ความวิปริตของโลก

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

แม้ว่าเขตฤดูฝนจะหมดไปแล้ว แต่ฝนก็หาได้หยุดไปตามด้วยไม่และยังไม่มีเค้าจะหยุดเอาง่าย ๆ ด้วย แต่ตอนฤดูฝนพระพิรุณกลับหาโปรยสายฝนลงมาไม่ ซึ่งทำให้ชาวไร่ชาวนาซึ่งคอยหวังที่จะพึ่งธรรมชาติต้องน้ำตาตกไปตาม ๆ กัน เพราะจนเดือน ๗ – ๘ แล้ว จะหาฝนทำยาก็ทั้งยาก แม้จะตกมาบ้างก็หาเพียงพอที่จะทำไร่ไถนาไม่ฝนได้ล่ามาจนถึงปลายพรรษาจึงได้โหมลงมาอย่างรุนแรงพอที่จะทำนาได้บ้าง แต่พอทำได้ ข้าวกล้ายังไม่ทันตั้งตัวเลย ท่านก็โหมลงมาใหญ่ จนเกิดน้ำท่วมทั่วไปหมด ข้าวกล้าต้องลอยเป็นแพ จึงเป็นอันว่าราษฎรซึ่งคอยหวังพึ่งรัฐบาลก็พึ่งไม่ได้ จะพึ่งธรรมชาติหรือธรรมชาติก็ไม่อำนวย ต้นปีฝนแล้ง กลางปีน้ำท่วม น่าอนาถ! ชาวนาผู้ได้รับสมญาว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาตินั้น บัดนี้กระดูกสันหลังของชาติเดาะแล้ว หรือบางคนก็หักไปแล้ว ใครเล่าจะช่วย? ใครจะเป็นนายแพทย์รักษาให้ชาวนาได้คงความเป็นกระดูกสันหลังของชาติต่อไป ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความวิปริตแปรปรวนของธรรมชาตินั่นเอง

อะไรหนอเป็นหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติต้องแปรปรวนไปเช่นนี้ ถ้าจะเปิดพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ ดูแล้วจะเห็นว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงมูลเหตุแห่งความวิปริตของธรรมชาติไว้ว่า “ยสฺม ภิกฺขเว สมเย ราชาโน อธมฺมิกา โหนฺติ ฯลฯ พลวนฺโต จ อปฺปาพาธา จาติ” ซึ่งแปลว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ผู้ปกครองรัฐไม่ดำรงอยู่ในธรรม ในสมัยนั้น แม้ข้าราชการก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เมื่อข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พวกพราหมณ์และคฤหบดีก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พวกชาวนิคม ชาวชนบทก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ย่อมโคจรคลาดเคลื่อน

เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรคลาดเคลื่อน ดาวนักษัตรทั้งหลายก็ย่อมโคจรคลาดเคลื่อน

เมื่อดาวนักษัตรทั้งหลายโคจรคลาดเคลื่อน วันคืนย่อมคลาดเคลื่อนไป

เมื่อวันคืนคลาดเคลื่อนไป เดือนและกึ่งเดือนก็ย่อมคลาดเคลื่อน

เมื่อเดือนและกึ่งเดือนคลาดเคลื่อน ฤดูและปีก็ย่อมคลาดเคลื่อน

เมื่อฤดูและปีคลาดเคลื่อน ลมก็พัดผิดปกติ (คือแรงและอ่อนเกินไป)

เมื่อลมพัดผิดปกติ พวกมนุษย์ปราศจากธรรมะย่อมเดินผิดทาง

เมื่อมนุษย์ปราศจากธรรมะเดินผิดทาง พวกเทวดาย่อมไม่พอใจ

เมื่อเทวดาไม่พอใจ ฝนย่อมไม่หลั่งท่อธารโดยชอบ (คือไม่ตกต้องตามฤดูกาล)

เมื่อฝนไม่หลั่งท่อธารโดยชอบ ข้าวกล้าย่อมแก่ไม่เสมอกัน

มนุษย์บริโภคข้าวกล้าแก่ไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุสั้น มีผิวพรรณเศร้าหมอง มีกำลังน้อย มีอาการเจ็บป่วยมาก”

(จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ ข้อ ๗๐ หน้า ๙๗)

