ความแท้จริงที่เป็นแก่นแท้ที่มีอยู่ในโลก

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

เรื่องตัวตนคืออะไร? ตัวตนมีอยู่จริงหรือไม่? เป็นปัญหาที่เคยมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ในเรื่องนี้ทางพระพุทธศาสนามีความเห็นอย่างไร ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบกันอยู่บ้างแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอนำเอาทรรศนะของนักปราชญ์ฝ่ายอุปนิษัทมาเสนอท่านผู้อ่านบ้าง เผื่อว่าจะได้ความคิดความเห็นใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทั้งนี้เพราะเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ เป็นเรื่องไม่สู้ยากนัก และมีตัวอย่างเปรียบเทียบพอจะให้เข้าใจได้โดยไม่ยากจนเกินไป นักปราชญ์ฝ่ายอุปนิษัทก็มีความคิดความเห็นเกี่ยวกับโลกในลักษณาการที่คล้ายคลึงกับทางพระพุทธศาสนาเหมือนกัน คือเห็นว่าโลกนี้เป็นเพียงมัด (กลาปะ) แห่งรูปและนามที่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วนั่นเองทางฝ่ายอุปนิษัทมีความเห็นว่าตัวตนนั้นมีอยู่จริง แต่จะให้บอกว่าอยู่ที่ไหน รูปร่างเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่บอกได้ยาก นอกจากจะโดยอาศัยการเปรียบเทียบเท่านั้น เรื่องที่รู้จักกันดีที่จะอธิบายให้เข้าใจถึงเรื่องนี้ ก็คือเรื่องของ “เศวตเกตุ” ที่สนทนากับพราหมณ์ผู้เป็นบิดา ชื่อ อุททาลกะ อารุณี ซึ่งเป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ใน “ฉานโทคยอุปนิษัท” มีข้อความสำคัญดังต่อไปนี้ :

มีบุตรแห่งพราหมณ์ ชื่อ อุททาลกะ อารุณี อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เศวตเกตุ วันหนึ่งบิดาได้กล่าวกะเขาว่า : “ดูก่อนเศวตเกตุ เจ้าจงดำรงชีวิตอยู่อย่างศิษย์ที่เรียนรู้ความรู้ศักดิ์สิทธิ์ (พรหมจรรย์) อย่างเคร่งครัดเถิด ลูกรัก ในครอบครัวของเราไม่มีใครเลยที่ไม่มีความรู้ในเรื่องพระเวท และยังเป็นพราหมณ์อยู่เพียงเพราะความสัมพันธ์ทางครอบครัวอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น” เศวตเกตุเมื่อได้เข้าไปหาอาจารย์ในคราวที่ตนมีอายุพียง ๑๒ ขวบ แล้วก็ศึกษาพระเวททั้งปวง แล้วจึงกลับบ้านเมื่ออายุได้ ๒๔ ปี มีความหยิ่งยโสคิดว่าตนเองเป็นนักปราชญ์ เป็นคนกระด้าง หัวรั้น บิดาจึงกล่าวกะเขาว่า “เศวตเกตุลูกรัก โดยเหตุที่เดี๋ยวนี้เจ้ามีความหยิ่งยโสสำคัญว่าตนเป็นผู้คงแก่เรียน จึงเป็นคนกระด้าง หัวรั้น เจ้าได้ถามถึงคำสอนที่ให้ได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ที่ทำให้คิดสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน ที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนไหม?”

เศวตเกตุถามว่า “คุณพ่อครับ คำสอนนั้นเป็นประการใด?”

บิดาตอบว่า “ลูกรักของพ่อ โดยการเข้าใจดินเหนียวก้อนหนึ่งเราก็จะเข้าใจสิ่งทั้งปวงที่ทำด้วยดินเหนียวได้ ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นมาได้ ก็โดยอาศัยสัญนิยมแห่งคำพูดเท่านั้น มันเป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง ดินเหนียวอย่างนั้นเท่านั้นที่เป็นความแท้จริงข้อนี้ฉันใดลูกรัก เพราะการเข้าใจแท่งเหล็กเพียงแท่งเดียว ก็จะเข้าใจสิ่งทั้งปวงที่ทำด้วยเหล็กได้ฉันนั้น ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นมาได้ ก็เพราะสัญนิยมแห่งคำพูดเท่านั้น มันเป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง เหล็กอย่างนั้นเท่านั้น ที่เป็นความแท้จริง ข้อนี้ฉันใด… คำสอนนั้นก็เป็นฉันนั้นแหละลูกรักของพ่อ”

เศวตเกตุถามว่า “แต่อาจารย์ผู้ประเสริฐเหล่านั้นคงมิได้ทราบเรื่องนี้เลย เพราะถ้าอาจารย์ผู้ประเสริฐเหล่านั้นทราบเรื่องนี้ทำไมท่านจึงมิได้บอกลูกเล่า?”

