ผู้ปกครองบ้านเมือง กับ ประชาชน

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

ในโลกนี้มีการปกครองอยู่มากมายหลายระบอบด้วยกันระบอบราชาธิปไตยก็มี ระบอบคณาธิปไตยก็มี ระบอบประชาธิปไตยก็มี และยังมีระบอบอื่น ๆ อีกมากมายหลายระบอบ แต่ละระบอบมักจะไม่มีความสมบูรณ์ในตัว มักจะมีขาดตกบกพร่องอยู่เสมอ มากบ้างน้อยบ้าง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พลาโตต้องคิดระบอบการปกครองขึ้นมาใหม่ นั่นคือ การปกครองแบบ Republic ซึ่งท่านได้แบ่งบุคคลออกเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน คือ

๑. ปรัชญาเมธีผู้เป็นนักปกครอง (Philosophers – Kings)

๒. กองทัพ (Army)

๓. คนงาน รวมทั้งช่างฝีมือต่าง ๆ (Workers) เพลโตเห็นว่าผู้ที่จะเป็นปรัชญาเมธีนักปกครองนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว เพราะถ้าหากคนเรามีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ลูกเมียแล้ว ย่อมเป็นนักปกครองที่ดีได้ และนั่นเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงอีกด้วย ดังนั้นพลาโตจึงเสนอวิธีสร้างปรัชญาเมธีนักปกครองขึ้นมาโดยจะต้องใช้เวลาถึง ๕๐ ปี จึงจะเป็นปรัชญาเมธีนักปกครองได้

ในเบื้องแรกจะต้องหาชายหนุ่มหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาดีมีสุขภาพอนามัยดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาอยู่ร่วมกัน ให้ช่วยกันผสมพันธุ์ เมื่อได้เด็ก ๆ ออกมาแล้ว รัฐก็จะเป็นผู้รับเลี้ยงทั้งหมดให้อยู่ร่วมกัน กินร่วมกัน ศึกษาร่วมกัน ให้มีความรักกันฉันพี่น้องซึ่งเราเรียกว่า Platonic Friendship แล้ว รัฐจะให้การศึกษาเสมอบ่าเสมอไหล่กัน ในตอนต้น ๆ ก็ให้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารร่างกายและการดนตรี เพื่อให้เด็กมีสุขภาพอนามัยแข็งแรง มีจิตใจที่เป็นระเบียบ และให้ความรู้เบื้องต้นอื่น ๆ อีก จนกระทั่งอายุได้ ๒๐ ปี ก็จะมีการสอบไล่ครั้งใหญ่ ถ้าใครสอบตกก็ให้เป็น Workers ถ้าใครสอบได้ก็ให้ไปเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์อีกสิบปี ใครสอบตกก็ให้เป็นพวก Army ใครสอบได้ก็ไปเรียนรัฐศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย เป็นเวลาอีก ๕ ปี เมื่อครบ ๕ ปีแล้วก็ออกฝึกงานอีก ๑๕ ปี จึงจะเป็น Philosophers – Kings ในระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่นี้ รัฐจะเป็นผู้เลี้ยงดู และให้ความสะดวกทุกอย่าง ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตัว ไม่มีครอบครัวเป็นพันธะ คนเหล่านั้นก็ไม่ต้องวิตกกังวลต่อการครองชีพอีกต่อไปกลายเป็นคนของรัฐ การคอร์รัปชันก็จะไม่มี แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงอุดมคติของพลาโตเท่านั้น หาได้เป็นความจริงขึ้นมาจริง ๆ ไม่

นอกจากนั้นก็มีนักบวชในคริสต์ศาสนาท่านหนึ่งคือ เซนต์ โทมัส อะควินัส ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครองไว้ว่า “องค์การทางสังคมเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ได้พัฒนาขึ้นมา เป็นเสมือนตัวแทนอวัยวะทางด้านสรีรวิทยา ที่จะทำให้ได้มาและเพื่อต่อสู้ป้องกันสมาคมและรัฐให้มีอยู่เพื่อปัจเจกชน มิใช่ปัจเจกชนมีอยู่เพื่อสมาคมและรัฐ” อำนาจอธิปไตยมาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ทว่าได้ยกให้แก่ประชาชนแต่ประชาชนมีจำนวนมากเกินไป ทั้งอยู่กระจัดกระจายกันไปหมดเป็นคนโลเลเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ และโง่เขลาต่อการที่จะใช้อำนาจอธิปไตยนี้โดยตรง หรืออย่างฉลาด ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงมอบให้ “เจ้าชาย” องค์หนึ่งเป็นหัวหน้า หรือมอบให้หัวหน้าคนอื่น ๆ ใช้อำนาจอธิปไตยแทนเขา อำนาจที่ประชาชนมอบให้นี้มีข้อแม้ว่าอาจเรียกคืนได้เสมอ และ “เจ้าชายจะทรงใช้อำนาจทางด้านการออกพระราชบัญญัติได้ ก็ตราบเท่าที่พระองค์ยังทรงเป็นตัวแทนเจดจำนงของประชาชนอยู่เท่านั้น”

