ศีลธรรมเสื่อม?

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

สมัยนี้เรามักได้ยินคำว่า “ศีลธรรมเสื่อม” กันอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราจักได้นำมาคิดนึกตรึกตรองดูให้ลึกซึ้งแล้ว เราก็อดที่จะสงสัยมิได้ว่า ศีลธรรมเสื่อมจริงหรือ? หรืออะไรเสื่อมแน่? เรามักเข้าใจกันว่า การที่ข้าราชการเกิดทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเราเรียกกันว่า “คอร์รัปชัน” นั้น ก็เพราะศีลธรรมเสื่อม ที่บ้านเมืองเกิดจลาจลวุ่นวาย มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ก็ว่าเป็นเพราะศีลธรรมเสื่อม ทั้ง ๆ ที่ศีลธรรมหมายถึงคุณธรรมความดีแท้ ๆ ทำไมจึงเสื่อมได้ เลยทำให้คิดต่อไปอีกว่า เมื่อศีลรรรมเสื่อมก็หมายถึงว่าศีลรรรมหมดคุณภาพไปในตัวมันเอง นั่นก็คือศีลธรรมกลายเป็นสภาวะที่ปราศจากคุณค่าไปแล้ว ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมมหาชนจึงพยายามรักษาศีลธรรมไว้อีกเล่า? ทำไมไม่เลิกประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมให้เด็ดขาดไปเล่า?

การที่ประเทศชาติ ชุมนุมชน ยังไม่เพิกเฉยต่อศีลธรรมอย่างเด็ดขาดนั้น คงจะเป็นเพราะศีลธรรมมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเองเป็นแน่เราจึงเลิกมันไม่ได้ เราจึงยังหวงแหน ทะนุถนอมมันอยู่ ก็เมื่อศีลธรรมยังทรงคุณค่าอยู่ในตัวมันเองเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมหมายความว่าศีลธรรมไม่เสื่อมแน่ ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วอะไรเล่าที่เสื่อม? ที่เขาพูดกันว่า “ศีลธรรมเสื่อม” นั้น เขามิได้หมายถึงความเสื่อมแห่งตัวศีลธรรมเองเป็นแน่ หากคงหมายถึงผู้ซึ่งทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินชีวิตตามกรอบแห่งศีลธรรม แต่กลับละเลยเพิกเฉยต่อศีลธรรมเสียนั่นแหละมากกว่า คือเขาหมายความว่า ประชาชนนั่นแหละเสื่อม…คือเสื่อมจากศีลธรรม ไม่ใช่ตัวศีลธรรมเสื่อม!

เพราะเหตุที่มหาชนไม่สามารถแยกนามออกจากรูปได้ ฉะนั้นเมื่อมหาชนพูดถึงศีลธรรม ก็เอาประชาชนเป็นเครื่องวัด เราอาจพูดได้ว่าในสมัยหนึ่งศีลธรรมเจริญขึ้น แต่ในอีกสมัยหนึ่งศีลธรรมกลับเสื่อมลง ตามความเป็นจริงแล้ว ศีลธรรมมิได้สูงขึ้นหรือเสื่อมทรามลงเลย หากเป็นแต่ว่า ในสมัยหนึ่งประชาชนผู้ประพฤติตนปฏิบัติตามศีลธรรมมีจำนวนมาก เราก็เรียกว่า ศีลธรรมสูงขึ้นหรือเจริญขึ้น แต่ในอีกสมัยหนึ่งประชาชนพากันประพฤติห่างเหินศีลธรรม ในสมัยนั้นเราเรียกว่าศีลธรรมเสื่อม

