ศีลธรรม กับ แผนการศึกษาของชาติ

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

ทุกประเทศเขาจะต้องกำหนดแผนการศึกษาของชาติเอาไว้เพื่อชี้ชัดให้เห็นว่า นโยบายการศึกษาของชาตินั้นมีแนวไปในทางไหนในสมัยก่อนประเทศไทยได้วางแผนการศึกษาไว้ ๓ องค์ด้วยกัน คือ :

๑. พุทธิศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทั่ว ๆ ไป

๒. จริยศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับศีลธรรม

๓. พลศึกษา การศึกษาเพื่อความสมบูรณ์แห่งพลานามัย

ในสมัยก่อน เราเห็นว่าเพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับการศึกษาของชาติ และเราก็ได้ดำเนินการศึกษาในรูปนี้มาเป็นเวลานาน เพิ่งจะมาปรับปรุงแก้ไขกันใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่เอง โดยพิจารณาเห็นว่าการเรียนรู้แต่เพียงทฤษฎีอย่างเดียวหาสามารถนำไปสู่ความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริงไม่ ทั้งนี้เพราะขาดการปฏิบัติ จึงไม่มีความชำนาญ ในที่สุดก็ตกลงกำหนดแผนการศึกษาของชาติใหม่ เป็น ๔ องค์ด้วยกัน คือ :

๑. พุทธิศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทั่ว ๆ ไป

๒. จริยศีกษา การศึกษาเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา

๓. พลศึกษา การศึกษาเพื่อสร้างพลานามัยให้สมบูรณ์

๔. หัตถศึกษา การศึกษาให้หนักไปในทางภาคปฏิบัติ

หัตถศึกษานี้ความจริงเดิมก็มีอยู่แล้ว แต่ยังมีน้อยไปเท่านั้นเอง ที่เราเพิ่มขึ้นมาเช่นนี้ก็เพราะอิทธิพลของตะวันตกนั่นเอง ซึ่งเป็นการวางแผนการศึกษาตามระบบที่เรียกว่า FOUR H’S เพราะในองค์แห่งการศึกษาทั้ง ๔ นั้น ในภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วยตัว H ทั้งสิ้น พุทธิศึกษา ตรงกับ HEAD คือต้องใช้สมอง จริยศึกษา ตรงกับ HEART เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ พลศึกษา ตรงกับ HEALTH เพราะเกี่ยวกับสุขภาพพลานามัย และ หัตถศึกษา ตรงกับ HAND เพราะเกี่ยวกับภาคปฏิบัติที่ต้องใช้มือเป็นส่วนใหญ่ ทั้งหมดในภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วย H ทั้งนั้น

ความจริงแผนการศึกษาที่ได้กำหนดไว้นี้ก็นับว่าไม่เลวเลยหากเราสามารถปฏิบัติตามได้ แต่ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมหนอเมืองไทยทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองพุทธ แผนการศึกษาก็มี และได้กำหนดไว้อย่างงดงามที่เดียว แต่ทำไมเมืองไทยจึงเต็มไปด้วยการคดโกงฉ้อราษฎร์บังหลวง ตลบตะแลง และเบียดเบียนรังแกซึ่งกันและกันอยู่ คิด ๆ ดูแล้วก็น่าเศร้าใจ ใครมีโอกาสก็สาวได้สาวเอา ไม่อนาทรร้อนใจเลยว่า ใครจะเดือดร้อนบ้าง เมืองไทยเต็มไปด้วยคนที่เห็นแก่ตัว จะว่ารัฐบาลวางแผนการศึกษาผิดพลาดก็ไม่เชิง แต่ทำไมหนอผู้ที่ได้รับการศึกษาที่เราเรียกกันว่าอยู่ในเกณฑ์ดีนั้น จึงมักไม่เป็นคนดีดังที่เราคิด การศึกษาไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะศึกษากันทำไม? เพราะผลก็ไม่แตกต่างอะไรกันแต่ก็อาจเป็นไปได้ที่เราศึกษากันก็เพื่อหาวิธีคดโกงให้ได้แนบเนียนที่สุดนั่นดูจะถูกกว่า