“อำนาจอธิปไตยของประชาชนนั้น ประชาชนอาจมอบให้แก่คนจำนวนมาก แก่คนสองสามคน หรือแก่คนคนเดียวก็ได้ ถ้าหากว่ากฎหมายดีและมีการปกครองที่ดี ประชาธิปไตย คณาธิปไตย หรือราชาธิปไตยก็อาจเป็นระบอบการปกครองที่ดีได้ทั้งหมดนั่นแหละ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการปกครองระบอบที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายนับว่าเป็นการปกครองที่ดีที่สุด เพราะเป็นการปกครองที่ก่อให้เกิดเอกภาพ ภาวะต่อเนื่องกัน และเสถียรภาพดังที่โฮเมอร์กล่าวไว้ว่า “คนคนเดียวย่อมปกครองมหาชนได้ดีกว่าให้คนหลายคนปกครอง” แต่เจ้าชายหรือกษัตริย์ควรเป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมาจากประชากรที่เป็นไทแก่ตัว ถ้าหากกษัตริย์กลายเป็นทรราชขึ้นมา พระองค์ก็ควรถูกถอด โดยการกระทำที่มีระเบียบของประชาชน พระองค์จะต้องทรงเป็นผู้รับใช้กฎหมายไม่ใช่เจ้าชายที่อยู่เหนือกฎหมายเสมอไป”

แม้ว่าในบ้านเมืองเราจะแบ่งบุคคลออกเป็นชั้นเป็นวรรณะตามสังคม แต่คนทั้งหลายก็ล้วนเป็นเจ้าของประเทศทัดเทียมกัน มีความรักบ้านเมืองเสมอเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้ปกครองบ้านเมืองจึงไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนประชาชนว่าเลวทรามต่ำช้ากว่า โง่เง่ากว่าเพราะบ้านเมืองจะขาดประชาชนหาได้ไม่ ในคัมภีร์ประวัติศาสตร์์ ของ ขงจื๊อ ได้กล่าวไว้ว่า “ประชาชนเป็นรากฐานของชาติ เมื่อรากฐานแข็งแรง ชาติก็จะอยู่ในความสงบสุข” เพราะฉะนั้นในการสร้างชาติจึงไม่ควรละเลยประชาชนซึ่งเป็นเสมือนรากแก้วของต้นไม้ ซึ่งเสมือนเป็นฐานเจดีย์เสีย วิถีทางที่จะทำให้รากฐานของชาติมั่นคงก็คือ ต้องทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขนั้น ก็คือ การทำให้ประชาชนมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคเพียงพอ มีที่อยู่อาศัย มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ถ้าหากประชาชนต้องว่างงาน ในฤดูกาลที่จะทำนาเพาะปลูก ก็ไม่มีน้ำ อย่างนี้ประชาชนก็จะต้องผิดหวัง ทำให้เขาต้องละทิ้งที่อยู่ ที่ทำมาหากินไปอยู่ที่อื่น อย่างนี้ก็เท่ากับว่ารากฐานประเทศไม่มั่นคง

 

 

 

 

 

                                     

  • “ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง” ของผู้เขียน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๑,

หน้า ๒๖๑ – ๒๖๒ ; ฉบับแพร่พิทยา จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๔, หน้า ๔๔’๖ – ๔๔๘.

 

ในสถานการณ์เช่นนี้บ้านเมืองก็ระส่ำระสาย เพราะการที่รัฐบาลจะหาเงินมาทำนุบำรุงประเทศ รายได้ส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากการเก็บภาษีอากรจากราษฎร ถ้าราษฎรเองก็ไม่มีข้าวปลาอาหารพอที่จะยาไส้อยู่แล้ว เขาจะเอาอะไรมาเสียภาษีเล่า เรื่องอย่างนี้ได้เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของโลกแทบทุกยุคทุกสมัย ในประเทศจีนมีนักปราชญ์ผู้หนึ่งชื่อ เฉิงอี้ (Ch’en Yi : พ.ศ. ๑๕๗๖ – ๑๖๕๐) ได้เสนอบันทึกความทรงจำของคนแด่จักรพรรดิเหรินซุง (Jen-tsung) เมื่อ พ.ศ. ๑๕๙๓ ซึ่งขณะนั้นคนมีอายุเพียง ๑๗ ปีเท่านั้น โดยท่านได้ยอมรับเอาวิถีทางของลัทธิขงจื๊อเป็นพื้นฐานแห่งนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า :

