ศาสนศึกษา กับ อนาคตของชาติไทย

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

หัวใจที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติก็คือ การศึกษา การศึกษาเท่านั้นที่จะทำคนให้เป็นคน ทำคนให้เหนือคน ทำคนให้เป็นคนจริง ๆ แต่เท่าที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้ก็เป็นที่ทราบอยู่ทั่วกันแล้วว่า เรายังไม่สามารถอำนวยการศึกษาให้เยาวชนของชาติได้อย่างเต็มที่ เสียงเรียกร้องโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีอยู่ทั่วไป เป็นปัญหาที่รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ให้ตกได้ จำนวนเด็กที่ศึกษาจบหลักสูตรประถมศึกษาปีละมากมาย แต่เด็กเหล่านี้ก็หาที่เรียนต่อไม่ได้ อย่างในต่างจังหวัด บางจังหวัด (เล็ก ๆ) มีเด็กศึกษาจบชั้นประถมบริบูรณ์ปีละ ๔ – ๕ พันคน แต่เรามีโรงเรียนพอที่จะรับเด็กเข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาเพียง ๔๐๐ – ๕๐๐ ที่เท่านั้น แล้วเด็กอีก ๓ – ๔ พันเศษเหล่านั้นเล่าจะทำอย่างไร? และทุก ๆ จังหวัดก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เหมือนกันหมด ปัญหาทำนองนี้มีแต่จะทวียิ่งขึ้นทุกปีเราจะแก้ไขอย่างไร?

ปัญหาที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ทั่ว ๆ ไปในเวลานี้อีกปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาเกี่ยวกับ “ศีลธรรม” เยาวชนของชาติต้องมีความเสื่อมทรามในด้านความประพฤติยิ่งขึ้นทุกวัน ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวพุทธ ทำไมพระพุทธศาสนาจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้?

ปัญหาเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอยู่ การที่จะแก้ปัญหาทั้งสองนี้ ถ้ารู้จักแก้ให้ถูกจุดแล้วก็ไม่สู้จะยุ่งยากเกินไปนัก เมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา ประชาชนส่วนมากมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอยู่แล้ว คล้าย ๆ กับเป็นเมล็ดพืชที่มีคุณสมบัติพอที่จะเจริญเติบโตได้ ถ้ารู้จักเอาไปปลูกในที่ที่ดี และหมั่นรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยให้พอสมควร ประชาชนส่วนใหญ่มีศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนาถ้าการใดเป็นเรื่องขององค์การศาสนาแล้ว ประชาชนจะเต็มใจให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเสมอ

แผนการศึกษาของชาติที่รัฐบาลได้กำหนดไว้นั้น นับว่าเป็นแผนการที่สมบูรณ์ ถ้าเราจะได้ปฏิบัติกันจริงจัง แต่เท่าที่ปรากฏเรามักไม่ค่อยได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักการ หรือแผนการจึงปรากฏผลออกมาว่าแม้สมัยนี้เป็นสมัยที่เจริญด้วยแสงสีวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่ในด้านศีลธรรมแล้ว เกือบไม่ได้รับการเหลียวแลเลย เยาวชนของชาติเกือบไม่เข้าใจในความหมายของศาสนาที่ตนนับถือเลย เป็นเพียงการนับถือกันตามประเพณีเท่านั้น ความหมายของศาสนา ความหมายของวิชาศีลธรรมเกือบไม่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะเรายังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามแผนการนั่นเอง

ถ้าเราจะเปรียบชีวิตของเราเหมือนการเดินทางแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างนาวาแห่งชีวิตขึ้น การที่เราให้ “พุทธิศึกษา” แก่เด็กก็เท่ากับเราได้มอบเครื่องอุปกรณ์ในการสร้างนาวานั้น ๆ ให้แก่เด็กนั่นเอง คนทุกคนต่างก็มุ่งหวังที่จะให้ชีวิตของตนดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสก็อยากจะออกไปชมโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลให้มากที่สุดเพื่อเป็นกำไรชีวิต แต่การจะเดินทางไปได้แค่ไหนเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เหมือนกับการสร้างเรือ การจะสร้างให้ใหญ่โตหรือดีเลวแค่ไหนเพียงไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและปริมาณของไม้ของเหล็ก และสมรรถภาพของผู้สร้าง ผู้สร้างจะมีสมรรถภาพแค่ไหนเพียงไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับครูผู้ฝึกสอนด้วยเหมือนกันว่าจะมีความสามารณแค่ไหนเพียงไร ถ้าครูอาจารย์มีความรู้ดี มีความสามารถดีก็จะถ่ายเทความรู้ให้แกศิษย์อย่างได้ผลดียิ่ง และการที่ศิษย์จะรับได้แค่ไหนเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตนด้วย เหมือนเมล็ดพืชชนิดเดียวกัน แต่คุณภาพดีเลวไม่เท่ากัน แม้จะเอาไปปลูกในที่เดียวกัน ใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินเหมือนกัน เท่า ๆ กัน ผลที่ได้รับก็หาเหมือนกันไม่ ฉะนั้นทั้งครูอาจารย์และศิษย์จึงเป็นปัจจัยของกันและกันด้วย

