บอกต่อ:

ข้าพเจ้าได้อ่านบทความเรื่อง การศึกษาพระศาสนาเมืองไทยจะดำเนินไปทางไหน ซึ่งท่านผู้ใช้นามว่า เปรียญเก่า ไดเขียนโต้ตอบกับท่าน บีวาย ใน น.ส.พ. สยามรัฐติตต่อกันจนจบแล้ว เห็นว่าทั้งท่าน เปรียญเก่า และท่าน บีวาย ต่างก็ได้โต้เถียงกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน ฝ่ายตน และพยายามยกฐานะของตนให้สูงขึ้นโดยการเหยียดอีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เข้าทำนอง ยกตนข่มท่าน ดูคล้ายเด็กทะเลาะกันมากกว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่ทำให้เกิดผลดีแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย แทนที่พวกเราจะอยู่ร่วมกันโดยสามัคคีธรรม หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันเพื่อยกระดับฐานะของพวกเราให้สูงขึ้น เรากลับมาทำให้เกิดแตกแยกเป็นฝักฝ่ายเช่นนี้ สมควรแล้วหรือที่เราซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนมาถึงเพียงนี้แล้ว จะประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ ความรู้ทางพระพุทธศาสนาสอนเราอย่างนี้หรือ เขามักพูดกันเสมอว่า “ผู้ที่บวชเรียนนาน ๆ มักใจแคบ” ทั้ง ๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงสอนให้สาวกของพระองค์ใจแคบเลย แต่ทำไมหนอสาวกของพระองค์จึงมักจะมีใจแคบ ไม่ยอมลืมตาดูโลกเขา ไม่ยอมพยายามที่จะเข้าใจผู้อื่นด้วยกุศลจิตเลย ก็เมื่อเราได้บวชเรียนกันจนเป็นมหาเปรียญมีความรู้สูง ๆ เช่นนี้แล้ว รสพระธรรมยังไม่สามารถชำระจิตของเราให้เบาบางจากกิเลสและทิฐิต่าง ๆ แล้ว จะได้ประโยชน์อะไรต่อการที่จะต้องเสียเวลามาบวชเรียนกันอีกเล่าเพราะก็ไม่ต่างไปจากผู้ที่ไม่เคยบวชเรียนเลย หรือบางทีกลับจะมีกิเลสมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป

ข้าพเจ้าเห็นด้วยที่ท่านเปรียญเก่าต้องพลอยเป็นเดือดเป็นแค้นแทนพวกเปรียญเรา ซึ่งต้องถูกตัดสิทธิอยู่เสมอมาโดยไม่มีเหตุผลและเป็นธรรมเลย และยิ่งเมื่อมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ผลิตนิสิตนักศึกษาสำเร็จเป็นพุทธศาสตร์บัณฑิต เป็นศาสนศาสตร์บัณฑิตออกมาด้วยแล้ว ทางราชการก็แบมือต้อนรับ โดยให้อัตราเงินเดือนเท่ากับประโยค ๙ และดูจะมีอนาคตแจ่มใสกว่าเสียด้วย ในขณะเดียวกันเปรียญ ๖ – ๗ – ๘ ซึ่งเคยรับสิทธิ์สอบเข้าเป็นอนุศาสนาจารย์ก็ถูกตัดสิทธิ์ไปหมดสิ้น คล้าย ๆ กับว่าพวกพุทธศาสตร์บัณฑิตและศาสศาสตร์บัณทิตเหล่านี้เอง เป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเปรียญ ๖ – ๗ – ๘ ถูกตัดสิทธิ์ การที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุฉะนั้นที่ท่านเปรียญเก่าจับจุดได้เช่นนี้ ก็เริ่มโจมตีการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ทีเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นการโจมตีถูกจุดทีเดียว สมกับที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจนเป็นมหาเปรียญ แสดงว่ายังสามารถเอาความรู้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างน่าดู แต่ไม่น่าชมเลย