“บัดนี้รัฐบาลมักจะไม่ค่อยมีทุนเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเสมอเมื่อไม่มีเงินพอก็หันไปหาเสนาฝ่ายการคลัง ผู้อำนวยการฝ่ายการคลังก็หันไปหาเจ้าหน้าที่การเงินตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่การเงินเหล่านั้นจะไปหาเงินมาจากไหนเล่า? วิธีง่าย ๆ ก็คือไปไล่เบี้ยเอากับประชาชน บางทีความสงบสุขก็ถูกรบกวนพร้อม ๆ กันทุกทิศทุกทาง และดังนั้นจึงได้มีการระดมพลขึ้นทั้ง ๆ ที่บางทีคนเหล่านั้นเพิ่งจะเริ่มลงมือเก็บเกี่ยว ซึ่งทำให้กลายเป็นเรื่องที่นสะพรึงกลัวอย่างน่าเศร้าใจอย่างที่สุด โดยเหตุที่ประชาชนถูกบังคับเอาตามความต้องการของบ้านเมืองนี้เอง ทำให้พวกเขาหมดเรี่ยวแรงหมดกำลังใจที่จะทำการงาน บ่อยทีเดียวที่ทำให้พวกเขาต้องประสบความหายนะทางด้านการเงิน และการดำรงชีพของพวกเขาก็ต้องสูญเสียไปด้วย บรรดาสมาชิกของครอบครัวก็กระจัดกระจายพลัดพรากจากกันไป แม้แต่สามัญชนเมื่อได้เห็นภาพนี้แล้วก็อดเป็นทุกข์มิได้ พระองค์เองซึ่งเป็นเสมือนบิดามารดาของประชาชนก็ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้ ได้แต่ให้ความเห็นใจเท่านั้นเอง! ประชาชนไม่มีเงินเก็บฉางหลวงก็ว่างเปล่า ทาสของพระองค์สังเกตเห็นว่านับแต่เมืองหลวงไปจดชายแดน ไม่มีที่ใดเลยจะมีสิ่งของสำรองไว้พอจะใช้ได้สัก ๒ ปี ถ้าหากว่าเกิดฉาตกภัยขึ้นมาทันทีทันใดเป็นเวลากว่าหนึ่งปีดังเช่นฉาตกภัยที่เกิดในสมัยหมิ่งเด้า (พ.ศ. ๑๕๙๕ – ๑๕๙๖) แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร ทหารที่มิได้ทำงานและเรายังจะต้องเลี้ยงดูอยู่นั้นมีจำนวนมากกว่าล้านคน โดยเหตุที่ไม่มีทางใดที่จะสนับสนุนค้ำจุนเขาเหล่านั้นได้ ประชาชนก็จะต้องถูกเก็บภาษีหนักมือยิ่งขึ้น และประชาชนก็ยังอยู่กระจัดกระจายกันทั่วไปอยู่ ถ้าหากข้าศึกที่มีกำลังเข้มแข็งฉวยโอกาสโจมตีมาจากภายนอก หรือคนที่เลวร้ายทั้งหลายทะเยอทะยานที่จะมีอำนาจจากภายในแล้วเราก็อาจต้องหวาดกลัวต่อสถานการณ์ซึ่งกำลังเสื่อมโทรมลง และคำสั่งจะทำให้เราหมดอำนาจได้