การที่เราจะแก้ปัญหาใด ๆ นั้น ต้องแก้กันให้ถูกจุด ถ้าแก้ไม่ถูกจุดแล้ว เราจะต้องแก้กันไม่หยุดหย่อน เหมือนกับในกรุงเทพฯ นี้มียุงมาก ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยยุง เกือบจะเรียกว่า KINGDOM OF MOSQUITOES ได้แล้ว เราได้เคยปราบยุงกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ยุงก็หาได้สงบหรือเพลาลงไม่ ดูกลับทำให้ยุงคึกคักขึ้นอีก และดูจะทวีจำนวนมากขึ้นทุกที ถึงกับฝรั่งต้องออกปากว่า “ยุงเมืองไทยนี้หัวแข็งจังเลย” ข้าพเจ้าคิดว่า การแก้แบบที่ดำเนินอยู่นี้จะไม่ได้รับผลสำเร็จเลย เพราะเราใช้วิธีปราบด้วยดีดีที่ข้าพเจ้าเห็นภาพเจ้าหน้าที่เดินท่อม ๆ ไปฉีดดีดีทีตามบ้านแล้วนึกขำแกมสังเวชใจ เราไม่พิจารณากันเลยว่า บ่อเกิดของยุงนั้นอยู่ที่ไหน กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคลอง จนได้รับฉายาว่า เวนิสตะวันออก แต่ละคลองในกรุงเทพฯ นั้นเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ใช้การเกือบไม่ได้ ขณะนี้ก็ดิ้นเขินเกือบหมดแล้ว แต่ละคลองดูเป็นแหล่งเพาะยุงมากกว่า เพราะเต็มไปด้วยน้ำเน่าไม่มีการถ่ายเท เป็นน้ำนิ่งอยู่ตลอดกาล จึงเป็นแหล่งเพาะยุงได้อย่างดีทีเดียว นอกจากนั้นคลองในกรุงเทพฯ ยังมีลักษณะเหมือนส้วมสาธารณะอีกด้วย เมื่อน้ำลด ลมโชยมา เราจะได้กลิ่นจากคลองไม่ผิดอะไรกับส้วมแตกเลย นี่หรือกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นตามใต้ถุนบ้านและห้องแถวทั่ว ๆ ไปในพระนครหลวงนี้ยังเป็นที่ลุ่ม เต็มไปด้วยน้ำครำ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะยุงได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยแหล่งเลี้ยงยุง แหล่งเพาะยุง แล้วเพียงแต่จะเอาดีดีทีไปฉีดอย่างฉาบฉวยนั้น จะแก้ไขได้หรือ การแก้แบบนี้ไม่ใช่เป็นที่การแก้ที่ต้นเหตุ เป็นการแก้ปลายเหตุ จึงได้ผลน้อยมาก แล้วในที่สุดยุงก็คงมีมากอยู่เช่นเคย หรือจะมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เหมือนกับต้นไม้ที่มีผลเป็นพิษ เราจะยังมัวคอยเก็บผลทิ้งอยู่ทุกปี ๆ หรือ เมื่อเราไม่ต้องการ ทำไม่ไม่ตัดรากขุดเหง้ามันทิ้งเสียเล่า ถ้าจะคอยเก็บผลทิ้งอยู่เรื่อย ๆ แล้ว เมื่อไรจะสิ้นสุดกันเสียที ยิ่งนานวันนานปี ต้นไม้นั้นก็จะใหญ่โตขึ้นทุกที นั่นก็หมายความว่ามันจะผลิตผลมาให้เราเก็บมากขึ้น เราจะต้องมีภาระมากขึ้นจนไม่มีโอกาสไปทำอะไรอื่นถ้าหากเราจะดัดรากขุดเหง้ามันเสียทีเดียวแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลที่จะมาเก็บผลมันทิ้งอีก และก็คงไม่ต้องมีใครเสียชีวิตเพราะไปเก็บผลมันมากินโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่ การปราบยุงก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่คอยแต่ฉีดดีดีทีฆ่ายุงเท่านั้น เราควรจะได้พิจารณาดูว่า ที่ใดเป็นแหล่งเพาะยุง เราต้องรีบแก้ไขเสีย ที่ใดราบลุ่มมีน้ำขัง น้ำครำ เป็นแหล่งเพาะยุงก็รีบกลบเสีย คลองไหนสกปรกไม่สามารถถ่ายเทได้ ก็ต้องหาวิธีระบายให้น้ำได้ถ่ายเทได้ตลอดเวลา ถ้ายังคิดจะใช้อยู่ ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เราไม่ต้องการใช้แล้ว ก็ถมเสียเลยก็สิ้นเรื่องไป

