส่วนตัวโดยตรงบ้าง ปัญหาส่วนตัวโดยทางอ้อมบ้าง ปัญหาโลกภายนอกที่ห่างไกลออกไปบ้าง ถ้าหากเราเก็บมาเป็นกังวลมากก็ยิ่งทุกข์มาก แต่การที่จะไม่เก็บเอามาเป็นกังวลเสียเลย หรือทำจิตใจให้ว่างนั้นก็คงมีคนทำได้น้อยมากอย่างเช่น รัฐบาลขึ้นภาษีเมื่อเร็ว ๆ นี้ ใครจะทำจิตว่างไม่เดือดร้อนได้เล่า? แต่ถ้าหากทำได้ก็นับว่าเป็นบุญของผู้นั้น คือไม่ต้องเดือดร้อนอะไร

หลักธรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่มากมาย ถ้าหมายเอาเฉพาะพระสูตรกับพระอภิธรรมก็มีถึง ๖๓,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้ารวมทั้งพระวินัยด้วยก็ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คงเป็นการยากมากที่เราจะรู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมด และความจริงในพระธรรมคำสอนเหล่านั้น ก็มีทั้งประเภทสอนให้บรรลุถึงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ และที่ให้ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการครองชีวิตแบบชาวโลก ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่า มีไม่กี่คนดอกที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ นอกนั้นก็เป็นเสมือนนกที่ตกอยู่ในข่ายของนายพรานทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงสอนธรรมะสำหรับการครองชีวิตแบบชาวโลกไว้ด้วย

การที่เราจะประยุกต์ธรรมะ คือเอาธรรมะมาใช้กับสภาพชีวิตและระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นจึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งเราอาจแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ

๑. ปัญหาการประยุกต์ธรรมะของพระพุทธศาสนาเข้ากับสภาพชีวิตในปัจจุบัน

๒. ปัญหาการประยุกต์ธรรมะของพระพุทธศาสนาเข้ากับระบบการศึกษาในปัจจุบัน

สำหรับปัญหาแรกเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องประสบ ไม่ว่าผู้นั้นจะยากดีมีจนอย่างไร หรือจะมีการศึกษาหรือไม่ก็ตาม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสภาพชีวิตในปัจจุบันนี้ซับซ้อน เพราะสังคมเดี๋ยวนี้เป็นสังคมที่ซับซ้อนยิ่งกว่าในอดีต และเหตุปัจจัยที่ทำให้สังคมและชีวิตต้องสลับซับซ้อนก็มีมากด้วยกัน เมื่อสองสามวันมานี้มีพวก เควเกอร์ (Quaker) ได้มาสนทนากับข้าพเจ้า โดยตั้งปัญหาถามว่าความจริงทางเทคโนโลยีของโลกนี้มีผลกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่? ข้าพเจ้าได้ตอบไปว่าเรื่องกระทบกระเทือนนั้นต้องมีแน่ แต่ว่าก็มิได้เป็นผลทำให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมเสียอะไร ทั้งนี้เพราะคำสอนของพระพุทธจ้าเป็นสัจธรรม จึงมีเหตุผลทนต่อการพิสูจน์ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสร้างสัจธรรมขึ้น พระองค์ทรงเป็นเพียงค้นพบสัจธรรมแล้วนำเอาสัจธรรมนั้นมาเผยแพร่แนะนำสั่งสอนอธิบายให้เข้าใจง่ายเท่านั้นเอง ดุจเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความจริง มิใช่เป็นผู้สร้างความจริงใด ๆ ขึ้นมาฉะนั้นสัจธรรมนั้นไม่ว่าพระพุทธองค์จะอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่ ก็คงเป็นสัจธรรมอยู่ตลอดเวลา และพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า “สพฺเพ สดฺตา อาหารฎฐิติกา” แปลว่า “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร” ความเจริญทางเทคโนโลยีก็มีจุดมุ่งหมายให้มนุษยชาติมีความอยู่ดีกินดีนี่เอง การจะเทศนาสั่งสอนนั้น ข้อสำคัญต้องให้ท้องของเขาอิ่มเสียก่อน พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า อย่าได้สอนคนหิว เพราะเมื่อคนหิว จิตก็ไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิก็ฟังไม่รู้เรื่อง พูดไปก็เสียแรงงาน เสียเวลาเปล่า แต่ถ้าหากท้องเขาอิ่มแล้ว เขาไม่กังวลกับเรื่องจะเอาอะไรมาใส่ท้องแล้ว การจะสอนให้เขาทำความดีก็ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นนักวัตถุนิยม เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า  ร่างกายเราประกอบด้วยนามและรูป ส่วนที่เป็นนามธรรมก็จำต้องมีอาหารใจสนอง ส่วนที่เป็นรูปก็ต้องมีอาหารที่เป็นวัตถุสนอง แม้ปัญหาอื่น ๆ อย่างเช่น ปัญหาการคุมกำเนิดเป็นบาปหรือไม่ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นปัญหาของโลกในปัจจุบัน สมาชิกเควเกอร์ที่มาหาข้าพเจ้าก็ช่วยกันซักถาม เมื่อได้ตอบเขาไปจนพอใจแล้ว เขาก็ลากลับ