เมื่อครูอาจารย์ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในด้านพุทธิศึกษาให้แก่ศิษย์นั้น ก็เท่ากับว่าครูอาจารย์ได้ช่วยสร้างนาวาชีวิตให้แก่ศิษย์นั่นเอง แต่การจะสร้างได้ใหญ่โตแค่ไหนเพียงไรนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายในชีวิตด้วยเหมือนกัน ถ้าเราคิดจะเดินทางล่องลอยอยู่ในแม่น้ำลำคลองเท่านั้น ก็ควรสร้างเรือขนาดเรือบดเรือสำปั้นจ้างก็พอแล้ว ถ้าสร้างให้ใหญ่โตเกินไปอาจจะคับคลองคับแม่น้ำ ใช้ไม่ได้ก็ได้ แต่ถ้าจะคิดออกทะเล มหาสมุทร ก็ควรสร้างเรือให้ใหญ่โตพอที่จะโต้คลื่นลมได้ และควรเลือกไม้หรือเหล็กอย่างดี ๆ มาต่อเป็นลำเรือ และก็ควรต่ออย่างประณีตบรรจง ไม่ใช่เพียงต่อให้เป็นลำเรือเท่านั้น พอเอาลงน้ำก็จมน้ำทันที แต่นั่นแหละแม้ครูอาจารย์จะให้เครื่องอุปกรณ์อย่างดีแล้ว ถ้าศิษย์ไม่เอาถ่านทำอะไรจับจด ไม่ตั้งอกตั้งใจทำอย่างจริงใจแล้ว ผลที่ได้ก็คือ ความไม่สำเร็จ หรือจะสำเร็จได้ก็ไม่ดี ไม่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางของชีวิต

แม้ว่าเขาจะต่อเรือได้ดีแค่ไหนเพียงไรก็ตาม ถ้าเรือลำนั้นปราศจากหางเสือเสียแล้ว ก็ย่อมหาความปลอดภัยได้ยาก ชีวิตก็เช่นเดียวกัน ถ้าปราศจากธรรมะ ไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวแล้ว ก็คงไม่ผิดกับเรือที่ปราศจากหางเสือ เรือที่ไม่มีหางเสือนั้นในยามปกติก็ไม่สู้น่ากลัวเท่าไรนัก แต่ในขณะใด ถ้าเกิดคลื่นลมอย่างแรงแล้ว เรือนั้นย่อมถึงซึ้งความอับปางโดยพลันทันที แม้ว่าบางที่จะไม่ถึงความอับปาง แต่ก็คงถูกคลื่นลมพัดพาไปตามยถากรรม คือย่อมลอยละล่องไปตามกระแสลมกระแสคลื่น หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ แต่ถ้าเรือลำใดมีหางเสือแล้ว ย่อมง่ายต่อการวาดและคัด ทำให้เราสามารถบังคับเรือให้แล่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างแน่นอน แม้จะต้องถูกคลื่นและลมบ้าง แต่ก็คงไม่ถึงซึ่งความอับปางง่าย ๆ ชีวิตก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราศึกษาแต่พุทธิศึกษาแง่เดี่ยวโดยไม่เหลียวแลถึงศีลธรรมหรือจริยศึกษาเลย ก็เท่ากับเราสร้างเรือโดยปราศจากหางเสือนั่นเอง นาวาชีวิตของเราคงจะล่องลอยไปตามยถากรรม หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ และหาความปลอดภัยไม่ได้ อาจถึงซึ่งความอับปางโดยพลัน ถ้าหากจะต้องพบมรสุมแห่ชีวิตเข้า คนที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็เพราะเขารู้แต่ในด้านพุทธิศึกษาอย่างเดียว ขาดจริยศึกษาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจ จึงมักใช้ความรู้ไปในทางที่ผิด เช่นในทางคดโกงหลอกลวงประชาชน เป็นต้น คนที่จะเรียกว่าคนดีได้ จะต้องมีทั้งพุทธิศึกษาและจริยศึกษา (วิชชาจรณสัมปันโน) แม้ว่าหางเสือจะเล็ก แต่หางเสือนั่นแหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรือ ศีลธรรมก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีคะแนนให้น้อย แต่วิชาศีลธรรมจริยศึกษานั้นก็เปรียบเสมือนหางเสือเรือนั่นเอง แม้จะมีราคาน้อย แต่ก็มีค่ามากเช่นเดียวกับหางเสือแม้จะเล็ก แต่ความปลอดภัยของเรือก็ขึ้นอยู่กับหางเสือเล็ก ๆ นั่นเอง โดยฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินชีวิต ยิ่งจะต้องเดินทางสู่ท้องทะเลลึกด้วยแล้ว หางเสือเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดและต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