แผนการศึกษาของชาติก็เช่นเดียวกัน นับว่าเราได้วางไว้อย่างบรรเจิดเพริศพริ้งทีเดียว แต่ทำไมหนอ ผลที่ได้รับจึงไม่เพริศพริ้งไปด้วย ทฤษฎีใช้ไม่ได้ หรือว่าภาคปฏิบัติไม่ดีกันแน่ถ้าเราพิจารณาดูแผนการศึกษาของชาติแล้วเกือบจะหาที่ติไม่ได้เลยหากเราจะดำเนินการตามแผนการศึกษานั้นอย่างถูกต้องแล้วประเทศไทยคงประสบความเจริญรุ่งเรื่องทั้งในด้านวัตถุ และในด้านจิตใจอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย แค่โดยเหตุที่ภาวการณ์ในเมืองไทยขณะนี้ เรายังไม่อาจรับรองได้เลยว่าอยู่ในภาวะที่สงบเรียบร้อยทั้ง ๆ ที่ในเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศ ต่างก็เป็นผู้ที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่คำสอนในพระพุทธศาสนาก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อให้ประชาชนละชั่วประพฤติดีทั้งสิ้น แต่ทำไมเมืองไทยจึงไม่อยู่ในภาวะที่สงบเรียบร้อยได้ ไม่ว่าที่ใดต่างก็บ่นเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน การคดโกงหลอกลวงก็มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง นับว่าเป็นเรื่องน่าคิดมาก

ทั้ง ๆ ที่แผนการศึกษาของชาติก็งามหรู มีพร้อมทั้งในด้านวิชาการและจริยธรรม แต่ทำไมบ้านเมืองจึงยังเดือดร้อนอยู่ เราจึงควรจะมองให้ซึ้งลงไปอีกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด เราได้ดำเนินการตามแผนการศึกษาของชาติที่ได้วางไว้แล้วแค่ไหนเพียงไร ถ้าเราจะได้พิจารณาดูถึงวิธีการแล้ว เราจะเห็นว่ายังมีอะไรขาดตกบกพร่องอยู่มากทีเดียว และเป็นความบกพร่องที่ร้ายแรงมาก เป็นจุดเสื่อมโทรมแห่งศีลธรรมอันดีงามอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะการได้วางแผนการศึกษาของชาติไว้ว่ามี ๔ องค์นั้น ย่อมเป็นการยืนยันอยู่แล้วว่า แต่ละองค์แห่งการศึกษานั้นมีความสำคัญเท่า ๆ กันนี่เป็นโดยทฤษฎี แต่โดยภาคปฏิบัติแล้วเราให้ความสำคัญเท่าเทียมกันบ้างหรือเปล่า? เราจะเห็นว่าการศึกษาของเราหนักไปทางพุทธิศึกษาอย่างที่สุด จนลืมนึกถึงความสำคัญของการศึกษาในแขนงอื่น ๆ ไป โดยเฉพาะจริยศึกษาเกือบไม่ได้รับความสนใจเลย เพราะวิชาศีลธรรมหรือศาสนานั้น เป็นเพียงวิชาแฝงเท่านั้นเอง ไปรวมอยู่กับวิชาหน้าที่พลเมืองบ้าง ไปขึ้นอยู่กับวิชาสังคมศึกษาบ้างเพียงแต่จะเป็นเอกราชอยู่ตามลำพังก็ไม่มี จริยศึกษาจึงเป็นวิชาแฝงที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญเลย แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นเจ้าของนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติก็หาได้คำนึงหรือเหลียวแลถึงความจริงข้อนี้ไม่ จากคะแนนรวมทั้งหมดตั้ง ๘๐๐ – ๑,๐๐๐ คะแนนนั้น วิชาศีลธรรมมีราคาเพียง ๑๕ – ๒๐ คะแนนเท่านั้น จริยศึกษาซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นองค์หนึ่งแห่งการศึกษาของชาตินั้น มีความสำคัญเพียง ๑.๕ – ๒% เท่านั้นเอง

ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ถ้าเราตีราคาขึ้นมาแล้ว ค่าก็เท่ากับราคานั้นเอง แต่ของมีค่านั้นไม่จำเป็นต้องมีราคาเสมอไป ของบางอย่างมีค่าจนกระทั่งตีราคาไม่ได้ อย่างพระแก้วมรกตเป็นสิ่งที่ล้ำค่า เราไม่อาจตีราคาได้ ถ้าหากเราตีราคาสัก ๒๐๐ ล้านบาท พระแก้วมรกตย่อมเสื่อมค่าลง เพราะมีค่าเพียง ๒๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เงิน ๒๐๐ ล้านบาทพอหาได้ไม่ยากนักในโลกนี้ แต่พระแก้วมรกตนั้น เราจะไปหาที่ไหนอีกเล่า ไม่มีอีกแล้ว ฉะนั้นของที่มีค่าจึงอาจไม่มีราคาก็ได้ ส่วนของที่ตีราคาแล้วก็หมายถึงว่ามีค่าเท่ากับราคานั้นเอง ศีลธรรมมีความหมายลึกซึ้งมากสำหรับประเทศชาติและประชาชนชาวโลก เพราะถ้าถิ่นใด ประเทศใด มีแต่พลเมืองที่ไร้ศีลธรรมแล้วประเทศนั้นจะหาความสงบสุขไม่ได้เลย บ้านเมืองจะเดือดร้อนเต็มไปด้วยการคดโกงตลบตะแลง ตีรันฟันแทงกันอยู่เสมอ ความรู้ยิ่งมีมากเท่าใด ถ้าหากขาดธรรมะประจำใจแล้ว ย่อมมีโทษมากเท่านั้นเพราะความรู้ทั่ว ๆ ไปคือพุทธิศึกษานั้นเอง เปรียบประดุจมีดสองคมอาจเป็นได้ทั้งประโยชน์และโทษ แล้วแต่จะใช้ ถ้าคนที่ใช้มีคุณธรรมสูง ก็ย่อมใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวโลกแต่ถ้าคนที่ใช้ไร้คุณธรรมเสียแล้ว อาจใช้ความรู้ไปในทางคดโกงก็ได้เพราะคนรู้มากย่อมโกงได้มากและแนบเนียนยิ่งขึ้น ศีลธรรมจึงมีความสำคัญต่อโลกมาก แต่เราให้ความสำคัญแก่ศีลธรรมพอแล้วหรือ เราตีค่าศีลธรรมเพียง ๑๕ – ๒๐ คะแนนเท่านั้น ทำให้เยาวชนของชาติเข้าใจผิด เห็นว่าศีลธรรมไม่มีความหมายอะไรเวลาเรียนก็ไม่ค่อยสนใจ นักเรียนจะสนใจเฉพาะวิชาที่มีคะแนนมาก ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฯลฯ เท่านั้น วิชาศีลธรรมทิ้งเสียก็ได้ เอาวิชาอื่นช่วยก็ถมเถไปจะเป็นไร เมื่อเยาวชนซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าขาดความสนใจในจริยศึกษาเสียแล้ว ก็ย่อมขาดคุณธรรมประจำใจ เด็กวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้านั่นเอง เมื่อเราไม่ได้อบรมเด็กให้มีธรรมประจำใจเสียแต่ต้นมือแล้ว เมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ก็ย่อมเป็น

ผู้ใหญ่ที่ดีได้ยาก เมื่อมีโอกาสที่จะโกง ก็จะฉวยโอกาสทันที ความสงบสุขในสังคมย่อมเกิดขึ้นมาไม่ได้ ทุกหนทุกแห่งก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ความเดือดร้อนนานัปการ

ถ้าจะเปรียบแผนการศึกษาของชาติประดุจรถยนต์แล้ว องค์ ๔ แห่งแผนการนี้ก็เปรียบประดุจล้อทั้ง ๔ แห่งของรถยนต์นั่นเองเมื่อล้อทั้ง ๔ นี้ไม่เท่ากัน บางล้อก็ใหญ่เกินไป บางล้อก็เล็กเกินไป เมื่อความสมดุลไม่มีเช่นนี้ เราลองวาดภาพรถยนต์คันนี้ดูซิว่าจะมีรูปร่างอย่างไร รถอย่างนี้จะนำประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หรือนำไปสู่ความหายนะแน่ คงเป็นรถที่ทุเรศที่สุดไม่ปลอดภัยเลย ในที่สุดก็จะนำไปสู่จุดดับอย่างแน่นอน เราจะแก้ไขกันอย่างไร?

