ลักษณะนักปกครองแบบพระเวสสันดร

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

เรื่องชาดกในพระพุทธศาสนาที่เรารู้จักกันมากที่สุดก็คือเรื่องเวสสันดรชาดก ไม่ว่าเด็กเล็กผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนเคยได้ยินได้ฟังเรื่องชาดกเรื่องนี้ด้วยกันทั้งนั้น ถึงปีหนึ่ง ๆ หลังจากออกพรรษาแล้วตามวัดต่าง ๆ มักจัดให้มีการเทศน์เป็นประจำเรียกว่า “เทศน์มหาชาติ” ทำไมหรือจึงเรียกพระชาติที่พระพุทธองค์ เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรว่า มหาชาติ ด้วย มหาชาติ แปลว่า ชาติที่ยิ่งใหญ่ชาติที่สำคัญ บางคนกลับเห็นว่าไม่สำคัญอะไรเลย จุดใหญ่ของเรื่องเห็นมีแค่การบริจาคทานทั้งนั้น และบางที่ก็ออกจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะได้ล่วงล้ำในสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นเสียอีก ดังในกรณีที่ยกกัณหาและชาลีให้ชูชก และยกพระนางมัทรีให้พราหมณ์เฒ่าคนหนึ่งนั่นอย่างไรเล่า และก็เพราะการบริจาคที่ออกจะเกินไปของพระองค์นี้มิใช่หรือ ที่ทำให้ถูกประชามติขับไล่ให้ออกจากเมือง จนต้องพเนจรไปในราวป่านี้เป็นเรื่องของตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนบรรทัดทุกคนที่ได้อ่านได้ฟังจะทราบได้ทุกคน แต่ท่านสาธุชนทั้งหลาย เราได้คิดถึงข้อความในระหว่างบรรทัดกันบ้างหรือเปล่า และข้อความในระหว่างบรรทัดนี้แหละ ที่เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งของเรื่องเวสสันดรชาดกจนได้รับยกย่องว่าเป็น “มหาชาติ” ขอให้เราพิจารณาดูกันต่อไป

ตามตำนานปรากฏว่า พระเวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงบริจาคทรัพย์สินเงินทอง ช้าง ม้า ไปจนกระทั่งถึงโอรสธิดาและมเหสีในที่สุด คือตั้งแต่ต้นจนอวสานแห่งพระชนมชีพของพระองค์ทีเดียว แต่อะไรไม่สำคัญเท่ากับการบริจาคลูกเมียให้เป็นทานนี้ซิ! ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่พวกเรารุ่นหลัง ๆ นี้มาก เพราะพวกเราต่างก็ลงความเห็นว่า พระเวสสันดรได้ประพฤติล่วงสิทธิมนุษยชนอย่างมากทีเดียว ไม่น่าให้อภัยเลยแต่เราก็น่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสมาแก้ตัวบ้างมิใช่หรือ?

พระเวสสันดรมีจุดประสงค์อะไรหรือ จึงได้ทรงบำเพ็ญทานบารมีจนถึงกับเอาตัวคนอื่นไปยกให้เขาเช่นนี้ พระองค์คงจะมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ ปัญญาชนขนาดพระเวสสันดร คงมิได้บริจาคทรัพย์เพื่อแสดงความเป็นเศรษฐีให้คนยกย่องเป็นแน่ พระองค์จะทรงทำอะไรก็เต็มไปด้วยเหตุผลทั้งนั้น แม้ในการบริจาคทานทุก ๆ ครั้ง พระองค์ก็ทรงกระทำด้วยความรอบคอบ และเต็มไปด้วยเหตุผลและความมุ่งหมายทั้งสิ้น

เมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้เพียง ๘ พรรษา ก็ทรงพระดำริในอันที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นทาน แม้ถ้าหากว่ายาจกผู้ใดจะปรารถนาดวงหฤทัยหรือเลือดเนื้อของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงเชือดเฉือนบริจาคให้เป็นทาน ทั้งนี้ ก็เพราะพระองค์ได้ทรงตั้งอุดมคติไว้สูงมาก อุดมคติของพระองค์ก็คือ ความสำเร็จแห่งพระโพธิญาณ ทั้งนี้ เพราะพระองค์มีพระประสงค์ที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์นั่นเอง การบริจาคทานของพระองค์ได้ปรากฏแก่สายตาประชาชนทั่วไป และเกียรติคุณของพระองค์ในข้อนี้ได้แพร่ขจรไปทั่วทุกมุมเมือง ทุกตรอกทุกซอกจะกล่าวขวัญถึงพระองค์เสมอว่า เป็นผู้ที่ทรงประกอบด้วยพระเมตตาพระกรุณาธรรม เมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดา คือพระเจ้ากรุงสญชัย ได้ทรงจัดให้พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีราชธิดาของพระเจ้าลุง แล้วได้ทรงเวนราชสมบัติในกรุงสีพีให้พระเวสสันดรปกครองต่อไป