บิดาตอบว่า “แต่อาจารย์ผู้ประเสริฐเหล่านั้นบอกพ่อ เป็นเช่นนั้นนะลูก”

บิดากล่าวสืบไปว่า “ลูกรักของพ่อ ในตอนเริ่มต้น โลกนี้เป็นเพียง “สัต” เท่านั้น เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่เป็นสอง ไม่ต้องสงสัยละบางคนก็จะกล่าวว่า :ในตอนเริ่มต้นนั้นอันที่จริงเป็นเพียงอสัตเท่านั้นเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นไม่เป็นสิ่งที่สอง จากอสัตนั้นแหละจึงได้เกิดสัตขึ้นมา แต่ลูกรักของพ่อ มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร?” “สัตจะเกิดมาจากอสัตได้อย่างไร? ตรงข้าม ลูกรักของพ่อ ในตอนเริ่มต้นโลกนี้เป็นสัตอย่างเดียว อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่สองเลย สัตรำพึงกับตัวเองว่า “ขอให้เราเป็นสิ่งมากหลาย ขอให้เราได้ให้กำเนิดเถิด”สัตได้สร้างไฟขึ้นมา ไฟนั้นรำพึงว่า “ขอให้เราเป็นสิ่งที่มากหลายเถิดขอให้เราได้ให้กำเนิดเถิด” ไฟได้สร้างน้ำขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่บุคคลเกิดเศร้าโศกเสียใจ หรือมีเหงื่อไหลไคลย้อยขึ้นมาแล้วจากไฟ (ความร้อน) อย่างเดียวนั่นแหละที่ได้ก่อให้เกิดน้ำขึ้นมาน้ำนั้นได้รำพึงว่า “ขอให้เราเป็นสิ่งที่มากหลายเถิด ขอให้เราได้ให้กำเนิดเถิด” น้ำได้สร้างอาหารขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เกิดมีฝนตกลงมา ก็จะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ จากน้ำอย่างเดียวเท่านั้นเองที่ได้ผลิตอาหารสำหรับรับประทานขึ้นมาได้…เทพ (Being) นั้นได้รำพึงว่า “เอาละเมื่อได้เข้าไปสู่เทพทั้งหลาย (ไฟ น้ำ และอาหาร) โดยอาศัยอาตมันที่มีชีวิตอยู่นี้แล้ว ขอให้เราได้พัฒนานามรูปเถิด ขอให้เราได้ทำนามและรูปแต่ละอย่างให้เป็นไตรมิตรเถิด ดังนั้น เทพนั้นเมื่อได้เข้าไปสู่เทพทั้งหลาย (ไฟ น้ำ และอาหาร) โดยอาศัยอาตมันที่มีชีวิตอยู่นี้แล้ว ขอให้เราได้พัฒนานามรูปเถิด ขอให้เราได้ทำนามและรูปแต่ละอย่างให้เป็นไตรมิตรเถิด ดั้งนั้นเทพนั้นเมื่อได้เข้าไปสู่เทพทั้งสามเหล่านั้น โดยอาศัยอาตมันที่มีชีวิตอยู่นี้แล้วก็ได้พัฒนานามและรูป…ได้ทำให้นามและรูปแต่ละอย่างเป็นไตรมิตร…”

“เจ้าจงเอาผลมะเดื่อจากที่นั่นมาให้พ่อซิ”

“นี่ครับพ่อ”

“ผ่ามันออกไปซิ”

“ผ่าแล้วพ่อ”

“เจ้าเห็นอะไรในผลมะเดื่อนั้นบ้าง”

“มีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมายเหลือเกินพ่อ”

“จงผ่าเมล็ดมะเดื่อนั้นสักเมล็ดหนึ่งซิ”

“ผ่าแล้วพ่อ”

“เจ้าเห็นอะไรบ้าง?”

“ไม่เห็นมีอะไรเลยพ่อ”

แล้วบิดาก็ได้กล่าวกับเศวตเกตุว่า “ถูกแล้วลูกรักของพ่อมันเป็นแก่นแท้ที่ละเอียดซึ่งเจ้ามองไม่เห็น แต่ต้นมะเดื่อใหญ่นี้เกิดมาจากแก่นแท้นั่นเองแหละลูกรัก จงเชื่อพ่อเถิดลูก ว่ามันเป็นแก่นแท้ที่ลึกซึ้ง โลกนี้ก็มีแก่นแท้นั่นแหละเป็นอาตมัน แก่นแท้นั่นแหละเป็นสัต แก่นแท้นั่นแหละเป็นอาตมัน (แก่นแท้ที่ละเอียด) นั่นแหละเป็นตัวเจ้าละ เศวตเกตุ ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐนั้นยังได้สอนพ่อต่อไปอีก ลูกรักของพ่อเป็นเช่นนั้นจริง” แล้วบิดาก็สั่งเศวตเกตุให้เอาเกลือใส่ลงในน้ำ แล้วกำชับว่า “เมื่อเจ้าเอาเกลือนี้ใส่ลงไปในน้ำแล้ว จงมาหาพ่อในตอนเช้านะ”