โลกสมัยปัจจุบันนี้เจริญไปรวดเร็วมาก ฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมาจากหลายทางหลายกระแสด้วยกัน และแต่ละปัญหาก็สลับสับซ้อนมากมาย การที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้แก้ด้วยว่าจะสามารถแยกแยะปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาได้หรือไม่ ถ้าแยกไม่ออก ก็แก้ไม่ได้ ปัญหาชีวิตเหมือนกับโจทย์เรขาคณิต ซึ่งบางข้อเราจะเอาทฤษฎีเพียงบทเดียวมาแก้หาได้ไม่ ต้องใช้ทฤษฎีหลาย ๆ บทมาแก้จึงจะสำเร็จ แค่บางข้อก็แก้ง่าย ๆ โดยใช้ทฤษฎีเพียงบทเดียวก็แก้ออก แต่บางข้อก็ยุ่งยากสลับซับซ้อนเหลือเกินถ้าไม่พิจารณาให้ดีก็อาจจะมองหาวิธีแก้ไม่ออกยิ่งใจร้อนด้วยแล้ว ยิ่งหาทางสำเร็จได้ยาก ปัญหาชีวิตก็เช่นกันเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็จะต้องค่อย ๆ พิจารณาไตร่ตรองดูให้รอบคอบเสียก่อนว่า ปัญหานั้น ๆ มีสมุฏฐานมาจากไหน เราจะเอาอะไรมาแก้ และจะแก้อย่างไร บางทีก็อาจเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางกฎหมาย ทางศีลธรรม ฯลฯ เราต้องจับให้ถูกจุดด้วย ซึ่งบางทีเราก็ต้องอาศัยทฤษฎีหลายบทเหมือนกัน จึงจะแก้ออก อย่าลืมว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่เหมือนกับตัวทฤษฎีเสมอไปแต่ถ้าเราฉลาดแล้วก็สามารถเอาทฤษฎีนั้น ๆ มาประยุกต์ใช้ได้โดยไม่ยากนัก

วิชาศีลธรรมเป็นวิชาที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิต แต่คนส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ มักไม่เห็นความสำคัญ เพราะความสำคัญของเด็กอยู่ที่การสอบไล่ได้ ฉะนั้นเด็กก็จะต้องสนใจต่อวิชาที่มีคะแนนมาก ๆ  วิชาไหนคะแนนมาก วิชานั้นแหละสำคัญ นี่เป็นความคิดเห็นของเด็ก เราจะหาเด็กที่เข้าใจในคุณค่าของวิชาศีลธรรมจริง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับชีวิตนั้นเกือบหาไม่ได้เลยเด็กจึงละเลยต่อวิชานี้เสียโดยสิ้นเชิง เพราะเรียนก็ยาก คะแนนก็น้อย แถมครูสอนไม่รู้เรื่องเสียอีก เลยทำให้เด็กเกิดความเหนื่อยหน่าย ผลร้ายจึงเกิดขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เด็กของชาติเหินห่างจากศาสนา จากธรรมะออกไปทุกที กำลังจะกลายเป็นคนไม่มีศาสนา เหมือนเรือที่ปราศจากหางเสืออยู่แล้ว อนาคตของเยาวชนของชาติจึงน่ากลัวว่าจะหล่นลงเหวเสียมากกว่า ถ้าเราไม่รีบหาวิธีแก้ไขเสียแต่บัดนี้

ถ้าท่านจะได้สนใจต่อข่าวความเคลื่อนไหวของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ แล้ว จะเห็นว่าขณะนี้มีเรื่องที่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องเกี่ยวกับความเสื่อมทรามทางด้านจิตใจ เพราะโรคนี้กำลังระบาดไปทั่วทุกมุมเมืองทั่วทุกสังคม แม้จังหวัดที่เคยได้รับการยกย่องเป็นเมืองของคนใจบุญ คือ เชียงใหม่เอง ขณะนี้* ก็กำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ นั่นคือปัญหาเกี่ยวกับ “แก๊งอินทรีขาว” เป็นแก๊งของเด็กวัยรุ่นที่ถือลายสักอินทรีขาวเป็นสัญลักษณ์ของพวกตน เด็กเหล่านี้มักประพฤติเกะกะระรานชาวบ้านร้านตลาดถึงกับเคยอุกอาจเข้าไปแย่งชิผู้ต้องหาถึงโรงพักก็มี และดูมีทีท่าว่าจะลุกลามออกไป ถ้าไม่รีบหาทางแก้ไขให้ทันท่วงที และเมื่อแก๊งอินทรีขาวเกิดขึ้นแล้ว อีกหน่อยอินทรีสีอื่น ๆ ก็คงเกิดตามกันมาอีกอย่างแน่นอน ขณะนี้ก็ทราบว่าที่จังหวัดอุดรธานี ก็เกิดแก๊งอินทรีแดงขึ้นแล้ว สมาชิกส่วนมากเป็นนักเรียนประจำจังหวัดอุดรฯ แก๊งนี้ใช้สักหน้าอกเป็นรูปอินทรีแดงเป็นสัญลักษณ์ และมีอักษรข้างล่างว่า RED EAGLE แก๊งอินทรีแดงนี้ก็มีพฤติการณ์เลียนแบบจากแก๊งอินทรีขาวนั่นเอง อีกหน่อยแก๊งอินทรีเขียว ดำ เหลือง ต่าง ฯลฯ ก็คงเกิดตามกันมาเป็นดอกเห็ดในฤดูฝนเป็นแน่ เพราะคนไทยชอบทำอะไรตามอย่างกัน โดยถือเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง และแฟชั่นที่ทำตามกันนั้น ส่วนมากก็เป็นไปเพื่อทำลายศีลธรรมอันดีงาม หรือไม่ก็เป็นไปในทางทำลายเศรษฐกิจของชาติเสียแทบทั้งหมด เรายังไม่ค่อยได้พบเห็นแฟชั่นเข้าวัดกันเลย แต่นั่นแหละ วัดอาจจะไม่มีอะไรดึงดูดจิตใจคนได้หมือนโรงหนังโรงละครก็ได้ ซึ่งทางวัดเองก็น่าจะได้สำรวจตัวเองบ้าง!