แม้พระองค์จะได้ครองสิริราชสมบัติแล้ว แต่ราชสมบัติ คือโลกียสุขทั้งหลาย ก็หาได้ทำให้พระองค์หันเหไปจากอุดมคติเดิมของพระองค์ไม่ ตรงข้าม พระองค์กลับมีโอกาสที่จะบำเพ็ญทานบารมีต่อไปได้อย่างอิสระเต็มที่ทีเดียว ด้วยน้ำพระทัยเสียสละของพระองค์นี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงสั่งให้อำมาตย์ราชบริพารสร้างโรงทานขึ้นถึง ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครด้านทิศเหนือใต้ ตะวันออก ตะวันตก ที่กลางพระนคร และที่ประตูพระนิเวศน์ แล้วทรงแจกเงินทอง เสื้อผ้าแพรพรรณต่าง ๆ ให้แก่ยาจกเข็ญใจทุกถ้วนหน้าแสดงให้เห็นภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในสมัยนั้นว่า อยู่ในระดับไหน สังคมอินเดียสมัยนั้นคงจะเว้า ๆ แหว่ง ๆ ไม่ผิดกับอินเดียสมัยนี้เป็นแน่ ถ้าผู้ปกครองประเทศมัวปล่อยปละละเลยให้สภาพสังคมแห่งแคว้นสีพีเว้า ๆ แหว่ง ๆ ต่อไปตามยถากรรมแล้ว ในที่สุดแคว้นสีพีก็จะต้องล่มจม เมื่อแคว้นสีพีล่มจมแล้ว ชนชั้นปกครองจะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร เพราะประชาชนเป็นประดุจพื้นฐานของประเทศชาติ ถ้าประชาชนการศึกษาสูง อยู่ดีกินดีแล้วก็เท่ากับว่าประเทศชาติมีหลักฐานมั่นคง แต่ตรงข้ามถ้าฐานะของประชาชนยังไม่มั่นคงทั้งในด้านการศึกษาและเศรษฐกิจแล้ว ก็หมายความว่าฐานะของประเทศง่อนแง่นเต็มที พระเวสสันดรทรงตระหนักถึงฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในแคว้นของพระองค์เป็นอย่างดี จึงพยายามหาวิถีทางที่จะแก้ไขสังคมให้อยู่ในระดับเดียวกัน นั่นคือพระองค์ต้องทรงเป็นผู้นำ ในการดำเนินการสังคมสงเคราะห์เสียเองเพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงทำแล้ว ใครจะทำเล่า? และถ้าพระองค์ไม่ทรงทำแล้ว ผลร้ายจะตกแก่พระองค์เอง

หลักการแห่งสังคมสงเคราะห์นั้นมีอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ :-

.      ทาน ได้แก่ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มี ๒ อย่าง คือ

ก. อามิสทาน การให้วัตถุสิ่งของ เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในด้านวัตถุโดยทั่ว ๆ ไป

ข. ธรรมทาน การให้ธรรม ให้วิชาความรู้ แม้การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยการให้กำลังใจ ก็ชื่อว่าเป็นธรรมทานเหมือนกัน

๒.    ปิยวาจา หมายถึง การเจรจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่พูดคำหยาบ คำเท็จ หรือคำที่ก่อให้เกิดความร้าวฉานซึ่งกันและกัน ต้องเป็นคำพูดผูกมิตร ไม่ใช่ทำลายมิตรทำลายภราดรภาพ

๓.   อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์ตามหน้าที่ของตนเช่น เป็นชนชั้นปกครองก็ต้องปกครองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างใด ๆ ซึ่งเป็นการคอร์รัปชัน เป็นราษฎรก็ต้องประพฤติปฏิบัติไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง เป็นต้น

๔.    สมานัตตตา ความเป็นผู้รู้จักวางตนให้เข้ากับผู้อื่นได้ในทางที่ชอบธรรม ต้องพยายามทำตัวให้เข้ากับคนทุกชั้น ทุกเพศ ทุกวัย แต่ต้องเข้ากันได้ในทางที่ถูกที่ชอบธรรมเท่านั้น

เราจะเห็นว่า หลักการของการสังคมสงเคราะห์นั้น ข้อสำคัญที่สุดคือทาน เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องท้องก่อน เมื่อแก้ปัญหาท้องได้แล้ว การที่จะแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ก็ง่ายขึ้น เมื่อการเศรษฐกิจของชาติยังไม่เจริญแล้ว การที่จะปลูกฝังศีลธรรมนั้นยากมาก

การบริจาคที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นการบริจาคที่พระเวสสันดรได้กระทำอยู่เป็นปกติทุก ๆ วัน การบริจาคที่เริ่มทำให้เรื่องเข้มข้นถึงกับเกิดประชามติขึ้นนั้นก็คือ เมื่อคราวที่พระองค์ทรงบริจาคช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ ซึ่งพระเจ้ากลิงคราษฎร์ทรงส่งไปขอ การบริจาคช้างมงคลหัตถีคู่บ้านคู่เมืองให้แก่แคว้นกลิงคราษฎร์นี้เองที่นำความไม่พอใจมาสู่ประชาชนแคว้นสีพี การกระทำเช่นนั้นเป็นการดูหมิ่นชาวสีพี เพราะเท่ากับยอมแพ้แก่แคว้นกลิงคราษฎร์โดยปริยายนั่นเอง นี้เป็นความรู้สึกของประชาชนที่มีเลือดแห่งความรักชาติรุนแรง การกระทำของพระเวสสันดรเป็นการฝืนประชามดิอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่แสลงใจประชาชนมากถึงกับประชาชนได้พร้อมใจกันลุกฮือขึ้นเรียกร้องให้พระเจ้ากรุงสีพีประหารชีวิตพระเวสสันดรเสียเลย นี่แหละอำนาจประชามติละ! เมื่อพระเจ้ากรุงสีพีราชไม่ยอมประหารชีวิตพระเวสสันดรเพราะทรงเห็นว่าไม่สมควรถึงกับจะต้องลงโทษประหาร ประชาชนจึงยอมลดโทษให้เหลือเพียงเนรเทศเสียจากเมือง เมื่อพระเจ้ากรุงสีพีราชทรงเห็นว่ามหาชนยืนยันมติของตนเช่นนั้น ก็ทรงยินยอม โดยได้ทรงรับสั่งให้เนรเทศพระเวสสันดรให้เป็นไปตามมติมหาชน