เราควรจะได้ระลึกถึงความจริง ซึ่งเป็นมูลฐานของการตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์เสียก่อนว่า ใครเป็นผู้ตั้ง และตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร คงจะไม่มีใครปฏิเสธใช่ไหมว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชเจ้าของเรานั้น ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถและทรงเล็งเห็นการณ์ไกลเพียงใด เมืองไทยได้รอดจากความเป็นทาสของพวกจักรวรรดินิยม ก็เพราะพระปรีชาสามารถของพระองค์ เมืองไทยได้เจริญรุ่งเรื่องเป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศก็เพราะการดำเนินรัฐประศาสโนบายที่สุขุมคัมภีร์ภาพของพระองค์พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าโลกในสมัยนั้นกำลังเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นที่เราจะต้องมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศยิ่งขึ้น แต่การศึกษาในสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในด้านพระพุทธศาสนา เรายังคงศึกษาบาลีและธรรมะตามแบบเก่ากันเรื่อยมา ไม่พยายามที่จะมองดูว่าโลกเขาก้าวไปแค่ไหนแล้ว เราคงยังนอนกระหยิ่มใจอยู่ว่า การศึกษาขนาดนักธรรมเอก เปรียญ ๙ ประโยคก็สูงพอแล้ว คิดแต่จะเผยแผ่พระศาสนาอยู่เพียงในเมืองไทยเท่านั้นเอง ยิ่งในสมัยนั้นเป็นสมัยที่พวกบาทหลวงแห่งศาสนาคริสต์ ได้เข้ามาเปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลขึ้นในเมืองไทยหลายแห่งแล้ว และกิจการของเขาก็กำลังเจริญรุ่งเรื่องขึ้นมาตามลำดับ แต่การศึกษาในด้านพระศาสนาของเราเล่าก้าวไปแค่ไหนแล้ว เปล่าเลย การศึกษาของเรายังคงเดินซอยเท้าอยู่ที่เก่านั่นเอง พระสงฆ์ไทยในสมัยก่อนเป็นผู้มีอิทธิพลมากในด้านการศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะโรงเรียนในสมัยนั้นตั้งอยู่ในวัดและครูก็คือพวกพระนั่นเอง ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส พุทธจักรกับอาณาจักรจึงมีแน่นแฟ้นมาก แต่ต่อมาเมื่อการศึกษาของชาติเจริญขึ้นมากแล้ว แต่ของวัดยังซอยเท้าอยู่ไม่ยอมหน้าเดินสักที โรงเรียนจึงค่อย ๆ แยกตัวออกจากวัดไปทุกทีทั้งนี้จะโทษใคร ข้าพเจ้าขอโทษพระ ทั้งนี้เพราะพระไม่มีสมรรถภาพในอันที่จะอำนวยความรู้ให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนและให้ทันความเจริญก้าวหน้าของโลกได้ บ้านกับวัดก็เลยพลอยห่างเหินกันออกไปทุกที เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับบ้านห่างกันออกไป เด็ก ๆ ผู้เป็นเยาวชนของชาติก็ไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้พระจึงขาดผู้ที่จะเป็นผู้นำในทางศีลธรรม ในที่สุดเราก็ได้แต่บ่นกันว่าศีลธรรมเสื่อม ๆ นี่เป็นความผิดของใคร