การแก้ไขโดยตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมา ตั้งสภาวัฒนธรรมขึ้นมา ตั้งคณะกรรมการอบรมศีลธรรมแก่ประชาชนขึ้นมา เหล่านี้น่ะหรือจะได้ประโยชน์อะไร? นอกจากจะถลุงเงินของชาติ เงินที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนไปโดยไม่ได้อะไรเกิดขึ้นมาเลยเสียเงินและเวลาเปล่า ๆ เราแก้กันที่ปลายเหตุ ทำไมเราจึงไม่แก้ที่มูลเหตุเล่า? แผนการศึกษาของชาติเราก็มีแล้ว และสวยเสียด้วยเพียงแต่เราจะพยายามเดินตามแผนการนี้ ไม่ออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว บ้านเมืองคงไม่ประสบชะตากรรมอย่างทุกวันนี้อย่างแน่นอน

ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาแก้ระเบียบการศึกษากันเสียใหม่ ให้เกิดการสมดุลระหว่างพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา เราต้องให้ความสำคัญทัดเทียมกัน โดยเฉพาะจริยศึกษามีความสำคัญมาก ถ้าจะตีราคา ก็ต้องตีราคาให้สูงไว้ มิฉะนั้นอย่าตีราคาเสียเลย ให้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าจนตีราคาไม่ได้เสียเลยยังจะดีกว่าดีราคาเพียง ๑๕ – ๒๐ คะแนน ซึ่งเป็นการตีราคาอย่างที่เรียกว่า “เสียไม่ได้” ของสูงถ้าเราตีราคาต่ำไป ก็ทำให้หมดค่าเคยมีเรื่องที่สลดใจเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เรื่องมีอยู่ว่า ชายผู้หนึ่งเป็นนักสะสมพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเครื่อง เขามีพระสมเด็จฯ อยู่องค์หนึ่ง ได้ตีราคาไว้ถึง ๔,๐๐๐ บาท แต่นาน ๆ เข้าก็ชักเบื่อ สมัยหลังสงครามมานี้เกิดมีแฟชั่นเล่นสุนัขกันขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงของผู้ที่ยกย่องตัวเองว่า “ผู้ดี” สุนัขที่เข้าประกวดประขันกันนั้นเป็นสุนัขฝรั่งทั้งสิ้น ตัวหนึ่ง ๆ ราคาหลายพันบาท ผู้ที่ชอบสะสมพระเครื่องนั้นก็อยากได้สุนัขฝรั่งเลี้ยงกับเขาบ้าง บังเอิญเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบสุนัข และได้เลี้ยงสุนัขฝรั่งไว้มากมายแต่ละตัวราคาตั้ง ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ บาท ชายผู้นี้ก็อยากได้พระสมเด็จฯ ไว้ห้อยคอสักองค์เหมือนกัน เมื่อชายทั้งสองคนได้พบกันและได้สนทนากันแล้วเรื่องก็พอดีกัน คนหนึ่งมีพระสมเด็จฯ แต่ชักเบื่อ อยากเลี้ยงสุนัข คนหนึ่งมีสุนัขแต่อยากได้พระเครื่อง ในที่สุดก็ตกลงเอาสุนัขแลกกับพระเครื่อง เพราะราคาเท่ากัน น่าสลดใจไหมเล่าท่าน ในเมื่อเราตีราคาของขึ้นมาแล้ว บางที่ทำให้ค่าตกไปเพราะพระสมเด็จฯ มีราคาเท่ากับสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

 