บางทีเราพูดถึงสิ่งใด แต่เรามิได้หมายถึงสิ่งนั้นโดยตรง ว่าตามหลักดรรกศาสตร์แล้ว เราหมายถึงอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกันอยู่กับสิ่งนั้น เช่น ขณะที่เราเห็นแม่ค้าหาบขนมมาขาย เมื่อเราต้องการซื้อขนม เราก็มักพูดว่า “ขนมมานี่” แต่ความจริงขนมมาเองไม่ได้และเราก็มิได้เจาะจงเรียกตัวขนม หากแต่ว่าเราหมายถึงแม่ค้าผู้ขายขนมต่างหาก เมื่อแม่ค้ามาก็ต้องเอาขนมมาด้วย หรือเมื่อเวลาเราเข้าไปในป่า ไม่ทราบว่าทางสายใดจะเชื่อมติตต่อกับที่ใดบ้าง หากไปพบใครเข้าในระหว่างทางก็จะถามว่า “ทางนี้ไปไหน?” แต่เราหาได้หมายความว่าทางเป็นเจ้าของกริยา ไป ไม่ เราหมายถึงว่า ทางนี้จะเป็นเหตุให้เราไปถึงที่ใดบ้างต่างหากบ้านเรือนสะอาดย่อมเป็นเหตุชี้ให้เห็นว่า เจ้าของเรือนเป็นผู้รักความสะอาดเรียบร้อย (แต่บางคนรักความสะอาดจริง แต่ไม่ชอบทำความสะอาดด้วยตนเอง) เมื่อเจ้าของเรือนเป็นผู้ชอบสะอาดก็หมายความว่าเขาเป็นผู้มีจิตใจสะอาดหมดจด เมื่อเป็นผู้มีจิตใจสะอาดหมดจดก็หมายถึงว่า เขาเป็นผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนให้รักความสะอาดมาจากสำนักที่ดีมาตั้งแต่ต้นแล้ว เหตุผลย่อมเกี่ยวโยงกันเป็นชั้น ๆ ดังนี้

เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๙ ข้าพเจ้าได้ฟังวาทะของชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งชื่อ ตันอุน โกดานิ ท่านผู้นี้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “เธอะ ยัง อีสด์” (The Young East) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ทางพระพุทธศาสนาฉบับหนึ่ง ท่านผู้นี้ได้ไปปราศรัยต่อหน้านิสิต นักเรียน แห่งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วัดมหาธาตุ มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะเทือนใจ และต้องนำไปคิด ข้อความแห่งคำปราศรัยตอนนั้นว่า “…ข้าพเจ้าได้พบถนนหนทางในกรุงเทพฯ แล้วเห็นว่าสะอาดเรียบร้อยดีมาก ทำให้คิดว่า ที่ถนนสะอาดเรียบร้อยนั้น ก็คงเป็นเพราะจิตใจประชาชนชาวไทยสะอาดหมดจด คงเป็นเพราะประชาชนชาวไทยตั้งมั่นอยู่ในศีลรรรมเป็นแน่ และการที่ประชาชนชาวไทยมีจิตใจสะอาดหมดจด ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ก็เป็นพยานยืนยันถึงความสะอาดหมดจดของคณะสงฆ์ไทยนั่นเอง เป็นเพราะความสามารถของคณะสงฆ์ไทย…” หาใช่เพราะข้าพเจ้าเป็นคนใจอ่อน จึงเกิดความสะเทือนใจง่ายเพียงเพราะวาทะของชาวญี่ปุ่นผู้นี้ไม่ แต่ข้าพเจ้าอดนำมาคิดไม่ได้ว่า…ถนนหนทางในกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ของเรานี้สะอาดหมดจดจริงหรือ?…แม้ข้าพเจ้าจะคิดอย่างไร ๆ พยายามคิดจนหัวแทบแตก พยายามสร้างภาพกรุงเทพฯ จะให้เป็นเมืองสวรรค์ชั้นฟ้าขนาดไหน ก็ยังหาอาจทำให้นึกเห็นว่าถนนหนทางในกรุงเทพฯ สะอาดหมดจดไปได้ไม่ นึกคราวไร ก็เห็นแต่ภาพของความชุลมุนวุ่นวาย เห็นแต่ภาพของความสกปรกโสมมรกรุงรังแทบทุกหนทุกแห่งแม้แต่ในกำแพงวัด เห็นภาพท่อข้างถนนซึ่งเต็มไปด้วยน้ำครำ เป็นแหล่งให้กำเนิดยุงที่มโหฬารยิ่งและโชยกลิ่นประดุจส้วมแตกตลอดเวลา ถึงจะคิดอย่างไรก็ไม่สามารถเห็นคล้อยตามไปได้เลยว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองสวรรค์ ถนนหนทางสะอาดสะอ้านน่าจำเริญตาเจริญใจ น่าจะเป็นเมืองนรก หรือใกล้ ๆ นรกเข้าไปนั่นแหละมากกว่า เพราะว่าเมืองสวรรค์ต้องสำหรับเทวดาเท่านั้นจึงจะสมควรอยู่ ประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นเทวดาหรือยัง? อย่าว่าแต่จะเป็นเทวดาเลย แม้แต่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามความหมายของคำคำนี้ก็เกือบไม่มีทางเสียแล้ว ถ้าหากเราจะพิจารณาในมุมกลับ จะรู้สึกสะเทือนใจต่อวาทะของชาวญี่ปุ่นผู้นี้เพียงไร เราเขลามานานแล้ว เราคิดว่าเราเจริญแล้ว เราเลิศลอยแล้วเปล่าเลย เป็นเรื่องที่เราคิดเอาเอง ฝันไปเองทั้งสิ้น ถ้าหากจะเอาวาทะของชาวญี่ปุ่นผู้นั้นมาเขียนเสียใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง ก็น่าจะได้ข้อความอย่างนี้ว่า “…ข้าพเจ้าได้พบเห็นถนนหนทางในกรุงเทพฯ ช่างสกปรกสิ้นดี เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลร้อยแปด ทำให้คิดว่า เหตุที่ถนนหนทางสกปรกโสมม เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลเช่นนี้คงเป็นเพราะประชาชนชาวไทยมีจิตใจไม่สะอาด ไม่ซื่อสัตย์สุจริตนั่นเอง และการที่ประชาชนชาวไทยมีจิตใจโลเล ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมนั้นก็คงเป็นเพราะผู้ปกครองประเทศมีจิตใจไม่มั่นคง รวนเรเป็นเพราะคณะสงฆ์ไทยไม่มีความสามารถนั่นเอง…” การคิดในแง่ของมุมกลับนี้เอง ที่ทำให้ข้าพเจ้าสะเทือนใจนัก