แม้ว่าพระเวสสันดรจะทรงทราบดีว่า การกระทำของพระองค์เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าพระองค์ไม่ยอมพระราชทานช้างแก้วให้แก่แคว้นกลิงคราษฎร์ ก็จะต้องมีศึกมาติดเมืองแน่กลิงคราษฎร์เป็นแคว้นมหาอำนาจ สีพีเป็นแคว้นเล็ก ๆ ไหนเลยจะทานแสนยานุภาพของแคว้นกลิงคราษฎร์ได้ ในที่สุดพระองค์ก็ทรงเสียช้างมงคลหัตถีอยู่ดี แถมจะต้องเสียกรุงสีพีกลายเป็นเมืองขึ้นของกลิงคราษฎร์อีกด้วย ประชาชนจะต้องถูกฆ่าตายในสงครามอย่างอเนจอนาถทีเดียว เพราะพระองค์ทรงมองเห็นการณ์ไกลเช่นนี้เอง จึงได้พระราชทานช้างมงคลหัตถีแก่พราหมณ์ทั้ง ๘ โดยดีซึ่งนอกจากจะเป็นการบำเพ็ญทานบารมีให้เต็มเปี่ยมได้แล้ว ยังเป็นการรักษากรุงสีพีให้เป็นเอกราชต่อไปอีกด้วย ขอให้เรานึกเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา กับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ดูแล้วท่านจะเข้าใจในเรื่องพระเวสสันดรได้ดีขึ้นอีกมากทีเดียว นี่แหละลักษณะของพระมหาบุรุษ ผู้ที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นต้องรู้จักรับฟังประชามติบ้าง ไม่ใช่ทำอะไรตามใจชอบ เพราะถือว่ามีอำานาจ ถ้าทำอย่างนี้ไปไม่รอดแน่ เสียงมหาชนคือเสียงสวรรค์ แม้จะเป็นประชามติที่ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่เมื่อเป็นเสียงมหาชนแล้ว ก็ต้องยอมรับฟังเช่นกัน จงเอาอย่างพระเวสสันดรบ้าง ถ้าท่านรู้จักว่าควรจะทำอย่างไรกับประชามติแล้ว ในที่สุดเมื่อประชาชนรู้สำนึกตัวว่าผิด ประชามตินั่นแหละจะเรียกร้องต้องการตัวท่านอีก เมื่อนั้นแหละท่านจะเป็นผู้นำที่ดี ที่มั่นคงที่สุด จะเป็นผู้นำที่ชนะจิตใจประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่ได้เพราะมีกำลังอาวุธหนุนหลัง ทำไมพระเวสสันดรจะไม่ทราบว่าพระองค์ได้ฝืนประชามติ แต่พระองค์ก็ต้องทรงจำใจกระทำ เพราะประชามติบางครั้งอาจผิดพลาดได้เหมือนกัน พระองค์ทรงทราบดีว่า การฝืนประชามตินั้นมีโทษหนักมาก แม้พระองค์จะทรงทราบว่าพระองค์จะต้องถูกมหาชนลงประชาทัณฑ์ แต่วิสัยของผู้นำที่ดี เมื่อถึงคราวคับขั้นก็ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้พระองค์จะถูกประชาชนลงโทษถึงประหารชีวิต พระองค์ก็ยอมสละแล้วเพราะการเสียชีวิตคนคนเดียว เพื่อรักษาประเทศชาติและประชาชนไว้ได้นั้น ไม่เป็นการคุ้มค่ากันดอกหรือ? นี่แหละน้ำพระทัยพระเวสสันดร…น้ำพระทัยพระโพธิสัตว์ เป็นน้ำพระทัยที่ประกอบไปด้วยความเสียสละเพื่อมหาชนจริง ๆ แม้ตัวจะตายก็ไม่ว่า ขอให้ชาติอยู่ก็แล้วกัน ไม่เหมือนมนุษย์เฉาโฉดบางคนที่หากินอยู่บนหยาดเลือดของประชาชน แล้วปากก็ตะโกนว่าฉันรักชาติ ฉันทำเพื่อประเทศชาติ

แม้พระเวสสันดรจะถูกประชามติให้เสด็จจากเวียงวังไปอยู่ป่าก็ตาม พระองค์ก็ทรงหาอนาทรร้อนพระทัยไม่ เพราะพระองค์ก็ทรงทราบล่วงหน้าอยู่แล้วว่าการณ์จะเป็นไปเช่นนั้น แต่ขณะนั้นประชามติกำลังเป็นไปอย่างรุนแรงมาก การที่จะฟังเหตุผลต้นปลายนั้นยากเต็มที ทางที่ตีพระองค์ควรไปตามประชามติเสียก่อน เมื่ออารมณ์ของประชาชนค่อยเพลาลงแล้ว ก็คงจะสำนึกผิดเอง แล้วในที่สุดมหาชนนั่นแหละจะต้องเรียกร้องพระองค์ ขณะนี้ปล่อยไปก่อน เมื่อแกงจืดแล้วก็คงจะรู้คุณเกลือเอง นี่แหละน้ำพระทัยพระเวสสันดร!