ดังนั้น การที่จะเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับสภาพชีวิตในปัจจุบัน เราจึงจำเป็นต้องศึกษาหลักธรรมให้เข้าใจกันเสียก่อน เมื่อศึกษาเข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว การที่จะนำเอาหลักธรรมเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ก็ไม่ยากลำบากอะไร อย่างเช่นอาจมีปัญหาว่าในปัจจุบันนี้ยังควรถือ “สันโดษ” อยู่อีกหรือเราก็จำเป็นต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “สันโดษ” เสียก่อนว่าหมายความว่ากระไร ถ้าเราเข้าใจว่า “สันโดษ” คือ ความเกียจคร้านอย่างนี้ก็หมายความว่า เราเข้าใจผิด แล้วนำมาใช้ก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เพราะเท่ากับรับประทานยาผิดนั่นเอง

พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมะไว้ทุกแง่ทุกมุม ทรงเป็นเสมือนนายแพทย์ใหญ่ที่เตรียมยาไว้รักษาโรคทุกชนิด เวลานี้ปัญหาจึงมิใช่อยู่ที่ว่าเราไม่มียา แค่ทว่าอยู่ที่เราจะเอายานั้นมารักษาโรคได้อย่างไรเท่านั้นแหละ เมื่อนายแพทย์ใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เราก็ต้องสอบถามนายแพทย์รุ่นหลัง ๆ นั่นคือพระสงฆ์ หรือมิฉะนั้นเราก็เรียนเป็นนายแพทย์เสียเองหรือมิฉะนั้นก็ควรศึกษาดูพอให้รู้บ้าง แม้ไม่ถึงขนาดจะต้องเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยก็พออ่านฉลากยารู้เรื่อง ไม่ถึงกับหยิบยามากินผิด ก็นับว่าดีแล้ว

ปัญหาชีวิตในโลกปัจจุบันนี้มีหลายแง่หลายมุม และออกจะสลับซับซ้อนอยู่มาก การที่จะนำเอาธรรมะมาประยุกต์ใช้ก็จำเป็นจะต้องวินิจฉัยถึงสมุฏฐานของปัญหาเสียก่อนว่า มีอะไรเป็นสมุฏฐานและมีอะไรแทรกซ้อนอยู่บ้าง วิธีรักษาควรจะใช้วิธีค่อย ๆ รับประทานไป หรือจะใช้วิธีฉีด หรือจะต้องผ่าตัด ทั้งนี้ก็ดูให้เหมาะสมแก่ปัญหานั้น ๆ ซึ่งบางครั้งก็จำเป็นจะต้องทำการผ่าตัดครั้งใหญ่ทีเดียว อย่างเช่นมีปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น  เราจะแก้อย่างไร เช่นในครอบครัวมีเงินไม่พอใช้ เราก็ต้องวินิจฉัยว่าที่ไม่พอใช้นั้นเพราะอะไร เพราะเราใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินไป เพราะรายได้น้อยเกินไป อย่างนี้ก็ต้องแก้ให้ถูกกับเรื่องของมัน เช่น อาจต้องตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกเสียบ้าง หรือขยันทำมาหากินให้มากขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้แล้ว เช่น ในเรื่อง ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ซึ่งเราต่างก็เคยศึกษากันมาแล้ว คือต้องมี อุฏฐานสัมปทา คือต้องขยันทำมาหากิน อารักขสัมปทา ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบไว้บ้าง กัลยาณมิตตตา ต้องรู้จักคบเพื่อนที่ดี และ สมชีวิตาต้องรู้จักครองชีวิตให้ดี ให้เสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งหลักธรรมนี้ท่านเรียกย่อ ๆ ว่า อุ อา กะ สะ หรือ หัวใจเศรษฐี ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ก็มีหวังเป็นเศรษฐีแน่ ถึงไม่เป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่ถึงกับยากจนแน่แม้ในปัญหาอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกัน

แต่ปัญหาที่นับว่าน่าสนใจมากที่สุด ก็คือการที่เราจะประยุกต์ธรรมะของพระพุทธศาสนาให้เข้ากับระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นเราจะทำอย่างไร เพราะการศึกษาเท่านั้นที่จะทำคนให้เป็นคน และทำคนให้ยิ่งกว่าคนได้ แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงได้ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จะสามารถครองชีวิตได้ราบรื่นเสมอไป บางคนเอาตัวแทบไม่รอดด้วยซ้ำ ดังที่มีคำพังเพยอยู่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” นั่นก็หมายความว่าเพียงมีความรู้ทางด้านพุทธิศึกษาอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นจะต้องมีจริยศึกษาด้วย คนเราแม้จะมีความรู้ดีอย่างไรก็ตาม ถ้าหากความประพฤติไม่ดีแล้ว ก็ยากจะเอาตัวรอดได้ และบุคคลประเภทนี้ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากคบหาสมาคมด้วยนัก เพราะมักจะก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ คนมักจะหลงใหลในด้านวัตถุเสียจนกระทั่งลืมความสำคัญของจิตใจ ปล่อยให้จิตใจต้องเหี่ยวแห้งอับเฉา ไม่ค่อยมีคนมองเห็นความสำคัญของจิตใจเท่าใดนัก ต่างพากันแต่งแค่กาย จนเดินตามแฟชั่นแทบไม่ทัน แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงใจ แล้วชำระล้างจิตใจและแต่งใจบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะคนชอบมองความงามกันตรงภายนอกกันเสียมาก คือชอบประเภทงามผาดมากกว่างามพิศนั่นเอง ความงามทางด้านจิตใจนั้นต้องใช้เวลานานสักหน่อยจึงจะมองเห็น คือยิ่งพิศยิ่งเห็นงามยิ่งขึ้นทุกที

การที่เราจะสอนให้คนทำความดี หรือเอาธรรมะเข้าไปประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษาของชาตินั้น เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง

ประการแรก เรายอมรับว่าจริยศึกษามีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแผนการศึกษาของชาติ แต่เราก็ควรจะพิจารณาดูสักนิดเถิดว่า เราให้ความสำคัญแก่วิชานี้เพียงพอแล้วหรือ ภาคปฏิบัติกับภาคทฤษฎีมันขัดกันอย่างตรงข้ามแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว ทั้งนี้ในเรื่องจริยศึกษา เรามิได้มีหลักสูตรที่แยกเป็นวิชาอิสระเราเอาไปรวมกับวิชา “หน้าที่พลเมือง” บ้าง วิชา “สังคมศึกษา” บ้าง จนทำให้มองไม่เห็นความสำคัญของวิชา “จริยศึกษา” หรือวิชา “ศีลธรรม” เลย และคะแนนที่ให้ก็น้อยเสียจนเกือบหาความสำคัญอะไรไม่ได้ อย่างใน ๑,๐๐๐ คะแนน อาจเป็นวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมสัก ๓๐ คะแนน ซึ่งเมื่อแบ่งแล้ววิชาศีลธรรมเหลือเพียง ๑๕ คะแนน ถ้าเราพิจารณาความสำคัญของวิชาที่เรียนตรงคะแนน วิชาศีลธรรมคือ จริยศึกษาก็มีความสำคัญเพียง ๑.๕% เท่านั้น นักเรียนเวลาเรียนก็ต้องพยายามสอบในวิชาที่มีคะแนนมากให้ได้มากที่สุดเพราะการสอบได้สอบตกขึ้นอยู่ที่วิชาหลัก ๆ เหล่านี้ แม้จะทิ้งวิชาศีลธรรมเสียวิชาหนึ่งก็ใช่ว่าจะทำให้สอบตกก็หาไม่ ถ้าหากเราจะแก้ปัญหาเรื่องเด็กไม่สนใจวิชาศีลธรรม ก็ควรแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยเป็นอันดับแรก หรือมิฉะนั้นก็เลิกให้คะแนนแบบร้อยละเสีย ให้เป็นเกรด A B C ฯลฯ กันเลย ซึ่งอาจแก้ปัญหานี้ได้บ้าง

ประการที่สอง เราไม่มีครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถที่จะสอนวิชาจริยศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้อย่างเพียงพอ ข้อนี้อาจเพราะมองเห็นว่าวิชานี้ง่าย ใครก็สอนได้ ถ้าหากเราพิจารณาดูวิชาอื่น ๆ จะเห็นว่าล้วนแต่มีผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะ เช่น ครูสอนคำนวณ สอนวิทยาศาสตร์ สอนประวัติศาสตร์ สอนภาษาอังกฤษ แม้แต่สอนวาดเขียนและพลศึกษา ต่างก็มีครูเฉพาะทั้งนั้นแต่วิชาศีลธรรมหาได้มีครูเฉพาะของตนไม่ มักจะเป็นใครก็ได้ ถ้าว่างหรือสอนวิชาอื่น ๆ ไม่ได้ก็ให้มาสอนศีลธรรม ผู้ที่สนใจวิชานี้จริง ๆ และสอนวิชานี้ก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ทว่ามีเป็นส่วนน้อย ถ้าใครไปสอนวิชานี้ก็กลัวเขาจะหาว่าครึบ้าง ไม่ทันโลกบ้าง เลยหาครูอาจารย์ที่จะสอนวิชานี้ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ ได้น้อยมาก