“ทาสของพระองค์พิจารณาเห็นว่า มนุษยธรรมเป็นรากฐาน ของ “ราชวิถี” (Kingly Way) ทาสของพระองค์สังเกตเห็นว่ามนุษยธรรมของพระองค์เป็นมนุษยธรรมของเอี๋ยวและซุน แต่ราชอาณาจักรก็ยังไม่มีรัฐบาลที่ดีอยู่นั่นแหละ ข้อนี้ก็เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ แต่หามีรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาไม่ เพราะฉะนั้นเม่งจื๊อ (IV A : I) จึงกล่าวว่า : บัดนี้มีเจ้าชายที่มีพระทัยเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาและมีชื่อเสียงในด้านมนุษยธรรมอยู่ ๒ พระองค์ แต่ประชาชนก็ยังมิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากเจ้าชายทั้ง ๒ พระองค์นั้นหรือเจ้าชายทั้งสองก็มิได้ทิ้งตัวอย่างใด ๆ สำหรับอนุชนในภายหน้าเลยทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะว่าเจ้าชายทั้งสองมิได้ทรงนำเอาวิถีทางของกษัตริย์ในสมัยโบราณมาใช้เลย” ..รัฐบาลที่ดีในจักรวรรดินั้นต้องอาศัยการได้คนดีมาใช้ รัฐบาลผิด ๆ ในจักรวรรดิเกิดเพราะไม่ได้คนดี ๆ มาใช้นั่นเอง โลกย่อมไม่ขาดคนดี ปัญหาก็มีอยู่ว่า เราจะหาคนดีได้อย่างไรเท่านั้น วัตถุประสงค์ในอันที่จะแสวงหาคนดีนั้นเป็นการปกครองที่ดี และวิถีทางที่จะปกครองจักรวรรดินั้นก็คือวิถีทางที่จักรพรรดิทั้ง ๕ กษัตริย์ทั้ง ๓ โจวกุงและขงจื๊อเจริญรอยตามมาแล้วนั่นเอง เราควรใช้คนดี ๆ เหล่านั้นแต่ละคนตามขีดขั้นแห่งความเข้าใจของเขา ผู้ที่รู้วิธีที่จะรับใช้เป็นที่ปรึกษาใหญ่นั้นควรจะตั้งเป็นมุขมนตรี (ที่ปรึกษาใหญ่) ผู้ที่รู้วิธีที่จะเป็นเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ควรจะตั้งเป็นเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้ที่รู้วิธีที่จะปกครองอำเภอต่าง ๆ ก็ควรตั้งให้เป็นนายอำเภอ ผู้ที่รู้วิธีที่จะปกครองตำบลก็ควรตั้งให้เป็นกำนั้น เมื่อเราเอาแต่ละคนมาใช้ได้อย่างเหมาะสมแล้ว เขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ได้หมดเอง และเมื่อได้ปฏิบัติเช่นนี้แล้วก็ไม่เคยปรากฏว่าจักรวรรดิจะไม่มีรัฐบาลที่ดีเลย

การที่รัฐบาลจะประสบผลสำเร็จในด้านการปกครอง ทำให้ประชาชนรักนิยมชมชอบด้วยใจจริงนั้น จำเป็นจะต้องเอาใจใส่ในทุกข์สุขของราษฎร และพยายามสร้างสาธารณประโยชน์ เพื่อประชาชนส่วนรวมให้มากที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                            

๒.“บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค ๔” ของผู้เขียน, ราชบัณฑิตยสถาน จัดตีพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๑,

หน้า ๘๔ – ๘๗.

แม้รัฐบาลจักเป็นผู้ปกครองประชาชนแต่ถ้าหากสามารถปกครองประชาชนได้ โดยที่ประชาชนเองไม่รู้สึกว่าตนถูกรัฐบาลปกครองแล้ว รัฐบาลนั้นนับว่าเป็นรัฐนาลที่ดีที่สุดส่วนรัฐบาลใดที่ปกครองบ้านเมืองด้วยความสุจริต แต่ประชาชนก็ยังรู้สึกตัวว่าถูกปกครองอยู่ อย่างนี้ท่านถือว่าเป็นเพียงรัฐบาลที่ดีธรรมดาเท่านั้นเอง ส่วนรัฐบาลใด ประชาชนรู้สึกว่าเป็นผู้ที่มาคอยบีบบังคับเสมือนนายปฏิบัติต่อทาสแล้ว รัฐบาลนั้นนับว่าเป็นรัฐบาลที่เลว เป็นรัฐบาลที่ประชาชนไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งและรัฐบาลก็จะอยู่ด้วยความหวาดสะดุ้งตลอดเวลา ถ้ารัฐบาลต้องการให้ประชาชนรัก ก็ควรทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชนโดยชอบ และด้วยความสุจริตใจเถิด

ถ้าผู้ปกครองบ้านเมืองไม่สามารถคุมจิตใจของประชาชนได้แล้ว ก็คงอยู่ในอำนาจได้ไม่นานนัก ทั้งนี้เพราะว่า “สิ่งที่ผู้ปกครองประเทศจะต้องพึ่งพาอาศัยก็คือ หัวใจของคนทั้งหลาย หัวใจของคนทั้งหลายมีความสำคัญสำหรับกษัตริย์ ดุจเดียวกับที่รากมีความสำคัญต่อต้นไม้ ดุจน้ำมันมีความสำคัญต่อตะเกียง ดุจน้ำมีความสำคัญต่อปลา ดุจนามีความสำคัญต่อชาวนา และเงินมีความสำคัญต่อพ่อค้าฉะนั้น”