เมื่อพระองค์ต้องเดินไพรไปตามเสียงของมหาชนนั้น พระองค์ก็มิได้เสด็จไปแต่พระองค์เดียว พระนางมัทรี พระมเหสีที่สัตย์ซื่อพร้อมด้วยกัณหาและชาลี พระโอรสธิดาก็ตามเสด็จด้วย เป็นการแสดงความจงรักภักดีอย่างจริงใจ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ตกต่ำนั้น ยังจะมีใครบ้างที่เห็นอกเห็นใจ นอกจากลูกเมียแล้ว ไม่มีใครเลย นี่แหละ! ภรรยาเพื่อนสอง ในเวลาตกทุกได้ยากเท่านั้นจึงจะรู้ว่าใครบ้างเป็นเพื่อนกิน ใครบ้างเป็นเพื่อนตาย

แม้ว่าพระองค์จะถูกเนรเทศไปอยู่ยังฟากฟ้าป่าหิมพานต์ ซึ่งไกลผู้ไกลคนแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังอุตสาห์มีพราหมณ์เข็ญใจไปรบกวนพระองค์จนได้ และพราหมณ์ผู้นั้น ในตำราว่าเป็นพราหมณ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดเท่าที่ในโลกจะพึงมี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วย บุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือ

  • พลังคบาท เท้าทั้งสองข้างใหญ่และคด

๒.   อัทธนขะ          เล็บทั้งสองกุด

๓.   โอพัทธปิณฑิกะ        ปลีน่องทู่ยานลงภายใต้

๔.    ทีโฆตตโรฏฐะ          ริมฝีปากบนยาวปิดริมฝีปากล่าง

๕.    จบ่ละ                    น้ำลายไหลออเป็นยางยืดทั้งสองแก้ม

๖.    กฬาระ                  เขี้ยวงอกออกพ้นปาก เหมือนเขี้ยวหมู

๗.   ภัคคนาสกะ              จมูกหักฟุบดูน่าชัง

.   กุมโภทร             ท้องป่องเป็นกระเปาะดั่งหม้อใหญ่

๙.   ภัคคปิฏฐิ          สันหลังไหล่หักค่อมคดโกง

๑๐.  วิสมจักขุ          ตาถล่มลึก ทรลักษณ์ ข้างหนึ่งเล็ก ข้างหนึ่งใหญ่ ไม่เสมอกัน

๑๑.  โลหมัสสุ          หนวดเครามีพรรณดังลวดทองแดง

๑๒. หริตเกส           ผมโหรงเหลืองดังสีลาน

๑๓. วลีนะ                      ตามตัวสะครานคร่ำด้วยแถวเอนนูนเกะกะ

๑๔.  ติลกาหตะ                มีด่อมแมลงวันและดกกระ ดังโรยงา

๑๕.  ปิงคละ                    ลูกตาเหลือก เหล่ เหลือง ดั่งตาแมว

๑๖. วินะตะ                    ร่างกายคดค้อมในที่ทั้งสาม คือ คอ หลัง  เอว

๑๗.        วิกฎะ                      เท้าทั้งสองเหหัน ห่างเกะกะ

๑๘. พรหาขระ                ขนตามตัวยาวหยาบ ดั่งแปรงหมู

ท่านลองนึกวาดภาพเอาเองก็แล้วกัน พราหมณ์ผู้นั้นจะมีรูปร่างน่าเกลียดน่าขยะแขยงเพียงใด พราหมณ์ผู้นี้แหละที่เรารู้จักกันดีในนามของ “ชูชก” พราหมณ์ชูชก ซึ่งเป็นพราหมณ์ชั้นต่ำที่สุดแห่งยุค ได้เข้าไปทูลขอกัณหาและชาลี เพื่อเอาไปเป็นทาสตามคำสั่งของนางอมิตตดา เมียสาว ขณะที่ชูชกเข้าไปทูลขอนั้นเป็นเวลาที่พระนางมัทรีเสด็จไปเก็บผลไม้ในป่าแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นยามปลอดที่สุด

เมื่อพระเวสสันดรได้ทรงทราบความประสงค์ของพราหมณ์เฒ่าแล้ว แทนที่จะรังเกียจในรูปร่างอัปลักษณ์ของแก แทนที่จะพิโรธที่พราหมณ์เฒ่าบังอาจเอื้อมขอพระโอรสธิดา กลับทรงมีพระหฤทัยปิติปราโมทย์ที่จะได้ทรงบริจาคมหาทาน ซึ่งยากที่ใครจะทำได้และได้ทรงพระราชทานกัณหาและชาลี แก่ชูชกพราหมณ์เฒ่าตอนนี้แหละที่มีผู้กล่าวประณามว่า พระเวสสันดรประพฤติผิดเพราะมิได้ปรึกษาพระนางมัทรีก่อน พระนางมัทรีเป็นพระราชมารดาก็ควรที่จะได้มีส่วนยินยอมเสียก่อนจึงจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมนี่พระเวสสันดรทำอะไรตามลำพัง ถืออำนาจเกินไป และการพระราชทานพระโอรสธิดาเช่นนี้ เป็นการล่วงล้ำในสิทธิมนุษยชน ไม่มีมนุษย์ที่เจริญคนใดเขาทำกันหรอก

ข้อหานี้แต่ละข้อดูฉกรรจ์ด้วยกันทั้งนั้น ขอให้เราพิจารณากันด้วยความเป็นธรรมบ้าง ข้อแรกที่ว่า พระเวสสันดรไม่ปรึกษาหารือพระนางมัทรีนั้น ดู ๆ คล้ายจะเป็นการละเมิดศีลข้ออทินนาทานอยู่ความจริง พระเวสสันดรก็ทรงมีพระประสงค์ที่จะขออนุญาตพระนางมัทรีอยู่เหมือนกัน ถึงกับทรงขอทุเลากับพราหมณ์เฒ่าให้รั้งรออยู่สักหนึ่งราตรี พอให้พระนางมัทรีกลับมาก่อน แล้วจะไปก็ไปเถิดแต่ตาพราหมณ์เฒ่าไม่ยอม เมื่อพระราชทานแล้วก็จะขอรับไปเลยทีเดียว เพราะถ้าขืนให้พระนางมัทรีกลับมาเสียก่อนแล้ว พระนางมัทรีอาจทำลายพิธีเสียก็ได้ เพราะวิสัยแม่ย่อมใจอ่อน ทั้งได้ใกล้ชิดลูกมากกว่าพ่อ ความรักที่แม่มีต่อลูกจึงหนักแน่นเหลือเกิน การที่จะมอบลูกให้เป็นทาสและทาสีแก่ผู้อื่นนั้นเห็นจะยากเต็มที ยิ่งจะต้องให้แก่ชูชกซึ่งมีรูปร่างอัปลักษณ์ที่สุดด้วยแล้วเห็นจะหวังได้ยากที่สุด พราหมณ์เฒ่าเข้าใจถึงความรู้สึกของสตรีที่เป็นแม่อยู่เหมือนกัน จึงไม่ยอมทุเลาให้ตามที่พระเวสสันดรทรงขอร้อง แต่เพียงเท่านั้นก็แลเห็นแล้วมิใช่หรือว่าพระเวสสันดรมิได้ให้เพราะอกุศลจิตเลย พระองค์ให้ด้วยกุศลเจตนาจริง ๆ เพราะคิดที่จะขออนุญาตพระนางมัทรีเหมือนกัน แต่เมื่อไม่สำเร็จ พระองค์ก็มีสิทธิที่จะพระราชทานได้เหมือนกัน ในฐานะที่พระองค์เป็นพ่อ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดทุกอย่าง