ประการที่สาม เรายังขาดครูศีลธรรมที่เป็นนักเสียสละจริง ๆ ข้อนี้ข้าพเจ้าหมายความว่า การเป็นครูสอนศีลธรรมนั้นไม่ใช่เพียงมีความรู้ดีเท่านั้น จะต้องมีความประพฤติดีด้วย ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างของเด็กได้ ไม่ใช่สอนไปอย่างหนึ่ง และทำไปอีกอย่างหนึ่ง หรือสอนเด็กว่า “จงทำอย่างที่ครูสอน อย่าทำอย่างที่ครูทำนะ” พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงเป็นบรมครูจริง ๆ เพราะพระองค์ทรงสอนอย่างที่ทำ หรือทรงทำอย่างที่สอน (ยถาวาที ตถากาวี, ยถาการี ตถาวาที) เราหาครูที่เสียสละอย่างนี้ยาก และความจริงก็ไม่เฉพาะครูที่สอนศีลธรรมเท่านั้นที่จะต้องเสียสละ แม้ครูอาจารย์อื่น ๆ ที่มิได้สอนศีลธรรมก็จำเป็นจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กด้วยเช่นกัน นอกจากครูบาอาจารย์แล้วบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย เช่น บิดามารดา และผู้ปกครองบ้านเมืองทั้งหลายก็ควรทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี มีศีลมีสัตย์บ้างอย่างนี้ก็คงทำให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีขึ้น นั่นคือทุกคนต้องเป็นนักเสียสละ คือเสียสละที่จะไม่ทำความชั่วอีกต่อไป ถ้าหากครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่เข้าใจศาสนาดี และประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนาแล้ว พวกเด็ก ๆ และประชาชนทั้งหลายก็จะพลอยประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีไปด้วยโดยมิต้องสงสัย

ปัญหาทั้งหลายแหล่เหล่านี้จุดใหญ่จึงมิได้อยู่ที่การแก้ไขหลักสูตร แต่อยู่ที่เราจะทำอย่างไรที่จะได้มีครูอาจารย์ที่มีความรู้ดี มีความประพฤติดีต่างหาก

แม้การศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาจะยากอยู่บ้าง แต่เมื่อศึกษาและเอาไปปฏิบัติแล้วก็จะได้ผลเกินค่า เพราะเราอาจนำไปใช้กับชีวิตของเราได้ตลอดเวลา วิชาอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งมีคะแนนมาก ๆ นั้น เราเกือบไม่มีโอกาสนำไปใช้กับชีวิตประจำวันจริง ๆ เลย ส่วนหลักธรรมในศาสนานั้น เราต้องเอาไปใช้ตลอดชีวิต ธรรมะจึงเปรียบเสมือนอาหาร เปรียบเสมือนยาดังที่กล่าวมาแล้ว แม้ว่าราคาจะไม่แพง (คือมีคะแนนน้อย) แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต ความจริงเราจะตีค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยถือเอาราคาเป็นหลักหาได้ไม่ ของใดมีน้อย คนต้องการมาก ราคาก็แพง ของใดมีมาก คนต้องการน้อย ราคาก็ถูก ของบางอย่างมีค่าเสียจนประเมินราคาไม่ได้ก็มี ศีลธรรมก็อยู่ในลักษณะนั้น คือมีค่าต่อชีวิต หรือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตเสียจนกระทั่งไม่สามารถประเมินราคา (คะแนน) ได้

อย่างไรก็ดี การที่เราจะประยุกต์หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสภาพชีวิตและระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้น สิ่งที่จำปรารถนาอันดับแรก ก็คือการต้องเข้าใจหลักธรรมนั้น ๆ อย่างซาบซึ้ง และสามารถนำเอาหลักธรรมนั้นมาใช้มาปฏิบัติให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสภาพชีวิตหรือระบบการศึกษาก็ตาม เราจะต้องชี้แจงให้คนทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง ความจริงปัญหาที่หนักยิ่งกว่านี้ เช่นปัญหาเรื่องวรรณะ พระพุทธเจ้าก็ทรงแก้มาแล้ว ปัญหาในปัจจุบันแม้จะสลับซับซ้อนมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหนัก ๆ อย่างเรื่องวรรณะของอินเดีย ถ้าหากเรารู้จักใช้ธรรมะแก้ให้ถูกกับเรื่องราวของมัน เราก็อาจแก้ปัญหานั้น ๆ ได้อย่างแน่นอน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราควรจะเอาหลักธรรมอะไรบ้างมาศึกษาในชั้นไหน ในระดับใด และทางกระทรวงศึกษาธิการควรจะปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรศีลธรรมให้เหมาะสมแค่ไหนเพียงใดมากกว่า.

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com