วิชาศีลธรรมก็เช่นเดียวกัน มีค่าน้อยกว่าวิชาวาดเขียนเสียอีก เราตีราคาศีลธรรมถูกมาก เพราะผู้ตีราคาศีลธรรมมองไม่เห็นคุณค่าของศีลธรรมเลย อาจเป็นเพราะเขาไม่มีศีลธรรมก็ได้ นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ศีลธรรมจะดีได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของศีลธรรมเลยแม้แต่ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ

การที่จะแก้ไขปัญหาโรคจิตเสื่อมนี้ให้หายได้ เราจะต้องแก้หลายวิธีด้วยกัน แต่ในบรรดาวิธีต่าง ๆ เหล่านั้น วิธีหนึ่งก็คือต้องแก้วิธีการภาคปฏิบัติ ให้ดำเนินไปตามแผนการศึกษาของชาติอย่างจริงจัง นั่นคือถ้าเราจะตีราคาศีลธรรมแล้วต้องตีราคาให้สูง ให้สมกับความสำคัญของศีลธรรม เพื่อให้เด็กได้เห็นความสำคัญของวิชาศีลธรรม โดยที่เด็กไม่รู้ตัว โดยวิธีนี้อาจทำให้ศีลรรรมได้มีโอกาสซึมซาบเข้าสู่จิตใจของเด็กได้ทีละเล็กละน้อย และนานวันเข้ามันก็จะเป็นประดุจรอยจารึกที่ประทับแน่นอยู่ในจิตใจของเด็กเอง หรือมิฉะนั้นก็อย่าตีราคาวิชาศีลธรรมเสียเลย เพราะการตีราคานั้น ถ้าตีราคาต่ำก็ทำให้คนสำคัญผิดไปคิดว่าศีลธรรมเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีความสำคัญอะไร ถ้าเราอยากให้ประเทศชาติดำเนินไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจแล้ว เราต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้นการศึกษาของไทยก็คงมีสภาพไม่ผิดกับรถยนต์ที่มีล้อวิปริตฉะนั้น และถ้าเราจะต้องโดยสารไปในรถชนิดนี้แล้ว เราก็ไม่แน่ใจว่าชะตาของเราจะยืนยาวไปได้แค่ไหนเพียงไร เราจะต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่แน่ว่ารถเจ้ากรรมคันนี้จะพาเราหกคะเมนตีลังกาเมื่อไร แต่ถ้าเราจะได้ปรับปรุงวิธีการศึกษาใหม่ให้สมดุลกัน ไม่ใช่หนักไปในทางวัตถุนิยมหรือจิตนิยมแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เราก็พอวางใจได้ว่า รถโดยสารคันนี้คงพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องระวังตัวมากนักว่า รถจะพาเราวิ่งออกนอกลู่นอกทางเข้าป่าเข้ารก หรือคว่ำไปเสียก่อน

เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญมาก ชะตาของประเทศแขวนอยู่กับแผนการศึกษาของชาตินี้ด้วย ถ้าหากเราดำเนินการศึกษาผิด ชาติก็อาจถึงซึ่งหายนะ แต่ถ้าหากเราดำเนินการให้ถูกต้อง ชาติของเราก็จะถึงซึ่งวัฒนะโดยไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงวัฒนธรรม* จะต้องร่วมมือกันปรับปรุงวิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนการศึกษาของชาตินี้ให้รัดกุมเหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ผิด ๆ พลาด ๆ อย่างทุกวันนี้ ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องศีลธรรมให้ดีได้แล้ว ปัญหาเรื่องการคดโกง ตลบตะแลงฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการเบียดเบียนซึ่งกันและกันก็จะค่อย ๆ หมดไปเอง เมื่อเอกชนแต่ละคนเป็นคนมีความรู้มีศีลธรรมดีแล้วประชาคมก็จะดีเอง ถ้าเราแก้ปัญหาเอกชนได้ ก็แก้ปัญหาประชาคมได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก ข้าพเจ้าเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะได้ดำเนินการเกี่ยวกับแผนการศึกษาของชาตินี้ให้เข้ารูปเสียทีก่อนที่จะสายเกินไป และควรดำเนินการโดยด่วนด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเข้าภาษิตที่ว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”

 

๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๐

                                          

ㆍสมัยนั้น กระทรวงวัฒนธรรมยังมีอยู่

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com