ขณะที่ชูชกพราหมณ์เฒ่าเจรจาขอกัณหาและชาลีอยู่นั้น พระกุมารทั้งสองอยู่ในที่นั้นด้วย พอทราบเรื่องก็พากันหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในสระโบกขรณี เพราะความกลัวในรูปร่างและกิริยาวาจาของพราหมณ์เฒ่า เมื่อชูชกได้รับพระราชทานแล้ว ก็มองหาพระกุมารไม่พบ จึงต่อว่าพระเวสสันดรว่า เป็นคนเจ้ามายา ทั้ง ๆ ที่ออกโอษฐ์พระราชทานแล้ว ก็ยังรอท่าพระนางมัทรีอยู่อีก เมื่อไม่สบโอกาสคงทำสัญญาณให้ลูกหลบไปเสีย ดูปากกับใจไม่ตรงกันเลย นี่หรือกษัตริย์ที่เขาเล่าลือกันว่า “เลิศกษัตริย์” ที่แท้ก็เป็นจอมตลบตะแลงแท้ ๆ ในโลกนี้จะหาใครที่เจรจาตลบตะแลงเลี้ยวลดสด ๆ ร้อน ๆ เหมือนเจ้าเวสสันดรชีไพรอีกไม่ได้แล้ว

เมื่อพระเวสสันดรได้ทรงฟังคำบริภาษของพราหมณ์เฒ่า ก็ทรงทราบดีว่า สองกุมารกลัวภัยจึงหนีไปซ่อนเสีย พระองค์จึงต้องสะกดตามรอยเท้าของกุมารทั้งสองไปจนถึงสระโบกขรณี จึงทรงทราบดีว่ากุมารทั้งสองต้องซ่อนตัวอยู่ในสระแน่ พระองค์จึงได้ทรงชี้แจงประกอบเหตุผลว่า ที่พระองค์ต้องทรงเสียสละ กัณหาและชาลีให้พราหมณ์เฒ่านั้น มิได้ให้เพราะหมดรักในลูกดอก หากแต่จุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นคือ พระโพธิญาณ พระองค์ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระโพธิญาณ แม้พระชนมชีพของพระองค์เองก็ยอมสละได้ ทานบารมีที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไปแล้วนั้นเปรียบประดุจสำเภาไม้ที่ลอยคว้างอยู่กลางทะเล ถ้าถูกลมพายุหนัก ๆ เข้าก็จะพังทลาย ถึงความอับปางเสียก่อนที่จะถึงฟากฝั่งพระโพธิญาณ ถ้าหากกัณหาและชาลีจะเห็นแก่พ่อ เห็นแก่พระโพธิญาณแล้ว ก็ขอให้ลูกยอมไปกับพราหมณ์เถิด เพื่อที่จะได้ทำให้ทานบารมีของพ่อบริบูรณ์ยิ่งขึ้น และโดยเหตุนี้แหละที่จะทำให้เกิดเป็นสำเภาทองนำไปสู่ฟากฝั่งพระโพธิญาณโดยปลอดภัย พระเวสสันดรได้ตรัสไว้อย่างมีเหตุผลน่าฟัง ไม่ว่าใครถ้าได้ฟังเหตุผลของพระองค์ก็ต้องใจอ่อนเช่นกัน ข้าพเจ้าขอคัดตอนนี้จาก กัณฑ์กุมาร ในหนังสือ เวสสันดรชาดก มาให้ท่านอ่าน และพิจารณาดูด้วยปัญญาอันลึกซึ้งแล้วจะเห็นเป็นอย่างไร ตอนนี้เรียกว่า แหล่ “โล้สำเภา”