เศวตเกตุก็ได้ปฏิบัติตาม แล้วบิดาได้กล่าวกับเขาว่า : “จงนำเกลือที่เจ้าใส่ลงไปในน้ำเมื่อเย็นวานนั้นมาซิ” แม้เขาจะมองหามันเขาก็หาพบมันไม่ เพราะมันละลายหมดแล้วบิดากล่าวว่า “จงชิมตรงกลาง ๆ ดูชิ เป็นอย่างไรบ้าง?”

“เค็มครับพ่อ”

“ทิ้งมันเสียแล้วมาหาพ่อ”

เศวตเกตุก็ปฏิบัติตาม รำพึงกับตัวว่า “เกลือนั้นแม้จะมองไม่เห็นก็ยังมีอยู่ในน้ำ”

แล้วอารุณีก็ได้กล่าวกับเศวตเกตุว่า “ถูกแล้วลูกรักของพ่อเจ้ามองไม่เห็นสัต (Being) ในโลกนี้ แต่ความจริงสัตก็อยู่ที่นี้เองโลกทั้งปวงก็มีสัต ซึ่งเป็นแก่นแท้ที่ละเอียดนั้นแหละเป็นแก่นแท้สำหรับอาตมันของมัน สัตนั้นแหละคือความจริงแท้ สัตนั้นแหละคืออาตมัน สัตนั้นแหละคือเจ้าละเศวตเกตุ” บิดากล่าวต่อไปว่า “แล้วครูผู้ประเสริฐผู้นั้นยังได้สอนพ่อต่อไปอีก เป็นเช่นนั้นจริง ๆ นะลูก”

“ลูกรักของพ่อ เมื่อมีผู้นำชายคนหนึ่งซึ่งมีผ้าผูกตามาจากเมืองคันธาระแล้ว เขาทิ้งชายคนนั้นไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีมนุษย์อยู่เลยและโดยเหตุที่ชายนั้นถูกนำไปทางทิศตะวันออก หรือทางทิศเหนือ หรือทางทิศใด เขารำพึงว่า “เราได้ถูกนำมา ณ ที่นี้ทั้ง ๆ ที่มีผ้าผูกตา เราได้ถูกทิ้งไว้ที่นี้ทั้ง ๆ ที่ผ้าผูกตาอยู่” และเมื่อได้เอาผ้าผูกตาออกแล้ว เขาก็อาจบอกชายผู้นั้นว่า “เมืองคันธาระอยู่ทางทิศนั้น จงไปทางทิศนั้นเถิด” แล้วเมื่อชายผู้นั้นมีความรู้สึกและฉลาดขึ้น เขาก็จะถามทางจากหมู่บ้านนี้ไปยังหมู่บ้านนั้น แล้วก็จะไปถึงเมืองคันธาระได้ ข้อนี้ฉันใด ผู้ที่มีครูอยู่ ณ ที่นี้ก็จะทราบว่า : “เราจะอยู่ ณ ที่นี้ (ในโลกแห่งปรากฏการณ์นี้) นานเท่าที่เรายังไม่ได้รับการปลดเปลื้องให้พ้นจากพันธะแห่งอวิชชา แล้วต่อจากนั้นเราก็จะไปถึงบ้านของเราฉันนั้น”

ข้อความที่ยกมาแสดงนี้คงทำให้ผู้อ่านพอจะเข้าใจถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวตนที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อุปนิษัท ได้เป็นอย่างดีและคงจักเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าหากเราจะเอาเรื่องเศวตเกตุนี้มาปรับปรุงใช้อธิบายข้อความบางอย่างที่ล้ำลึก ยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้ด้วยคำพูดตามธรรมดา จากข้อความนี้จะเห็นได้ว่าคัมภีร์อุปนิษัทถือว่าโลกปรากฏการณ์ที่มีมากมายหลายชั้นหลายเชิงนี้มีความแท้จริงที่ถาวรอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และว่าในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ความแท้จริงซึ่งบางแห่งก็เรียกว่า พรหมัน บางแห่งก็เรียกว่า สัต อันหมายถึง ภาวะ หรือแก่นแท้นั้นถือว่าเป็นเอกลักษณ์ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความแท้จริงที่เป็นแก่นแท้ในบุคลิกภาพของมนุษย์ อันได้แก่ อาตมัน นั่นเอง

 

 

๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๕

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com