ศีลธรรมเสื่อม ย่อมหมายถึงมหาชนห่างเหินจากศีลธรรมเพราะเหตุที่พระสงฆ์สาวกผู้เป็นศาสนทายาทเป็นผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนมหาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ฉะนั้นในสมัยใดศีลธรรมเจริญรุ่งเรืองก็หมายความว่า ในสมัยนั้นพระสงฆ์ ซึ่งเป็นศาสนทายาทมีความสามารถสูง ทำงานเพื่อพระศาสนาจริง ๆ โดยไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก ทำงานเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนโดยส่วนเดียว จึงสามารถโน้มน้าวจิตใจมหาชนให้หันมายึดมั่นในทางธรรมได้ ถ้าหากจะคิดโดยหลักปฏิภาคแล้ว ในสมัยนี้ซึ่งเราชอบพูดกันว่า “ศีลธรรมเสื่อม ๆ” นั้น ก็ย่อมหมายความว่า สมัยนี้พระสงฆ์ซึ่งเป็นศาสนทายาทหย่อนสมรรถภาพ มิได้เสียสละเพื่อพระศาสนาจริง ๆ เลย มิได้ทำคนให้เป็นตัวอย่างแก่มหาชนในทางที่ถูกต้องตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จึงไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจมหาชนให้หันมายึดหลักการครองชีวิตโดยธรรมได้้ไม่เพียงแต่เท่านั้น แม้ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถูกทาง พระสงฆ์ก็ยังไม่สามารถทำให้เขาได้เข้าใจพระศาสนาในทางที่ถูกได้เลย อย่าเพิ่งพูดถึงการที่จะโน้มน้าวจิตใจชนต่างชาติศาสนาให้หันมานับถือพระพุทธศาสนาเลย ปัญหาจึงมีอยู่ว่า “ทำอย่างไรพระสงฆ์ไทยจึงจะสามารถทำให้ประชาชนในเมืองไทยนี้แหละนับถือพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกได้?” ถ้าพระสงฆ์ไทยแก้ปัญหาข้อนี้ได้ ก็น่าพอใจแล้ว อย่างเพิ่งก้าวให้ไกลเกินกว่านั้นเลย!