“ตาต พ่อเอ่ย เจ้าชาลีศรีสุริยวงศ์เยาวเรส ปิยปุดฺต เจ้าก็เกิดในมกุฏเกศกรุงสีวิราษฎร์ ไยพ่อไม่องอาจยอมย่อท้อทิ้งพระบิดา ให้พราหมณ์มันจ้วงจาบหยาบช้า เจ้าเห็นชอบอยู่แล้วหรือหนาพ่อสายใจ เราก็เป็นขัดติยมไหมหาสมมติวงศ์วิเศษสุทธิกษัตริย์ไม่มีใครจะมาพ้อตัดติเตียนเลย พระลูกเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือพระปิดุรงค์บรรจงรักพระโพธิญาณ หวังจะยังสัตว์ให้ข้ามห้วงมหรรณพภพสงสารให้ถึงฟาก เป็นเยี่ยงอย่างยอดยากที่จะข้ามได้ สำเภาลำใดของพานิช ซึ่งจะตกแต่งต่อติดเป็นกงวาน ประกอบประกับกระดานตอกตรีงตะปูตะปลิงยิงตรึงกระชับชิด พืดเหล็กก็ดีติดดดอกหมันโซมน้ำมันขันเคี่ยวแล้วเยียวยา กระดานดาดเป็นดาดฟ้าจังกอบก้านสมอขัน เสากระโดงยืนยันยึดด้วยพืดพวน ผูกขึงรัดรึงตายติดกับเสารอก ดูมีเรี่ยวแรง เสากระโดงสายระโยงระยางแย่งมั่นคง ปักทวนธงอยู่ริ้ว ๆ ธงตะขาบปลิวสะบัดปลาย นายช่างจำลองจำหลักสายลายด้วยรูปสัตว์ ราชสีห์สิงห์อัดแอ่นอกกอด กระหนกกระหนาบคาบแก้วกุม ครั้นได้ฤดูเดือนมรสุมแล้วก็แซ่ซ้อง บรรทุกสิ่งของลงต่าง ๆ ไว้ระวาง ทางวิตน้ำทำเป็นโชงโลง อับเฉากันโคลงประจุเรียบ สำเภานี้ก็พาบเพียบเพียงราโท ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้โห่ขึ้นสามลา ยิงปืนบนนาวาเสียงพะพางพึงตึงดัง คนการยืนสะพรั่งอยู่พร้อมเพรียง ศัพท์สำเนียงเสียงเฮโล เฮล่า เข้าฉุดคร่าสายสมอดีม้าล่อลั่นอยู่ฉ่าง ๆ โบกธงอยู่คว้าง ๆ แล้วแกว่งกวัด พระพายชายพัดติดใบบน ล้าต้าต้นหนก็มุ่งมอง ตั้งเข็มส่องกล้องสลัดโดยกำหนดขนัดคะเนหมาย นายท้ายก็ยักย้ายบ่ายเบี่ยง เฉลียงแล่นออกทะเลลึกแลไม่เห็นฝั่ง บังเกิดลมสลาตันตั้งดีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นเครงสำเภาก็โคลงเคลงไปตามคลื่นตื่นเต้น เสากระโดงหักกระเด็นกระดานแตก คลื่นใหญ่โยนกระทบกระแทกกระทั่งผะพังผาง สำเภาก็อับปางลงในท่ามกลางทะเลหลวง ฝูงมนุษย์ทั้งปวงไม่หลงเหลือล้วนเป็นเหยื่อแก่เต่าปลา ด้วยเป็นโลกิยนาวาไม่จีรังเลย พระลูกเอ๋ยพ่อเห็นแต่หน้าเจ้าพระพี่น้องทั้งสองรา เจ้าจงมาเป็นมหาสำเภาทองธรรมชาติ อันนายช่างชาญฉลาดจำลองทำด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา แก้วประพาฬแผ่เป็นดาดฟ้า ฝาระบุระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์กระทำเป็นราโท โมราประทับสลับสลักกรอบรายลายดอกรักเนาวรัตน์ ฉลุฉลักเป็นรูปสัตว์ภาพเพชรนิลแนมแกมหงส์วิหคกระหนกดาบลตารัด มังกรกัตกอดแก้วเกี้ยวเป็นก้านขดตูสดใส ครั้นสำเร็จลำสำภาแล้วเมื่อใดได้พระพิชัยมงคล พระบิดาจะทรงเครื่องต้นมงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์ ดังจะเอาพระสมบัติกระหวัดทรงเป็นสร้อยสังวาลอยู่สรรพเสร็จ จะเอาพระขันตีต่างพระขรรค์เพชรอันคมกล้า สุนทรจะย่างเยื้องลงสู่ที่นั่งท้ายเภตราสูงระหงแล้วไปด้วยทวนธงเศวตฉัตร วายุวิเวกพัดอยู่เฉื่อยฉิว สำเภาทองก็ล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส จึงจะเกิดลมกาลพาลกระพือพัดคือโลโภ ถึงจะโตแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นโครมโถมกระแทก สำเภานี้ก็มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหวก็จะแล่นระเรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระอมตะมหานครนฤพาน พระลูกเอ่ย เจ้าจะนิ่งนานอยู่ไยในสระศรี ขึ้นมาสิน่ะพ่อมา แม่มา มาช่วยพระบิดายกยอดปิยบุตรทานบารมี แต่ในครั้งเดี๋ยวนี้เถิด”

