พระพุทธเจ้าเป็นฮิปปี้จริงหรือไม่

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

เมื่อเดือนกันยายนที่แล้วมานี้ ได้มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างรุนแรงอยู่สักหน่อยในกรณีที่เนื่องมาจากการอภิปรายในปัญหาเรื่อง “ฮิปปี้เป็นปัญหาสังคมหรือไม่” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งในกลุ่มผู้อภิปรายก็ล้วนแต่ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น บางท่านก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งบ้านเมืองในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสูง และเป็นครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง การอภิปรายครั้งนี้ออกจะเลยเถิดไปหน่อยก็ตรงที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวในทำนองว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นฮิปปี้คนแรกของโลก และขอให้พวกเรามาเป็นฮิปปี้กันด้วยการบวชเป็นพระเถิด

ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์จะพูดด้วยใจจริงอย่างนั้น หรือปรารถนาจะพูดให้สนุกสนาน แต่จะอย่างไรก็ตาม การที่นำเอาพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั้งโลกลงมาเกลือกกลั้วกับพวกฮิปปี้นั้นดูไม่เป็นการเหมาะสมอย่างที่สุดการพูดอย่างพล่อย ๆ โดยไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงแก่ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สำหรับตัวข้าพเจ้าเองไม่คิดดอกว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์จะลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธเจ้าเพราะเท่าที่เฝ้าสังเกตจากข้อเขียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้าแล้ว ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ก็มักจะเขียนในทางยกย่องแม้จะติก็เป็นการติเพื่อก่อมากกว่า การที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เอาพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์มาเปรียบกับฮิปปี้ครั้งนี้จึงน่าจะเป็นเพราะมีอะไรมาบดบังภูมิปัญญาของท่านไปบ้าง จึงทำให้ความคิดวิปริตแปรผันไปเช่นนั้น หรืออาจเป็นเพราะเมื่อมีอายุมากเข้า ก็อาจหลงลืมเลอะเทอะไปบ้าง แต่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็ดูท่าทางยังไม่แก่ถึงขนาดที่จะหลง ๆ ลืม ๆ นี่!

การที่เราจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบกัน โดยถือเอาคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนกันมาอ้างแล้วเราก็สรุปว่าสองอย่างนั้นเป็นอย่างเดียวกันนั้น ตามหลักตรรกศาสตร์แล้วถือว่าไม่สมเหตุสมผล (invalid) อย่างที่มีท่านผู้ทรงคุณความรู้สูงท่านหนึ่งเคยเปรียบเทียบพระผู้เป็นเจ้ากับนิพพานว่าเป็นอย่างเดียวกัน เพราะพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นอมตะ นิพพานก็เป็นอมตะ พระผู้เป็นเจ้าเที่ยงแท้ (นิจจัง) นิพพานก็เที่ยงแท้ (นิจจัง) เป็นต้น อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการให้เหตุผลที่ผิดหลักตรรกศาสตร์เช่นกัน เช่นเดียวกับการพิสูจน์สุนัขว่าเป็นแมว เพราะมันมีสี่เท้าเหมือนกัน มีหางเหมือนกันฉะนั้น ซึ่งผู้ที่ศึกษาตรรกศาสตร์มาแล้ว จะเห็นว่าไม่สมเหตุสมผลเลย และเพราะการพิสูจน์แบบนี้แหละที่คอมมิวนิสต์เคยโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธศาสนากับลัทธิคอมมินิสต์เหมือนกัน เพราะทั้งสองลัทธินี้สอนให้ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของรัฐและของสงฆ์เหมือนกัน และเป็นเหตุให้ถึงกับบางคนเคยเขียนบอกว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นคอมมิวนิสต์คนแรกของโลกมาแล้ว

การพิสูจน์ว่าพระพุทธเจ้าเป็นฮิปปี้ โดยถือว่าพระพุทธเจ้าทรงออกมหาภิเนษกรมณ์ เพราะมีความคิดความเห็นตรงข้ามกับสังคมในสมัยนั้น แล้วทรงดำเนินชีวิตผิดจากชาวโลก เพราะใช้ผ้าบังสุกุลและปลงผมให้ผิดแผกไปจากชาวโลก ซึ่งก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับพวกฮิปปี้ ซึ่งปลีกตัวออกมาตั้งสังคมใหม่เพื่อประท้วงสังคม แอนตี้สังคม และเพราะเกลียดสังคมนั้น หาเป็นการถูกต้องไม่แม้ลักษณาการภายนอกจะมีอะไรหลายอย่างที่ละม้ายคล้ายคลึงกันก็หาได้หมายความว่า ทั้งสองอย่างนั้นจะต้องเป็นอย่างเดียวกันไม่