การเชื่อถืออย่างงมงาย การเชื่อถือโชคลางของขลังนั้น หาใช่วิสัยของชาวพุทธที่แท้จริงไม่ ชาวพุทธที่แท้นั้นจะต้องนับถือพระพุทธศาสนาโดยใช้หตุผลเข้าจับ ถ้าผู้ใดใช้เหตุผลพิจารณาก่อนแล้วจึงเชื่อถือ ความเชื่อถือของผู้นั้นย่อมมั่นคง ไม่มีใครที่จะสามารถไปเปลี่ยนใจเขาได้ ถ้าผู้ใดเชื่อถือศาสนาอย่างงมงายไปในทางที่ผิด ไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาจะต้องหันไปถือศาสนาอื่น ๆ อีก เพราะความไม่แน่นอนของเขา ผู้ที่ยังไม่เข้าใจศาสนาได้ถูกต้องตามความเป็นจริงย่อมหันเหความเชื่อถือของตนไปตามคนอื่นได้ง่าย บางทีก็ถูกพรรคพวกดึงไปบ้าง บางที่ก็หลงลมเขาไปเองบ้าง นี้ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อม ทำให้ศีลธรรมเสื่อม พระสงฆ์ไทยจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ก่อนอื่น เราต้องพิจารณาหาเหตุผลเสียก่อนว่า เหตุใดเราจึงไม่สามารถชักจูงโน้มน้าวจิตใจประชาชนให้หันมาสนใจศาสนาให้หันมาสนใจธัมมะธัมโมได้เท่าเทียมกับที่ท่านบุรพาจารย์ของเราได้เคยทำมาแล้วเล่า ทั้งนี้ข้าพเจ้าคิดว่า หาใช่อื่นไกลเลย คงเป็นเพราะเราขาดเครื่องมือที่จะใช้เป็น สะพาน เพื่อทอดไปยังประชาชนทุกชาติชั้นวรรณะนั่นเอง เราอาจเข้าถึงจิตใจประชาชนชั้นปัญญาชนน้อยเกินไป และที่เข้าถึงโดยมากก็ไม่ใช่โดยอาศัยหลักวิชาการทางศาสนาที่แท้จริงเลย นอกจากเขาจะมีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาเชื่อถือตามประเพณีเป็นทุนอยู่บ้างแล้ว โดยมากก็เป็นทางโชคลางเสียมากกว่า ข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นเพราะเราขาดความรอบรู้วิทยาการในสาขาต่าง ๆ อันจะใช้เป็นมูลฐาน หรือใช้เป็นสะพานทอดไปยังมหาชนนั่นเอง

ในสมัยพุทธกาล พระมหาสาวกทั้งหลายซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการช่วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศพระศาสนารวมทั้งการติดต่อกับมหาชนด้วยนั้น แต่ละท่านล้วนแต่เคยเป็นคณาจารย์เอก เป็นกษัตริย์ เศรษฐี คหบดี และผู้ได้ศึกษาจบไตรเพทซึ่งถือกันว่าเป็นศาสตร์ที่สูงสุดในสมัยนั้นมาก่อนด้วยกันทั้งสิ้น คือถ้าไม่เป็นผู้มีเกียรติ เป็นที่เคารพนับถือของมหาชนมาก่อน ก็ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างสูงยิ่งมาก่อนแล้วทั้งนั้นเช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ (นักศึกษา) พระอุรุเวลกัสสป (คณาจารย์เอก) พระมหากัจจายนะ (เศรษฐี) พระอานนท์พระภัททิยะ (กษัตริย์) พระปุณณะมันตานีบุตร (คหบดี) พระกาฬุทายี (มหาอำมาตย์) พระมหากัสสป (เศรษฐี) เป็นต้น แต่ก็มิได้หมายความว่าผู้ที่เกิดในตระกูลชาวไร่ชาวนาหรือสามัญชนอื่น ๆ จะไม่มีโอกาสสร้างตัวเองให้เป็นบุคคลสำคัญ จนได้รับยกย่องไว้ในตำแหน่งที่สูงก็ยิ่งมีเหมือนกัน เช่น พระอุบาลี (ช่างตัดผม) พระองคุลิมาล (มหาโจร) เป็นต้น