                                            

*หมายถึงหตุการณ์ที่เกิดเมื่อปี พศ. ๒๕๐๑ ซึ่งเป็นเวลาที่เขียนบทความนี้ ที่นำมาตีพิมพ์อีกโดยมิได้แก้ไข ก็เพื่อจะได้เป็นกระจกเงาสะท้อนภาพสังคมในสมัยนั้น

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแก๊งอินทรีขาวที่เชียงใหม่ ก็เพราะเด็กเหล่านี้ไปจำพฤติการณ์ต่าง ๆ ในทำนองนี้จากภาพยนตร์ที่หลั่งไหลมาจากตะวันตกอย่างมากมายในปัจจุบัน และโดยเหตุที่เด็กเหล่านี้ยังไม่มีหลักธรรมประจำใจอย่างเพียงพอ เพราะแม้ว่าเชียงใหม่จะเป็นเมืองของคนใจบุญ มีวัดวาอารามทั่วไป มีพุทธสถานสำหรับเป็นที่อบรมศีลธรรม มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีก็ตาม แต่โดยเหตุที่เด็กส่วนมากเป็นชาวพุทธซึ่งไปศึกษาในโรงเรียนของคริสต์มักไม่ได้ให้ความสนใจแก่ศาสนาคริสต์ที่สอนในโรงเรียนเลย วิชาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตนก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีโอกาสจะศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง พ่อแม่หรือผู้ปกครองก็เข้าใจศาสนาตามประเพณีเสียมากกว่า ทั้งยังมีอาชีพรัดตัวเพื่อความอยู่รอดของชีวิตอีก จึงไม่มีโอกาสอบรมสั่งสอนบุตรธิดาได้อย่างใกล้ชิด เลยทำให้เด็กไม่เข้าใจในเรื่องศาสนาเลย จึงกลายเป็นคนไม่มีหลัก ก็จะต้องลอยละล่องไปตามเรื่องตามยถากรรม ตามอำนาจผลักดันของกิเลสและสิ่งแวดล้อม นี่เป็นปัญหาที่รัฐและองค์การศาสนาควรจะหยิบยกขึ้นพิจารณาโดยรีบด่วน! ก่อนที่จะสายจนเกินไป อย่าทิ้งไว้จนเข้าตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” จะเกินแก้

ข้าพเจ้าได้เปรียบเทียบการศึกษามาแต่ต้นแล้วว่า ในส่วนพุทธิศึกษานั้นเปรียบเสมือนลำเรือ และจริยศึกษาเปรียบเสมือนหางเสือ แม้ว่าเด็กจะได้รับความรู้เกี่ยวกับพุทธิศึกษาและจริยศึกษาไปแล้ว เพียงเท่านั้นหาเพียงพอไม่ เราจะต้องแนะนำให้เด็กรู้จักเอาวิชานั้น ๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด ต้องหัดให้เด็กได้สร้างความชำนาญด้วยตนเอง หัดแสดงความคิดเห็น ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เด็กจะไม่สามารถอาความรู้นั้น ๆ มาใช้ได้ทันท่วงที “มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ในตำรา” จะได้ประโยชน์อะไร เมื่อเราจำเป็นต้องใช้เงิน เงินก็ไม่มี เพราะให้เขากู้เสียหมดหรือมีความรู้อยู่เฉพาะในหนังสือในสมุดเท่านั้น เวลาจะต้องการใช้ที่ก็ต้องไปค้นกันเสียย่ำแย่ อย่างนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าใดนักนอกจากจะพอคุยได้บ้างว่า เงินฉันก็มี ความรู้ฉันก็มี (แต่ให้กู้หรืออยู่ในตำราหมด) ดังนั้นวิชาในส่วนของพลศึกษาและหัตถศึกษาก็จำเป็นและมีความสำคัญเหมือนกัน ถ้าเปรียบพุทธิศึกษาเหมือนลำเรือ และจริยศึกษาเหมือนหางเสือแล้ว พลศึกษาก็ได้แก่การเอาใจใส่หมั่นตรวจตราอุปกรณ์ของเรืออยู่เสมอว่ามีอะไรขาดดกบกพร่องบ้าง อะไรชำรุดก็ต้องแก้ไขซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่จะใช้ได้เสมอ ส่วนหัตถศึกษานั้นก็คือการต้องหมั่นใช้เสมอ ต้องหัดพาย หัดคัด หัดวาด หัดถือหางเสือ ฯลฯ ให้มีความชำนิชำนาญถ้ารู้เฉพาะในตำรา ถึงคราวต้องใช้เข้าจริง ๆ จะใช้ไม่ถูก จะเก้ ๆ กัง ๆ เป็นที่แย้มสรวลของผู้ได้พบเห็น จะทำให้ขายหน้าโดยใช่เหตุ ฉะนั้นวิชาการต่าง ๆ จำเป็นจะต้องเอามาตรวจสอบและทดลองใช้อยู่เสมอ ๆ เหมือนเราท่องทฤษฎีเรขาคณิตได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่เคยทำแบบฝึกหัดเลย พอทำเข้าจริง ๆ ก็จะทำไม่ได้ เพราะ “สิบรู้ไม่เท่าหนึ่งชำนาญ” บางคนเรียนเก่ง สำเร็จปริญญาสูง ๆ มาแล้ว แต่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้นั้น ๆ ให้แก่เด็กได้ นั่นเพราะขาดความชำนาญความเจนจัดนั่นเอง ครูบางคนได้ อ.บ., ป.ม. มาแล้ว เวลาสอนกลับสู้ผู้ได้เพียง ป.ม. ไม่ได้ก็ถมเถไป หรือบางทีสอบได้เป็นเปรียญตั้ง ๘- ๙ ประโยค เทศน์สู้ผู้ได้นักธรรมโทไม่ได้ก็มากมายทั้งนี้เพราะขาดความจัดเจนนั่นเอง การได้ปฏิบัติเสมอ ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตมาก อย่าได้ทะนงตนว่าเป็นผู้มีความรู้สูงเลย คนที่รู้แต่สอนเขาไม่ได้ก็ไร้ค่าสำหรับสังคม หรือสอนได้ แต่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างไม่ได้ ก็เท่ากับลดราคาตัวเอง