แม้จะว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นฮิปปี้คนแรกของโลก เพราะทรงดำรงชีวิตแบบนั้นก็หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะผู้ที่สละโลกมาดำเนินชีวิตแบบนักบวชอย่างนั้นมีมาก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก ถ้าว่าโดยวิธีนี้พระพุทธเจ้าก็มิใช่คนแรก แต่ถ้าหากจะพิจารณากันให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการออกบวชของพระพุทธเจ้ากับการปลีกตัวออกจากสังคมของพวกฮิปปี้นั้นนับว่าตรงกันข้ามที่เดียว พระพุทธเจ้าทรงมีความสุขความสมหวังในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทรงเห็นว่าประชาชนชาวโลกยังเต็มไปด้วยความทุกข์เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร พระองค์จึงทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อหวังจะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ พระองค์ทรงออกบวชโดยมีพระมหากรุณาต่อชาวโลกเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพราะพระองค์เกลียดสังคมหรือแอนตี้สังคมเลย แต่ทว่าด้วยความรักและสงสารสังคมต่างหาก พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นับว่าหาผู้เสมอเหมือนมิได้ การที่พระองค์ทรงใช้และบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์ใช้ผ้าบังสุกุลในตอนต้น ๆ นั้น ก็เพื่อให้พวกท่านใช้สบงจีวรเพียงเพื่อป้องกันร้อนหนาวเหลือบยุงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความสวยงามและจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนชาวบ้าน แต่ต่อมาพระองค์ทรงอนุญาตให้ใช้จีวรที่ชาวบ้านถวายได้นั้น ก็เพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามคำขอร้องของชาวบ้านเอง เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาชาวบ้านเท่านั้นเอง ชีวิตของพระสงฆ์ก็เต็มไปด้วยระเบียบวินัยเพียงสิกขาบทในพระปาติโมกข์ ๒๒๗ ข้อ ยังเป็นเสขิยวัตรซึ่งก็เปรียบเหมือน etiquette ของฝรั่ง หรือสมบัติผู้ดีของเราถึง ๗๕ ข้อ คือประมาณ ๑ ใน ๓ ข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงกวดขันในเรื่องมารยาทหรือสมบัติผู้ดี ไม่ว่าจะในเรื่องการยืน เดิน นั่ง ห่มผ้า พูดจา ฯลฯ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ดี และเห็นว่าการที่คนในวรรณะต่ำ ๆ เช่น ศูทรหรือจัณฑาลมาบวช ถ้าหากไม่อบรมกิริยามารยาทให้ดีเสียก่อนแล้ว คนอาจไม่เลื่อมใส อย่างที่เราเห็นพระบางรูปมีกิริยามารยาทไม่เรียบร้อยบางทีก็ทำให้เสื่อมศรัทธาอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในสังคมของพระ แม้สมาชิกของสังคมจะมาจากวรรณะต่าง ๆ กันก็ตามแต่เมื่อมาบวชแล้วจะต้องมีแบบปฏิบัติเหมือนกันหมด แต่พวกฮิปปี้มิได้มีระเบียบวินัยอย่างพระเลย พฤติกรรมของพวกนี้ที่แสดงออกมาในสังคม ไม่ทำให้เกิดความเลื่อมใสเลย พวกนี้ปลีกตัวออกมาตั้งสังคมใหม่เพราะเกลียดสังคมปัจจุบัน เกลียดความไม่เสมอภาคและเกลียดอะไรต่ออะไรอีกมากมาย แสดงว่าพวกนี้ปลีกตัวออกมาจากสังคม เพราะความเกลียดเป็นเหตุ ซึ่งผิดกับพระพุทธเจ้าที่ทรงปลีกตัวออกจากสังคมเพราะความรักความสงสาร คิดจะช่วยเหลือสังคม และเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วก็มิได้ทรงทอดทิ้งสังคมกลับทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพัฒนาสังคม เพื่อช่วยสังคมชาวโลกให้พ้นทุกข์ โดยมิได้หวังอะไรเป็นการตอนแทน นอกจากอาหารสำหรับประทังชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น เพียงชั่วระยะเวลา ๔๕ ปี พระองค์ก็ทรงทำให้สังคมอินเดียที่ถือชั้นวรรณะอย่างรุนแรงคลายตัวลงได้มากทีเดียว โดยเฉพาะในหมู่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาสามารถเลิกความยึดถือในเรื่องวรรณะได้อย่างเด็ดขาด