ฟังดูเถอะ! เป็นเราบ้างจะแอบซ่อนอยู่ในสระไหวหรือ ได้ฟังคำออดอ้อนซึ่งเต็มไปด้วยเหตุผลของพ่อเช่นนี้ เมื่อได้สำนึกว่าตัวเป็นลูกกษัตริย์แล้ว จะปล่อยให้พระบิดาถูกประณามว่า เป็นกษัตริย์ที่ตลบตะแลงไหวหรือ? ใครเล่าจะไม่รักเกียรติและศักดิ์ศรีของตน ยิ่งเป็นลูกกษัตริย์ด้วยแล้ว ย่อมเกิดขัดติยมานะมากมายเหลือเกิน เท่านี้ยังไม่พอ พระบิดายังได้บอกอีกว่า การที่จะสำเร็จพระโพธิญาณหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกัณหาและชาลีนี้เอง ถ้ากัณหาและชาลีไม่ยอม ความหวังที่จะบรรลุพระโพธิญาณย่อมหมดไปพระโพธิญาณเป็นอุดมคติที่สูง ที่พระเวสสันดรทรงตั้งไว้ พระองค์ได้ทรงยอมเสียสละทุกอย่างมานั้นก็เพื่อพระโพธิญาณนี้เอง และการที่จะเสียสละต่อไปอีก ก็เพื่อพระโพธิญาณเช่นกัน นับว่าเป็นการขอร้องที่น่าเห็นใจยิ่ง ในฐานะที่กัณหาและชาลี เป็นลูกที่ดี อยู่ในโอวาทพ่อแม่ และเป็นเด็กที่ฉลาดยิ่ง เมื่อได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ใจอ่อนยอมขึ้นมาจากสระ แล้วกอดพระบาทพระราชบิดากันแสงไห้ ท่านลองนึกดูซิว่า เป็นภาพที่น่าเศร้าสลดเพียงใด เป็นเราบ้างคงใจอ่อนเสียนานแล้ว แต่น้ำพระทัยพระเวสสันดรนั้นเต็มไปด้วยการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ย่อมต้องมีพระทัยแข็งพอ มิฉะนั้นแล้วจะเสียพิธีหมด เพียงแต่พระองค์จะทรงประหารพราหมณ์เฒ่าเสียเท่านั้น ใครจะรู้ แต่ถ้าชนชั้นปกครองยังเห็นแก่ลูกเมีย ยิ่งกว่าประโยชน์สุขของมหาชนแล้ว ประชาชนจะอยู่สุขได้อย่างไร การที่ในโลกเดือดร้อนอยู่เช่นนี้ การที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยคอร์รัปชันฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากการรักลูกรักเมียจนเกินไปนั่นเอง ผู้ที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติจริง ๆ ต้องไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ลูกเมีย และญาติมิตรทั้งนั้น ต้องถือเอาประโยชน์สุขของมหาชนเป็นใหญ่ เมื่อถึงคราวที่จะสละลูกเมียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องยินดีสละได้ ถ้ายังกังวลเห็นแก่ลูกเมียญาติมิตรแล้ว ย่อมบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้ไม่เต็มที่นัก ทั้งยังล่อแหลมต่อคอร์รัปชันอีกด้วย ควรที่นักปกครองทั้งหลายจะได้ยึดหลักปฏิบัติตามแบบฉบับของพระเวสสันดรบ้าง เรื่องพระเวสสันดรเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยคติและปรัชญาทั้งทางศาสนาและการเมือง ในสมัยโบราณ ชนชั้นปกครองจึงได้ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับเรื่องพระเวสสันดรนี้มากเป็นพิเศษ และการดำเนินรัฐประศาสโนบายตามแบบฉบับพระเวสสันดรนี้เองที่ทำให้เมืองไทยรอดจากการเป็นเมืองขึ้นของพวกจักรวรรดินิยมมาได้อย่างน่าอัศจรรย์เพราะเรื่องพระเวสสันดรนี้ มีประโยชน์มากมายที่สุดสำหรับนักปกครองนี้เอง เรื่องนี้จึงได้รับยกย่องว่าเป็น “มหาชาติ”

ในวิสัยของผู้เป็นพ่อ ย่อมมีความรักลูกอย่างลึกซึ้ง แต่เป็นความรักที่แฝงไว้ด้วยเหตุผล เราจะเห็นว่าพระเวสสันดรได้ทรงแสดงความรักต่อกัณหาและชาลี ไว้หลายแห่งด้วยกัน เช่น เมื่อคราวหลั่งอุทกธาราลงในมือพราหมณ์ เพื่อมอบกัณหาและชาลีให้แก่พราหมณ์โดยเด็ดขาดนั้น พระองค์ยังได้ทรงออกโอษฐ์ว่า “พราหมณ์เอ๋ยลูกทั้งสองของเรานี้ที่เรารักอย่างดวงใจนัยน์เนตร เหตุว่าเรารักพระโพธิญาณยิ่งกว่าสองกุมารได้ร้อยเท่าพันทวี อิทํ ทานํ เดชะผลทานในครั้งนี้จงสำเร็จแต่พระสร้อยสรรเพ็ชญพุทธรัตนอนาวรณญาณในอนาคตกาลโน้นเถิด”

และอีกตอนหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เฒ่าจะลากลับ ก็เอาเชือกผูกกัณหาและชาลีแล้วไล่ตีต้อนไปต่อหน้าพระเวสสันดร จนกัณหาและชาลีต้องร้องไห้ปริเวทนาอย่างน่าสงสาร ปากก็พร่ำรำพันไปตามประสาเด็ก น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระเวสสันดรได้ฟังเช่นนั้น ก็หากลั้นความโศกไว้ได้ไม่ จึงเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา ซบพระพักตร์ทรงกันแสงสะอื้น น้ำพระเนตรของพระองค์ต้องไหลหยาดหยุดแทบเป็นสายเลือดอยู่ตลอดเวลา นี่แหละความรักของพ่อที่มีต่อลูก เป็นความรักที่อยู่ในส่วนลึกแห่งหัวใจ ยิ่งได้เห็นภาพลูกถูกตีต้อนไปต่อหน้าเช่นนั้น ก็แทบจะเอาพระขรรค์ฟาดฟันพราหมณ์นั้นเสียหลายครั้งหลายคราว แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงสามารถเอาชนะความโศกเสียได้ เมื่อนึกถึงพระโพธิญาณ ซึ่งเป็นอุดมคติของพระองค์