การทั้งหมดนี้ ถ้าจะได้พิจารณาโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่าประการที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐกับองค์การศาสนามิได้ทำงานให้สัมพันธ์กันเลย ต่างคนต่างทำเสียมากกว่า แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรมยังออกระเบียบในเรื่องการศึกษาขัดกันเองเลย เมื่อการทำงานไม่ประสานกัน ต่างคนต่างทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไปแล้ว เมื่อไรจะมาบรรจบกันเสียที่เล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศีลธรรม ควรที่ทางศาสนาจะได้มีส่วนช่วยเหลือได้อย่างมากมาย และเข้าใจว่าจะทำได้อย่างดีเสียด้วย แต่รัฐก็คงถือตัว ไม่เคยคิดที่จะขอร้องให้พระช่วยเหลือเลย ทำให้พระเองชะล่าใจ ไม่ค่อยได้ศึกษาค้นคว้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ความฉลาดรอบรู้จึงลดลงไปเป็นเงาตามตัว ถ้าจะเปรียบเทียบสมรรถภาพของพระในปัจจุบันนี้กับในอดีตแล้ว จะเห็นว่าผิดกันมากทีเดียว ในสมัยโบราณ แม้พระจะมิได้เป็นเปรียญ ๘ – ๙ ประโยคอย่างเดี๋ยวนี้ก็ตาม แค่ก็ปรากฏว่าท่านได้สร้างวรรณกรรมทางศาสนาไว้มากมายเช่น ท่าน พระสิริมังคลาจารย์ ได้แต่งคัมภีร์ มังคลัตถทีปนี ภาค ๑ – ๒ ซึ่งเราได้ใช้เป็นหลักสูตร ป.ธ. ๔, ๖ และ ๗ จนถึงทุกวันนี้ พระโพธิรังสีมหาเถร ผู้รจนาหนังสือ จามเทวีวงศ์ และ พระรัตนปัญญามหาเถร ผู้รจนาหนังสื่อ ชินกาลมาลี เป็นต้น พระสมัยนี้ซึ่งเรียกว่าสมัยที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรืองจนมีเปรียญ ๘ – ๙ ประโยคออกมากมายนั้น มีใครบ้างที่ได้แต่งตำรับตำราให้เป็นหลักฐานอย่างในบรรพกาล นี่แสดงว่าการศึกษาในด้านพระศาสนาเสื่อมลงทุกที เราจะเอาเพียงสถิติจำนวนนักเรียนที่สมัครเข้าสอบประจำปีเป็นมาตรฐานหรือ? แม้ว่าจะมีนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่คณะสงฆ์ได้พิจารณาดูหรือเปล่าว่า สถิติพลเมืองเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? และการศึกษานั้นได้ผลดีแค่ไหนเพียงไร สถิดติที่ได้รับนั้นเป็นสถิติที่บริสุทธิ์หรือเปล่า? ถ้ารัฐจะเลิกทะนงตัว และทางวัดก็ตื่นตัวกันเสียที ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่สายเกินไปสำหรับการที่จะแก้สถานการณ์ทางด้านศีลธรรมที่กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างน่าใจหายอย่างแน่นอน

การที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมในด้านศีลธรรมนี้จำเป็นที่รัฐและศาสนาจะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ต่างคนต่างพายอย่างทุกวันนี้ ถ้าขืนต่างคนต่างพาย เรือซึ่งกำลังจะเอียงอยู่แล้วในขณะนี้ก็คงถึงกับล่มจมอย่างแน่นอน

ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของพระโดยตรง แต่เมื่อพระไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐแล้ว ก็ย่อมหมดโอกาสที่จะช่วยเหลือได้ แต่ถึงกระนั้นพระก็ไม่ควรประมาท ควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมื่อ เยาวชนของชาติในขณะนี้กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความหายนะเสมือนคนที่ตกน้ำกำลังจะจมมิจมแหล่ เป็นผู้ที่น่าสงสาร ควรที่พระจะได้หาโอกาสช่วยเหลือ โดยวิสัยของผู้ที่มีธรรมประจำใจแล้วไม่จำเป็นมิใช่หรือ ที่จะต้องให้คนที่จะจมน้ำตายออกปากขอร้องเสียก่อน จึงจะช่วย เมื่อพระเชื่อว่าจะช่วยได้ ก็ควรช่วยทันที่ แต่นั่นแหละ ก่อนที่พระคิดจะช่วยใครนั้น ก็ควรสำรวจตัวเองเสียก่อนว่ามีความรู้ความสามารถพอแล้วหรือยัง? เหมือนการที่จะช่วยคนตกน้ำ เราก็จะต้องสำรวจดูตัวเสียก่อนว่าเราว่ายน้ำเป็นไหม? ว่ายแข็งไหม? ถ้าขนาดพอประคองตัวเองได้เท่านั้นก็อย่าเพ่อลงไปช่วยเด็ดขาด เดี๋ยวจะพลอยพากันตายหมด ยิ่งว่ายน้ำไม่เป็นด้วยแล้ว อย่าทำเป็นอันขาด! เพราะจะทำให้เป็นภาระหนักยิ่งขึ้นสำหรับคนอื่น ๆ ถ้าได้พิจารณาดูตัวเองแล้วว่าตัวเองว่ายน้ำแข็งพอจะช่วยคนตกน้ำได้จริง ๆ นั่นแหละจึงควรกระโดดลงไปช่วย และการช่วยคนตกน้ำก็จำต้องรู้เทคนิคด้วย มิฉะนั้นอาจถูกคนตกน้ำกอดรัดเอาจมน้ำตายทั้งคู่จะกลายเป็น “ทำบุญ แต่กลับได้บาปไป”