ถ้าหากชาติต้องสูญเสียหัวใจของชาติ คือรัฐบาลไม่ได้รับความสนับสนุนจากประชาชนแล้ว บ้านเมืองจะต้องระส่ำระสายเดือดร้อน การที่จะดำรงความเป็นชาติอยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ย่อมทำได้ยาก ดังที่ ซูชื่อ (พ.ศ. ๑๕๘๐ – ๑๖๔๔) ได้ถวายบันทึกความทรงจำฉบับหนึ่งต่อจักรพรรดิเฉินซุง มีความตอนหนึ่งว่า ;

“การที่จะดำรงชาติไว้ได้หรือการที่จะต้องสูญเสียชาติไปนั้นขึ้นอยู่กับความลึกหรือตื้นแห่งคุณธรรมของชาติ หาได้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอของชาติไม่ ระยะเวลาอันยาวนานหรือสั้นของราชวงศ์นั้นขึ้นอยู่กับความมั่นคงหรือความอ่อนแอแห่งขนบประเพณีของสังคม หาได้ขึ้นอยู่กับความมั่งมีหรือความยากจนของสังคมไม่ ถ้าหากว่าศีลธรรมของสังคมหยั่งรากลึกจริง ๆ และขนบประเพณีทางด้านสังคมมั่นคงจริง ๆ แล้ว แม้ประเทศจะยากจนและอ่อนแอ ความยากจนและอ่อนแอจะไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงช่วงระยะเวลาและความดำรงอยู่ของประเทศเลย ถ้าหากว่าคุณธรรมของสังคมตื้น และขนบประเพณีของสังคมก็อ่อนแอ แม้ชาติจะมั่งคั่งและเข้มแข็ง ก็หาได้ช่วยชาติให้พ้นจากความหายนะแต่เนิ่น ๆ ไม่ เมื่อกษัตริย์ทรงทราบข้อนี้ พระองค์ก็จะทรงทราบว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นกษัตริย์ที่ฉลาด ๆ ในสมัยโบราณจึงมิได้ทรงเพิกเฉยต่อคุณธรรมเพราะเหตุที่ประเทศอ่อนแอ หรือไม่ยอมให้ขนบประเพณีของสังคมเดือดร้อนเพราะเหตุที่ประเทศยากจนเลย”

ทุกคนต่างก็หวังความเจริญในชาติด้วยกันทั้งนั้น สวนใครจะรักชาติมากกว่ากันเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ยาก การแสดงออกเท่านั้นที่พอจะทำให้เราอนุมานได้ว่า เขารักชาติจริง เขารักประชาชนจริงหรือว่าเขารักตัวเอง รักลูกเมียของตนยิ่งกว่ารักชาติ รักประชาชนทั้งนี้เพราะ “กรรมทั้งหลายย่อมส่อเจตนา” ของผู้ทำเสมอไป

                                                  

๓. “บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน” ภาค ๔, หน้า ๑๕๑ – ๑๕๒.

แม้ปากเขาจะบอกว่ารักชาติ แต่ถ้าหากการกระทำนั้นเป็นการโกงชาติโกงประชาชน เขาผู้นั้นก็หาชื่อว่าเป็นผู้รักชาติไม่ ตรงข้ามกับผู้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อชาติ โดยที่มิได้เรียกร้องอะไรเป็นการตอบแทน หรือมิได้ประกาศโฆษณาว่าตัวเป็นผู้รักชาติเลย แม้กระนั้นเขาก็ชื่อว่าเป็นผู้รักชาติโดยแท้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดแห่งการดำรงชาติ จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการมีกองทัพที่เกรียงไกร มีสังคมที่เป็นอยู่อย่างฟุ้งเฟ้อ แต่ทว่าอยู่ที่ชาตินั้น สังคมนั้น มีคุณธรรมหรือไม่ต่างหาก และการที่ประชาชนจะมีคุณธรรมแค่ไหนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชน ถ้าท่านรักชาติจริง ก็จงทำตนให้เป็นคนมีคุณธรรมสูงและเสียสละเถิด แล้วบ้านเมืองก็จะสงบ และประชาชนก็จะอยู่ดีกินดีมีศีลธรรม ชาติก็จะดำรงความเป็นชาติอยู่ได้ชั่วนิจนิรันดร์.

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com