ก่อนที่พระองค์จะทรงมอบกัณหาและชาลีให้แก่พราหมณ์เฒ่านั้น พระองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถในทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง คือพระองค์ได้ทรงบอกให้ชูชกพราหมณ์เฒ่าพา กัณหาและชาลีไปสู่เมืองสีพี แล้วให้ไปเฝ้าพระเจ้ากรุงสีพีราช เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า กัณหาและชาลีเป็นหลาน ก็คงพระราชทานแก้วแหวนเงินทอง ช้างม้าวัวควาย และข้าทาสบริวารอย่างมากมายเป็นแน่คราวนี้แหละชูชกจะได้เป็นเศรษฐีกันเสียที แต่ชูชกเจ้าเล่ห์หายอมไปไม่ เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้ลาภ อาจจะถูกจับประหารชีวิตก็ได้ใครจะไปรู้อนาคต เมื่อชูชกไม่ยอมชนนั้น พระองค์ได้คาดค่าชาลีไว้หนึ่งพันตำลึงทอง และกัณหาพันตำลึงทองเช่นกัน แต่เพิ่มช้างม้าวัวควาย ทาสและทาสีอีกอย่างละร้อย นับว่าเป็นการคาดค่าไว้สูงมาก แสดงว่าพระเวสสันดรเดินเหลี่ยมการเมืองสูงมาก เพราะผู้ที่จะซื้อกัณหาและชาลีได้นั้นต้องเป็นมหาเศรษฐี หรือกษัตริย์เท่านั้นและในที่สุดก็ปรากฏความจริงว่า ผู้ที่ไถ่กัณหาและชาลีได้นั้นคือพระเจ้ากรุงสีพีราช พระอัยกาของกัณหาและชาลีนั่นเอง และโดยวิธีนี้เอง ที่ทำให้พระเวสสันดรได้กลับเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง และก็ได้อยู่ในราชสมบัติเป็นสุขสืบมา นี่แหละแต้มดูการเมืองของพระเวสสันดร!

การบริจาคยอดปิโยรสทั้งสองเป็นทานนั้น เป็นข่าวใหญ่มากได้ลือกันไปทุกตรอกทุกซอกทุกมุมเมือง แต่พอพระนางมัทรีกลับมาทราบเรื่องเข้าก็ล้มสลบแน่นิ่งไป นี่แหละความรักที่แม่มีต่อลูก ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่เพียงใด แต่แม่มักซ่อนความรักไว้ไม่อยู่ ตามวิสัยของสตรีเพศ แต่เมื่อได้ฟื้นจากสลบและได้ฟังเหตุผลของพระเวสสันดรแล้ว พระนางก็ทรงพลอยอนุโมทนาในมหาทานครั้งนี้ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เรายังคิดว่า พระเวสสันดรล่วงล้ำในสิทธิมนุษยชนอีกหรือ พระองค์ทรงเคารพในสิทธิมนุษยชนเช่นกันพระองค์มิได้ทรงถือเอาแต่อำนาจอย่างเดียว พระองค์ยังทรงเคารพในสิทธิของพระนางมัทรีที่มีต่อลูก ทรงเคารพในสิทธิของสองกุมารพระองค์ได้ขอความเห็นใจจากกุมารทั้งสองเหมือนกัน เมื่อพระกุมารทั้งสองเข้าใจในเหตุผลแล้วจึงยอมอนุวัดตามพระราชบิดา อย่างนี้ยังจะเป็นการประพฤติล่วงล้ำในสิทธิมนุษยชนอีกหรือ

ใช่แต่พระเวสสันดรจะทรงสละเพียงลูกทั้งสองเท่านั้น ในเวลาต่อมาก็ต้องทรงเสียสละที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ต้องเสียสละพระนางมัทรีให้แก่พราหมณ์อีกผู้หนึ่งซึ่งมาทูลขอ นับว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะต่อแต่นั้นไป พระองค์จะต้องอยู่อย่างว้าเหว่ในราวป่าน่าเปล่าเปลี่ยวใจกระไรเช่นนั้น แต่พระองค์ก็ทรงยินดียิ่งที่จะได้บำเพ็ญทานบารมี ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน แม้พระนางมัทรีเองก็ไม่ขัดข้อง พระนางทรงเชื่อในพระปรีชาสามารถของพระราชสามี ไม่ทรงแสดงอาการโกรธกริ้วสยิ้วพักตร์ หรือค้อนควักพระราชสามีเช่นสตรีอื่น ๆ เลย นี่แหละยอดหญิง หรือนางแก้วที่แท้จริง นักปกครองที่จะบำเพ็ญประโยชน์สุขให้แก่มหาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องมีศรีภรรยาที่ไม่เห็นแก่ตัว ต้องได้สตรีที่เป็นนักเสียสละเช่นกันเป็นศรีภรรยา แต่มักจะปรากฏว่าภรรยาทั้งหลายไม่เป็นเช่นพระนางมัทรีเลย บางคนมักเห็นแก่ความฟุ้งเฟ้อมากกว่าและก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุให้สามีประพฤติคอร์รัปชันต่อประชาชน สามีจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับภรรยาด้วยเหมือนกัน

เรื่อง “มหาเวสสันดรชาดก” นี้ ถ้าเราจะอ่านกันอย่างพินิจพิเคราะห์ทุกแง่ทุกมุมแล้ว จะอำนวยประโยชน์แก่เรามากทีเดียวทั้งในด้านธรรม ทั้งในด้านรัฐประศาสโนบายทางการเมือง พระเวสสันดรนี่แหละ ควรที่นักปกครองทั้งหลายจะได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในการปกครองประเทศ นักปกครองที่ดีต้องมีจิตใจเป็นนักเสียสละเช่นพระเวสสันดร ต้องไม่เห็นว่าลูกเมียสำคัญกว่าประเทศชาติ ถ้าพระเวสสันดรไม่ทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างอุกฤษฏ์เช่นนี้แล้วไหนเลยเมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วจะทรงกล้าสละพระนางยโสธราและเจ้าชายราหุล ซึ่งเป็นชายาและโอรสออกผนวชแสวงหาโมกขธรรม จนได้บรรลุดอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า นี่แหละน้ำพระทัยพระเวสสันดร!

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com