การที่จะสร้างพระให้เป็นผู้มีสมรรถภาพจริง ๆ นั้น ก็จำต้องส่งเสริมการศึกษาของพระให้จริงจัง ไม่ใช่ “สักแต่ว่าทำ” หรือ “ทำอย่างเสียไม่ได้” อย่างทุกวันนี้ ระบบการทำงาน “แบบผักชีโรยหน้า” ควรเลิกกันเสียที ศาสนาถ้าไม่ได้รับความอุปถัมภ์จากรัฐก็ไปไม่รอด แม้จะเอาตัวรอดไปได้ก็ไปแบบไม่บริสุทธิ์นัก ฉะนั้น รัฐควรจะส่งเสริมการศึกษาพระศาสนาให้มากยิ่งกว่าการสร้างโบสถ์สร้างวิหาร ซึ่งจำเป็นน้อยกว่า ควรทำให้เป็นล่ำเป็นสันและจริงจังเสียที มิฉะนั้นเราจะไปหวังเอาอะไรจากพระนักก็คงไม่ได้ รัฐเคยคิดถึงบประมาณบำรุงการศึกษาทางศาสนาบ้างหรือเปล่าว่าปีหนึ่ง ๆ ให้เท่าใด อย่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ขณะนี้มีอยู่ ๒ แห่ง รัฐได้ให้ความอุปถัมภ์เพียงปีละ ๘ หมื่นบาทเท่านั้น* โดยเฉพาะมหาจุหลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ปัจจุบันนี้มีนิสิตนักเรียนพันเศษ ครูอาจารย์เกือบ ๑๐๐ คน และในปีต่อไปก็คงมีนิสิตนักเรียนไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ – ๑,๕๐๐ คน ครูอาจารย์ก็คงดกเข้าร้อยเศษแต่ทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็คงได้รับงบประมาณอย่าง “เสียไม่ได้” จากรัฐเพียงปีละ ๘ หมื่นบาทเช่นเคย แล้วการศึกษาพระศาสนาจะไปรอดหรือ? ปีหนึ่ง ๆ ทางมหาวิทยาลัยจำต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า ๓ – ๔ แสนบาท นี่เป็นการใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียรที่สุด งบประมาณขนาด ๘ หมื่นบาทนี้ แม้จะเอาไปดำเนินงานขนาดโรงเรียนเทศบาลก็เกือบไม่ไหวอยู่แล้ว นี่แหละรัฐได้ตีความสำคัญของศาสนาต่ำขนาดไหน? แล้วรัฐจะเรียกร้องเอาอะไรจากศาสนาเล่า! แม้จะได้ก็คงไม่มากนัก นี่เป็นจุดหนึ่งที่รัฐบาลควรจะคำนึงให้มากเป็นพิเศษ ศาสนาเท่านั้นที่จะกู้สถานการณ์ทางศีลธรรมได้ แต่ไม่ใช่รัฐส่งเสริมศาสนาเพียงเท่านี้ ถ้าคนไม่มีศีลรรรมเสียแล้ว กฎหมายจะไปทำอะไรได้ เราจึงควรใช้ทั้ง ระบบป้องกัน และ ระบบแก้ ไปพร้อม ๆ กัน

ระบบป้องกันนั้น ทั้งรัฐและศาสนาควรจะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งคอยห้ามไว้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งให้ท้าย อย่างนี้เด็กก็เอาอย่างไม่ถูก การป้องกันก็จำเป็นที่จะต้องวิจัยดูว่า เหตุที่ทำให้ศีลธรมเสื่อมทรามนั้นมีอะไรบ้าง แล้วก็แก้เป็นจุด ๆ ไป เหตุที่ทำให้จิตใจของเด็กเสื่อมทรามลงทุกทีนั้นล้วนจัดเป็น “อบายมุข” ทั้งสิ้น เมื่อสรุปแล้วก็แยกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

                                       

* งบประมาณที่ได้รับเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เวลานี้งบประมาณได้เพิ่มอีกเล็กน้อย