 

เมื่อเราได้ทราบเช่นนี้แล้ว ก็พอจะสาวไปหาต้นเหตุได้แล้วใช่ไหมว่า อะไรเป็นต้นเหตุทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดู ถ้าเราสืบเป็นเปลาะ ๆ ไปก็จะได้เป็นดังนี้

เหตุที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เพราะมนุษย์ปราศจากมรรคา (ไม่รู้หลักธรรม) ดำเนินชีวิตผิดทำนองคลองธรรม

เหตุที่มนุษย์ปราศจากมรรคา ดำเนินชีวิตผิด ๆ เพราะลมพัดผิดปกติ

เหตุที่ลมพัดผิดปกติ เพราะฤดูและปีคลาดเคลื่อน

เหตุที่ฤดูและปีคลาดเคลื่อน เพราะเดือนและกึ่งเดือนคลาดเคลื่อน

เหตุที่เดือนและกึ่งเดือนคลาดเคลื่อน เพราะวันคืนคลาดเคลื่อน

เหตุที่คืนและวันคลาดเคลื่อน เพราะดาวนักษัตรโคจรคลาดเคลื่อน

เหตุที่ดาวนักษัตรโคจรคลาดเคลื่อน เพราะพระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรคลาดเคลื่อน

เหตุที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจรคลาดเคลื่อน เพราะชาวนิคมชนบท (หมายถึงประชาชนทั่วไป) ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เหตุที่ประชาชนไม่ตั้งอยู่ในธรรม เพราะพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เหตุที่พราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม เพราะข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เหตุที่ข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม ก็เพราะผู้ปกครองรัฐไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั่นเอง

โดยวิธีการสืบสาวทีละเปลาะ ๆ เช่นนี้เราก็พอจะจับหลักได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุต้นตอที่ทำให้ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สาเหตุหรือต้นตอใหญ่ก็เพราะ “ผู้ปกครองรัฐไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั่นเอง”

เพราะหัวหน้าไม่ตั้งอยู่ในธรรม คดโกงเสียเองแล้ว จะให้ผู้อยู่ในปกครองเป็นคนดี ตั้งอยู่ในธรรมไม่คดโกงอย่างไรได้ เพราะผู้ปกครองเป็นตัวอย่างของประชาชน ถ้าผู้ปกครองไม่ดี จะให้ประชาชนข้าราชการดีได้อย่างไร ในเรื่องนี้ขงจื๊อได้ถูกถามว่า “อารยธรรมของมนุษย์นั้นมีหลักอะไรที่สำคัญที่สุด”

ขงจื๊อตอบว่า “รัฐบาล”

และเมื่อถูกถามต่อไป “รัฐบาลต้องมีหลักปฏิบัติอย่างไรที่สำคัญที่สุด”

ขงจื๊อตอบว่า “ปฏิบัติให้ถูกนั่นแหละสำคัญที่สุด เมื่อผู้ปกครองปฏิบัติถูก ราษฎรก็ตามถูก ราษฎรย่อมทำตามผู้ปกครองถ้าผู้ปกครองไม่นำ ราษฎรก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถูก ผู้ปกครองเปรียบเหมือนลม ราษฎรเปรียบเหมือนหญ้า หญ้าย่อมลู่ไปตามลม”

เมื่อถูกถามต่อไปอีกว่า “รัฐบาลปกครองราษฎรอย่างไรจึงจะดี?”

ขงจื๊อตอบว่า “ราษฎรต้องมีพอกิน ต้องมีทหารพอป้องกันตัว และราษฎรต้องมีความเชื่อมั่นในผู้ปกครอง”

เมื่อถูกถามต่อไปว่า “ที่ว่ามานี้อย่างไหนสำคัญที่สุด”

ขงจื๊อได้ตอบว่า “ความเชื่อมั่นในผู้ปกครองสำคัญมากที่สุดคนเราเกิดมาแล้วก็ตายไป แต่ชาติใด ถ้าราษฎรไม่เชื่อผู้ปกครองแล้วชาตินั้นเป็นตั้งอยู่ไม่ได้”