พวกฮิปปี้ยังดำเนินชีวิตอย่างชาวโลกอยู่ ซึ่งผิดกับพระพุทธเจ้าและพุทธสาวกที่สละโลกียวิสัยแล้ว ดำรงชีวิตด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ พวกฮิปปี้นอกจากจะไม่ถือพรหมจรรย์แล้ว บางทียังประพฤติในด้านประเวณีผิดปกติสามัญมนุษย์ด้วยซ้ำไป เช่นมีการประกอบเมถุนธรรมแม้ในที่สาธารณะตามถนนหนทางเยี่ยงเดรัจฉานก็มี อย่างที่พวกนี้ได้เคยปฏิบัติในกรุงอัมสเดอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนต์จนเป็นข่าวเกรียวกราวมาแล้ว ความจริงพฤติกรรมของพวกนี้มิใช่ของใหม่สำหรับตะวันตกเลย แต่อาจใหม่สำหรับอเมริกาก็ได้ ผู้ที่เคยศึกษาปรัชญาตะวันตกมาแล้ว คงจะทราบดีว่าในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๓ ได้เคยมีลัทธิหนึ่งในประเทศกรีซ ชื่อ ลัทธิไซนิก หรือ ซีนิก (CYNICISM) ซึ่งมี แอนดิสเธเนส (ANTISTHENES : ประมาณ พ.ศ. ๙๙- ๑๗๕) เป็นผู้ให้กำเนิด สาระสำคัญของลัทธินี้ก็คือ ลดความต้องการทางเนื้อหนังลงเหลือเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ดวงวิญญาณมีอิสระ แอนดิสเธเนสชอบแต่งตัวเหมือนกรรมกรสอนโดยไม่คิดค่าเล่าเรียนและชอบลูกศิษย์ที่จน ๆ มากกว่า และท่านมีศิษย์ที่สำคัญคนหนึ่งชื่อ ดิโอเยเนส (DIOGENES : พ.ศ. ๑๓๐ – ๒๒๐) ท่านผู้นี้ใช้เครื่องแต่งตัว ย่าม และไม้เท้าอย่างคนขอทานท่านอิจฉาความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ของสัตว์ และพยายามที่จะเลียนแบบสัตว์ ท่านนอนบนดิน รับประทานทุกสิ่งเท่าที่พบเท่าที่จะหาได้เชื่อกันว่าท่านได้ทำหน้าที่ของธรรมชาติ และประกอบกิจเกี่ยวกับกามารมณ์ในที่โล่งแจ้ง ดังนั้นเวลาท่านถึงแก่กรรมแล้ว ชาวเมืองคอรินธ์จึงได้สร้างสุนัขหินอ่อนไว้บนหลุมฝังศพของท่าน ถ้าหากใครเห็นรูปวาดหรือสลักเป็นฝรั่งไม่นุ่งผ้า ถือไม้เท้าและขันใบเล็ก ๆ กับมีสุนัขตามติดอยู่ตัวหนึ่งละก็ ขอให้เข้าใจเถิดว่านั่นคือดิโอเยเนสละ ความจริงลัทธิไซนิกยังมีปรัชญาดี ๆ อยู่มากเหมือนกัน แต่การปฏิบัติบางอย่างก็ดูออกจะผิดมนุษย์ธรรมดาอยู่สักหน่อย ทั้งนี้เพราะพวกนี้พยายามหันกลับไปหาธรรมชาตินั่นเอง

อีกประการหนึ่ง ปฏิปทาของพระพุทธจ้าและพุทธสาวก กับพวกฮิปปี้นั้นต่างกันมาก พระพุทธเจ้าสามารถดับกิเลสได้ด้วยการเข้าสมาธิ แต่พวกฮิปปี้เข้าสมาธิไม่เป็น จึงพยายามหาวัตถุบางอย่างช่วยดับกิเลส นั่นคือการสูบกัญชา ความจริงการสูบกัญชามิได้เป็นทางดับทุกข์เลย แต่อาจทำให้คนมีอารมณ์ดีได้บ้างเหมือนกัน เช่นเดียวกับการดื่มสุรา ก็หาได้เป็นทางบำบัดทุกข์ไม่แม้ในเวลาดื่ม บางทีอาจลืมทุกข์ได้ ตามแบบของพระพุทธเจ้าถ้าหากดับกิเลสได้แล้ว กิเลสนั้นจะไม่กลับมีขึ้นมาใหม่อีก เป็นการดับได้อย่างสิ้นเชิงเลย

ที่ว่าพวกฮิปปี้มีปรัชญาของตัวเองนั้น อาจได้รับปรัชญามาจากลัทธิไซนิกก็ได้ หรือจะว่าลัทธิไซนิกของแอนติสเธเนสและดิโอเยเนสซึ่งสูญไปแล้ว ได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ในรูปของพวกฮิปปี้ก็ได้

ใครจะมีความเห็นเกี่ยวกับฮิปปี้อย่างไรก็ตาม แต่ขออย่าได้นำเอาพระพุทธเจ้าและพุทธสาวกมาเปรียบเทียบกับฮิปปี้เลย และการกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นฮิปปี้นั้นนับว่าเป็นคำพูดที่น่าขยะแขยงที่สุด และถ้าหากใครก็ตามกล่าวด้วยเจตนาลบหลู่ เอาพระพุทธเจ้ามาเป็นฮิปปี้ หรือเสมอด้วยฮิปปี้ หรือยกย่องฮิปปี้เท่าเทียมกับพระพุทธเจ้าแล้ว ตามหลักศาสนาต้องได้รับการปฏิบัติถึงขั้น “คว่ำบาตร” ได้ทีเดียว แต่ถ้าเขาผู้นั้นสำนึกในความผิดได้ ตามหลักพระศาสนาก็สมควรจะยกโทษให้เป็นแบบอภัยทาน หรือ “หงายบาตร” เช่นกัน

 

 

 

 

 

๖ ตุลาคม ๒๕๑๒

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com