๑. ภาพยนตร์และอารยธรรมตะวันตกบางประเภท

เช่น ภาพยนตร์ที่เป็นไปในทางส่งเสริมให้เกิดอาชญากรรมภาพยนตร์ประเภทส่งเสริมบุคคลที่เรียกว่า “อ้ายเสือ” ต่างๆ ซึ่งทำให้เด็กที่มีความคิดน้อยเห็นเป็นดีงาม เลยประพฤติเอาอย่าง เพราะสัญชาตญาณของเด็กในการเลียนแบบนั้นมีอยู่มาก แม้ภาพยนตร์ไทยประเภทนี้ก็ควรตั้งกรรมการขึ้นพิจารณาอย่างรอบคอบ และควรจะได้มีตัวแทนของกระทรวงวัฒนธรรมหรือองค์การศาสนาร่วมอยู่ด้วย บางเรื่องก็ควรกำหนดอายุของเด็กไว้ด้วยว่า ถ้าต่ำกว่าอายุเท่านั้นเท่านี้ดูไม่ได้ เพราะบางเรื่อง เด็กดูไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ดูดี ก็มี อีกประเภทหนึ่งคือศิลปะและการเต้นรำบางอย่างไม่ควรส่งเสริมเลย เช่น การเต้นรำแบบจิตเตอร์บัก วาเลนดิโน จนกระทั่งร็อกเอนโรล เป็นต้น หรือศิลปะบางอย่างที่ใกล้ต่อความ “โป๊” เข้าไปทุกที อย่างที่สมาคม เอ.ยู.เอ. และ ส.น.อ. ได้จัดไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตลอดจนระบำเปลื้องผ้าที่นำมาแสดงตามโรงภาพยนตร์และไนต์คลับต่าง ๆ ควรจะห้ามอย่างเด็ดขาด

๒. หนังสื่อและภาพที่เป็นไปในทำนองลามกอนาจาร

หนังสือหรือภาพประเภทนี้เห็นมีวางขายอยู่เกลื่อนไปในท้องตลาด รัฐควรจะได้กวดขันและควบคุมให้มาก อย่าปล่อยให้ใช้คำว่า “ศิลปะ” บังหน้าหากินอยู่อีกต่อไปเลย เพราะศิลปะประเภทนี้เป็นภัยต่อเยาวชนของชาติมาก ภาพที่เป็นไปในทำนองยั่วยุกามามณ์นั้นมีอยู่ทั่ว ๆ ไป แม้ตามป้ายโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย ก็ยังอุตส่าห์มีภาพเช่นนั้น เรื่องนี้หมายรวมไปถึงภาพยนตร์ที่เป็นไปในทางส่งเสริมกามารมณ์ด้วย

๓. สุรายาสูบและการพนัน

นี่เป็นอีกเหตุหนึ่งที่รัฐควรจะได้นำมาพินิจพิจารณาให้มาก อย่าได้เห็นแก่เงินเพียงปีละไม่กี่ร้อยล้านบาทเลย เพราะวัตถุคือเงินที่ได้มานั้นไม่คุ้มกับจิตใจของชาติที่เราต้องเสียไปดอก ขณะนี้เรามีโรงงานสุรา (ไม่รวมโรงงานสุราเถื่อน) ทั่วประเทศตั้งหลายสิบแห่ง ล้วนแต่แข่งขันกันผลิตสุราออกมาในแบบและรสต่าง ๆ กัน และสลากกินแบ่งซึ่งเป็นการพนันที่ไม่ผิดกฎหมายก็เช่นกัน แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็แสลงต่อศีลธรรมอย่างหนัก และรัฐก็ออกจะหนักมือขึ้นทุกที นอกจากจะเพิ่มจำนวนสลากให้มากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มจำนวนงวดให้มากขึ้นอีกด้วย อีกหน่อยก็คงออกเช้าออกเย็นเป็นหวย ก ข ไปดอก ศีลธรรมเริ่มเสื่อมทรามมากในสมัยที่ออกสลากบ่อย ๆ นี่เอง สมัยก่อนก็ไม่ถึงกับอย่างนี้ อะไรหนอที่ทำให้รัฐเห็นผิดเป็นชอบได้ เงินใช่ไหม? รัฐไม่มีความสามารถพอที่จะหาเงินโดยวิธีอื่นหรือ? วิธีนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับการควักจากกระเป๋านี้ไปใส่กระเป๋าโน้นนั่นเอง ไม่ก่อให้เกิดผลในด้านเศรษฐกิจเลย เพราะไม่ได้ทำอะไรให้ใหม่ขึ้น นอกจากได้พนักงานสาวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเท่านั้นถ้ารัฐมัวเป็นห่วงเงินจำนวนนี้แล้ว รัฐก็จะต้องเสียในด้านจิตใจไปอย่างที่ไม่อาจแก้ได้ทีเดียว

แม้ยาสูบก็เช่นเดียวกัน เป็นประเภทยาเสพติดให้โทษอย่างหนักทีเดียว แต่รัฐก็กลับเป็นผู้ผูกขาดอบายมุขเหล่านี้เสียเอง แล้วจะให้ทางศาสนาแก้อย่างไร ทางศาสนาบอกว่าเป็นอบายมุขไม่ควรเสพ แต่รัฐกลับส่งเสริม เมื่อเรายังทำงานกันเป็นเส้นขนานเช่นนี้ เมื่อไรจะมาบรรจบกันเสียทีและถ้ารัฐไม่ยอมแก้ปัญหาเหล่านี้เสียก่อน เรื่องศีลธรรมเสื่อมทรามนั้นเป็นอันว่าไม่มีหวังที่จะแก้ได้อย่างแน่นอน