นี่เป็นทรรศนะหนึ่งของขงจื๊อ ขงจื๊อเห็นว่าผู้ปกครองสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นตัวอย่าง เป็นแบบฉบับของประชาชนเพราะฉะนั้นราษฎรจึงควรเคารพเชื่อฟังรัฐบาล แต่นั่นต้องหมายความว่ารัฐบาลนั้นต้องเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมจริง ๆ ถ้ารัฐบาลไม่ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ก็หาควรที่ราษฎรจะยึดเป็นแบบอย่างไม่

เมื่อเราทราบตามหลักที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานให้แล้วว่า อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ฤดูกาลวิปริตแปรผัน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเช่นนี้แล้ว การที่จะหาทางแก้ไขก็ไม่ยาก เพราะสิ่งใดมีเหตุเป็นแดนเกิด การที่จะแก้ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งก็อยู่ในวิสัยพอจะแก้ได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันแก้

พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไปอีกว่า :

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใดผู้ปกครองดำรงอยู่ในธรรมในสมัยนั้น แม้บรรดาข้าราชการก็ดำรงอยู่ในธรรมด้วย

เมื่อข้าราชการดำรงอยู่ในธรรม แม้พวกพราหมณ์คฤหบดีก็ตั้งอยู่ในธรรมด้วย

เมื่อประชาชนตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็โคจรไม่คลาดเคลื่อนด้วย

เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่คลาดเคลื่อน วันคืนก็ไม่คลาดเคลื่อนไปด้วย

เมื่อวันคืนไม่คลาดเคลื่อน เดือนและกึ่งเดือนก็ย่อมไม่คลาดเคลื่อน

เมื่อเดือนและกึ่งเดือนไม่คลาดเคลื่อน ถดูและปีก็ย่อมไม่คลาดเคลื่อน

เมื่อฤดูและปีไม่คลาดเคลื่อน ลมก็ย่อมพัดตามปกติ

เมื่อลมพัดตามปกติ มนุษย์ก็มีทางเดิน ย่อมเดินไปไม่ผิดทาง

เมื่อมนุษย์มีทางเดิน และเดินไม่ผิดทาง พวกเทพยดาย่อมพอใจ

เมื่อเทพยดาพอใจ ฝนย่อมหลั่งท่อธารให้โดยชอบ

เมื่อฝนหลั่งท่อธารให้โดยชอบ ข้าวกล้าย่อมแก่เสมอกัน

เมื่อมนุษย์ได้บริโภคข้าวกล้าที่แก่เสมอกัน ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณผ่องใส มีกำลังมาก มีป่วยไข้น้อย”

(จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ ข้อ ๗๐ หน้า ๙๘)

 

โดยวิธีสาวไปหาต้นเหตุทีละเปลาะ ๆ เราก็จะพบวิธีที่เราจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลได้ นั่นคือผู้ปกครองประเทศ หรือรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม แต่ใครเล่าจะเป็นหนูที่อาสาเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว

จากพระพุทธดำรัสในเรื่องนี้ ทำให้เราพบวิธีทำให้อายุยืนด้วยพระพุทธองศ์ได้ประทานโอสถขนานอายุวัฒนะให้แล้ว แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการที่ผู้ปกครองประเทศต้องอยู่ในธรรม

จากพระพุทธดำรัสข้อนี้เอง ที่ทำให้เห็นพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ พระองค์ทรงทราบถึงเรื่องสุริยจักรวาลเป็นอย่างดี นับว่าเป็นความรู้ที่เรียกว่าได้ก้าวหน้าเกินยุคทีเดียว และยิ่งซึ้งไปกว่านั้นก็คือ พระองค์ทรงทราบเหตุที่ทำให้ดินฟ้าอากาศวิปริตแปรปรวน ซึ่งเป็นความคิดที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

ถ้าเราต้องการอยู่กันโดยสงบสันติสุขแล้ว ก็ขอให้ทุกท่านช่วยกันสังคายนาตัวเอง และที่สำคัญที่สุด ขอท่านผู้ปกครองประเทศทั้งหลายจงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมเถิด เลิกคดโกงตลบตะแลงปลิ้นปล้อนหลอกลวงกันเสียที เพื่อประชาชนจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสมดังที่ท่านได้ตั้งประณิธานและให้สัญญาแก่ประชาชนไว้.

 

 

 

 

 

 

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๐

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com