แต่ทว่า ผู้ที่จะสามารถนำพระธรรมคำสั่งสอนไปแจกจ่ายให้ชาวโลกได้เข้าใจนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ผู้ที่มีฐานความรู้ดียิ่งหรืออย่างน้อยก็ให้ทัดเทียมกับมหาชนทั่ว ๆ ไปก่อน ถึงจะไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็ต้องพอที่จะใช้เป็นสะพานทอดไปถึงกันได้ เพื่อที่จะได้พูดกันรู้เรื่องบ้าง แล้วจะได้เอาธรรมะสอดแทรกได้ตามควรแก่โอกาสและสถานะ นอกจากพระสงฆ์จะต้องมีความประพฤติ มีจริยธรรมสูงกว่ามหาชนแล้ว ในด้านความรู้ พระสงฆ์ก็จำต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่ามหาชนด้วย พระสงฆ์ต้องทำตนประดุจ “ต้นน้ำ” ซึ่งตามปกติอยู่ในที่สูง เพื่อที่จะได้แจกจ่ายธาราคือ จริยธรรมอมฤตธรรมไปให้มหาชนซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่มกว่าได้ ถ้าพระสงฆ์ทำตนประดุจที่ลุ่ม ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะไหลทวนกระแสขึ้นไปยังที่ตอนใต้ นอกจากผู้ที่ต้องการจะมาตักกินเองเท่านั้นแล้ว บางทีเขาก็อาจไม่ทราบเลยว่ามีแอ่งน้ำอยู่ที่ไหนบ้าง และน้ำในที่นั้นจะมีอันตรายหรือไม่เขาก็ไม่ทราบ ถ้าไม่จำเป็นเขาก็อาจไม่กินน้ำนั้นเลย เพราะน้ำที่ขังอยู่นิ่ง ๆ เราจะไปทราบได้อย่างไรว่ามีใครเอายาพิษไปใส่ไว้หรือเปล่าแต่น้ำที่มีปกติไหลอยู่เป็นนิจนั้น แม้จะมีใครเอายาพิษไปใสไว้ก็ยังมีเวลาหมดไปตามกำลังไหลของน้ำ ฉะนั้นในฐานะที่พระสงฆ์เป็นศาสนทายาทที่ประกอบไปด้วยเมตตากรุณาคต่อชาวโลก ในฐานะที่เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชาวโลกก็ควรที่จะหลั่งน้ำอมฤตธรรม น้ำแห่งจริยธรรมไปให้ชาวโลกผู้กำลังกระหายอยู่ได้ลิ้มรสบ้างเถิด อย่ามัวคอยให้ชาวโลกต้องเที่ยวเสี่ยงตักน้ำบ่อไปกินเลย เพราะอาจไปเจอน้ำที่เจือยาพิษก็ได้ “เพราะน้ำไหล (ตลอดเวลา) มีคุณมากกว่าน้ำนิ่ง”

นอกจากพระสงฆ์จะต้องมีความประพฤติดีปฏิบัติชอบ และมีความรู้สูงแล้ว พระสงฆ์ยังจำต้องเป็นนักเสียสละด้วย พระสงฆ์ต้องมีอุดมคติแห่งการเสียสละเสมอ เราควรที่จะหันความสนใจไปดูนักบวชในศาสนาอื่น ๆ บ้าง เช่น ในคริสต์ศาสนา เป็นต้น นักบวชของเขา นอกจากจะต้องมีความรู้ความประพฤติสูงแล้ว เขายังเป็นนักเสียสละอย่างเอกอุอีกด้วย เขายอมทนต่อความลำบากตรากตรำเพื่อนำคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ไปประกาศเพื่อให้ชาวโลกได้ดื่มด่ำในพระเจ้า เขาทำงานกันจริง ๆ จัง ๆ แต่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ มีไหมที่ได้เจริญรอยตามยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ ตลอดจนบุรพาจารย์ของเรา เราตื่นตัวกันบ้างหรือยัง? ข้าพเจ้าคิดว่า แม้แต่เพียงกระฝึกของเขาเราก็ยังไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้ พระสงฆ์เฉพาะในเมืองไทยเป็นผู้ติดถิ่น พระสงฆ์ในเมืองไทยยังเป็นตัวของตัวเองน้อยเกินไป พระสงฆ์ในเมืองไทยที่เป็นนักเสียสละเพื่อพระศาสนาจริง ๆ มีน้อยเหลือเกิน พระสงฆ์เมืองไทยยังไม่มีสมรรถภาพพอที่จะไปประกาศพระศาสนาเพื่อให้ชาวโลกได้พบแสงแห่งสัจธรรมหรือไร? คงเป็นเพราะเหตุนี้เอง พระพุทธศาสนาเมื่อเข้ามาถึงเมืองไทยแล้ว จึงมาชะงักอยู่แค่นี้เอง ไม่มีใครสามารถทำให้แผ่กว้างออกไปอีกเลยน่าอนาถนัก! ตื่นเถิดสงฆ์ไทย ขอให้พวกเรามาช่วยกันทำหน้าที่ศาสนทายาทให้สมบูรณ์เสียทีเถิด จงเป็นตัวอย่างที่ดีของมหาชนทั้งในด้านความประพฤติปฏิบัติ และในด้านการเสียสละเพื่อพระศาสนาเถิด!