๔. รัฐควรส่งเสริมการศึกษาด้านจริยศึกษาให้มาก

แม้ว่าจริยศึกษาจะเป็นองค์หนึ่งแห่งการศึกษาในแผนการศึกษาของชาติก็จริง แต่จริยศึกษาเหมือนลูกเมียน้อย เกือบไม่ได้รับการเหลียวแลเลย คะแนนศีลธรรมก็มีเพียง ๒๐ – ๓๐ คะแนนใน ๘๐๐ – ๑,๐๐๐ เท่านั้น เด็กย่อมเพ่งเล็งถึงความสำคัญของวิชาต่าง ๆ ที่คะแนน ถ้าวิชาใดคะแนนน้อย ก็หมายความว่ามีคุณค่าน้อยในความหมายของเด็ก รัฐควรพิจารณาแก้ไขในเรื่องนี้เป็นกรณีรีบด่วนด้วย

สำหรับในการแก้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของรัฐนั่นเองถ้ารัฐยังเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงินอยู่ ก็แก้ไม่ตก วิธีแก้นั้นก็ไม่ยากอะไรจนเกินไปนัก นั่นคือ

๑. รัฐต้องควบคุมภาพยนตร์และอารยธรรมตะวันตกที่จะเป็นภัยต่อศีลธรรม ให้มากและให้รัดกุมยิ่งขึ้น

๒. รัฐต้องควบคุมหนังสือและภาพประเภทลามกอนาจาร หรือว่ามีที่ท่าส่อไปในทางนั้นรวมทั้งภาพยนตร์ด้วย อย่าเปิดโอกาสให้มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวเอาคำว่า “ศิลปะ” มาใช้บังหน้า หนังสือประเภทหลังฉากหรือเรื่องในมุ้งควรห้ามอย่างเด็ดขาด และควบคุมอย่างใกล้ชิด

๓. รัฐต้องจำกัดการผลิตสุรา ยาสูบ และการออกสลากกินแบ่งให้น้อยลง ยิ่งเลิกได้อย่างเด็ดขาดเท่าใดยิ่งดีเท่านั้น และห้ามสั่งสุรา ยาสูบ มาจากต่างประเทศอีกด้วยโปรดอย่าได้อ้างมติมหาชนในกรณีนี้เลย เพราะถ้าเอามติมหาชนมาบังหน้าละก็ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนต้มสุราเองและเล่นการพนันได้โดยเสรีจะมิดีกว่าหรือ?

๔. รัฐต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน นั่นหมายถึงผู้ปกครองและข้าราชการทั้งหลาย ต้องทำตัวให้เป็นแบบฉบับที่ดี อย่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวก คดโกง ตลบตะแลงต่าง ๆ นานา เพราะจะทำให้เด็กเลียนแบบ จงอย่าทำตัวเป็น “แม่ปูสอนลูกปู” เลย

๕. รัฐควรส่งเสริมการศึกษาในด้านศาสนาให้มาก เพื่อจะได้สร้างพระให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้นจะได้เป็นกำลังของประเทศชาติศาสนาต่อไป มิฉะนั้นเราจะได้พระที่ทุพพลภาพตลอดไป ควรส่งเสริมในด้านจิตใจให้มากกว่านี้ ให้สมกับที่จริยศึกษาเป็นองค์หนึ่งแห่งแผนการศึกษาของชาติจริง ๆ ควรพิจารณาปรับปรุงการสอนและการให้คะแนนศีลธรรมในโรงเรียนเสียใหม่ และควรหางบประมาณส่งเสริมการศาสนศึกษาในแบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้ยิ่งกว่านี้เพราะอนาคตของชาติในด้านจริยธรรมจะดีหรือชั่วนั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาของพระนั่นเอง ถ้าพระมีความรู้ความสามารถก็จะมีประสิทธิภาพในการสั่งสอนอบรมได้มากขึ้น อนาคตของชาติก็คงแจ่มใสยิ่งขึ้นกว่าทุกวันนี้เป็นแน่

. รัฐควรทำงานประสานกันกับทางศาสนา ในอันที่จะอบรมจิตใจของเยาวชนของชาติ ไม่ใช่ทำคนละที และควรเปิดโอกาสให้พระได้ทดสอบด้วย มิใช่สอนแล้วก็แล้วกัน เราจะหาสถิติที่แน่นอนไม่ได้ นอกจากสถิติยกเมฆเท่านั้น เช่นบอกว่าในการอบรมคราวนี้มีผู้เข้ารับการอบรม ๑,๐๐๐ คน แต่ในพันคนนั้น จะมีคนเข้าใจสักกี่คน เราไม่ทราบ เราเพ่งปริมาณกันเสียมาก ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพเลย อย่างนี้เป็นการทำงานอย่าง “ขอไปที่” หรือแบบ “ผักชีโรยหน้า” ไม่ได้ผลอะไร

ถ้ารัฐจะส่งเสริมการศาสนศึกษาให้เป็นลำเป็นสัน จริงจังแล้วอนาคตของชาติไทย ชาวไทยคงแจ่มจรัสยิ่งกว่านี้ แก๊งอินทรีต่าง ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นแน่ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว รัฐก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรจะได้นำปัญหานั้น ๆ มาวิจัยโดยละเอียด และหาทางแก้ไขให้ถูกต้องโดยรีบด่วนต่อไป เราหวังว่ารัฐบาลชุดนี้คงจะใจกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นนี้ และจะได้พิจารณาหาทางแก้ไขต่อไป.

๑๗ มีนาคม ๒๕๐๑

 

 

 

 

 

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com