ถ้าพระสงฆ์เป็นตัวอย่างที่ดีของมหาชน ถ้าพระสงฆ์ประพฤติดีปฏิบัติชอบแล้ว มหาชนก็จะพลอยเป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไปด้วย ถ้าพระสงฆ์มีความสมัครสมานสามัคคีกันแล้ว มหาชนก็คงจะสมัครสมานสามัคคีกันด้วย แต่นี่! พระสงฆ์เองก็ยังแตกความสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ยังแยกกันเป็นนิกายเป็นพรรคเป็นพวกเช่นนี้ แล้วจะสอนประชาชนให้สมัครสมานสามัคคีกันได้อย่างไร อย่างนี้เป็นการถูกต้องแล้วหรือ? เหมือนครูสอนเด็กว่า “สุราไม่ดีนะเธอ เธออย่าไปดื่มมันเป็นอันขาด” แต่แล้วพอโรงเรียนเลิก ครูก็กลับไปดื่มสุราเสียเอง เมาแอ๋ไปทีเดียว อย่างนี้ยังจะชื่อว่าเป็นครูดีไม่ได้ก่อน ถ้าเป็นอย่างนี้ คำพูดของครูก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ทำให้เกิดผลอะไรเลย เพราะครูทำตัวอย่างไม่ดีให้เด็กเห็น เด็กก็จะคิดว่าครูหลอกมากกว่า เด็กก็ต้องคิดว่า สุราต้องดีแน่ ครูจึงดื่มแล้วเด็กก็จะลองดื่มบ้าง แล้วครูไปดุเด็ก อย่างนี้จะถูกหรือ? เข้าทำนอง “แม่ปูกับลูกปู” เสียมากกว่า ก่อนที่แม่ปูจะดุลูกว่าเดินไม่ตรงนั้น แม่ปูก็ควรที่จะได้พิจารณาดูตัวเองเสียก่อนว่า ตนน่ะเดินตรงแล้วหรือ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พระสงฆ์ก็มีอุปไมยฉันนั้น ก่อนที่จะคิดว่าประชาชนไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมซึ่งเป็นเหตุทำให้ศีลรรรมเสื่อมนั้น ก็ควรที่จะได้พิจารณาดูตัวเองเสียก่อนว่า ได้ประพฤติตนถูกต้องควรที่จะเป็นเนดติแบบฉบับของมหาชนแล้วหรือยัง?

เท่าที่ข้าพเจ้าได้เขียนมานี้ก็ด้วยหวังดีต่อพระศาสนาในฐานะที่เป็นชาวพุทธผู้หนึ่ง ปรารถนาที่จะได้เห็นพระสงฆ์ไทยได้นำพระธรรมไปเผยแพร่แก่ชาวโลกอย่างยิ่ง เพียงเท่านี้ ท่านพอจะจับจุดได้หรือยังว่า ทำไมศีลธรรมจึงเสื่อม? ตัวศีลธรรมเองเสื่อมหรืออะไรเสื่อมแน่? เราจะแก้ที่จุดไหน? แค่เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ที่ปลายเหตุ เพราะหากว่าเราไปแก้ที่ปลายเหตุแล้ว เราก็ต้องแก้กันโดยไม่มีจุดจบ! ข้าพเจ้าขอฝากข้อคิดนี้ไว้หนักศาสนาทั้งหลายได้โปรดนำไปพิจารณา โดยความเป็นธรรมด้วย.

 

 

 

 

๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๙

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com