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ “พระปิยมหาราช” ได้ทรงตระหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี พระองค์ทรงหวังว่า ถ้าพุทธจักรกับอาณาจักรจะต้องแยกทางกันเดินอย่างเด็ดขาดแล้ว ความหายนะจะไม่เกิดมีเฉพาะแก่ประเทศชาติเท่านั้น แม้ศาสนาเองก็จะดำรงอยู่ต่อไปหาได้ไม่ จิตใจของประชาชนก็จะตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมลงทุกที่ ทั้งนี้เพราะไม่มีศีลธรมเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจนั่นเอง พระศาสนาเมื่อขาดผู้เลื่อมใสแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้อุปถัมภ์ เมื่อขาดผู้อุปถัมภ์แล้ว ย่อมดำรงอยู่ไม่ได้ นั่นคือทั้งพุทธจักรและอาณาจักรย่อมถึงซึ่งความหายนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุนี้แหละ องค์พระปิยมหาราชเจ้าผู้ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล จึงได้ทรงประกาศตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) ซึ่งเป็นปีที่ ๒๙ หลังจากได้ขึ้นครองราชสมบัติ และพระราชทานนามว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงกอบกู้การศึกษาทางด้านพระศาสนาให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ความเข้าใจในวิทยาการทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะเมื่อพระภิกษุสามเณรมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการทั้งทางโลกและทางธรรมแล้ว ก็ย่อมจะสามารถถ่ายทอดความรู้นั้น ๆ ให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ ถ้าทำได้เช่นนี้ บ้านกับวัด อาณาจักรกับพุทธจักร พระกับฆราวาส ก็จะได้มีโอกาสใกล้ชิดทำให้เข้าใจกันและกันดีขึ้น และจะได้เดินทางร่วมกันได้อย่างสนิทโดยมิต้องสงสัย นั่นคือความเจริญรุ่งเรื่องทั้งทางพระพุทธจักรและอาณาจักรนั่นเอง แต่เป็นที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งเพราะพระราชประสงค์นี้ มิได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายศาสนจักรเลย โครงการอันบรรเจิดเพริศพริ้งของพระองค์ต้องประสบอุปสรรคอย่างหนักจนไม่สามารถดำเนินไปได้

ถ้าหากอุปสรรคไม่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าสายตาของผู้นำทางศาสนาสมัยนั้นจะยาวสักหน่อยแล้ว เราก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า กิจการของมหาวิทยาลัยสงฆ์จะเจริญรุ่งเรืองไปแค่ไหนแล้ว ถ้าเราจัดดำเนินงานถูกทางมาตั้งแต่ต้นแล้ว เราก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกันว่าป่านฉะนี้เมืองไทยคงเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกแล้วอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงเขายกยอเข้าหน่อย เราก็คิดว่าเวลานี้เราเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลกเสียแล้ว และป่านนี้เราคงมีนักศาสนาที่เชี่ยวชาญพอที่จะเผยแผ่พระศาสนาไปยังต่างประเทศได้มากมายทีเดียว หรืออย่างน้อยในการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกทุก ๆ ครั้ง เราก็คงไม่ต้องไปนั่งอมภูมิ ได้แด่ Yes – No อย่างที่เคยประสบกันมาแล้วเป็นแน่ ซึ่งทำให้ชาวโลกไม่เข้าใจเลยว่าการพระศาสนาในเมืองไทยได้พัฒนาการไปในแบบใดรูปใด ถ้าการไปประชุมแต่ละครั้งเราไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเขามาได้ และไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเราให้แก่เขาได้แล้ว การไปประชุมนั้น ๆ ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากเสียเงินทองของชาติ ซึ่งแต่ละบาทเกิดจากเลือดเนื้อของประชาชนไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซ้ำบางที่ต้องขายหน้าประเทศชาติอีกด้วย

อีกประการหนึ่ง ขอให้เราได้โปรดระลึกไว้ด้วยว่า การศึกษาของประเทศไทยเราในขณะนี้นั้นก้าวหน้าไปแค่ไหนเพียงไรแล้วรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเด็กไม่มีที่เรียนได้ รัฐบาลยังไม่สามารถอำนวยความรู้ให้แก่เยาวชนของชาติได้อย่างเต็มตามความต้องการของประชาชน ทุกหนทุกแห่งจะมีแต่เสียงเรียกร้องของครูอาจารย์ ของโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงว่าประชาชนยังต้องการการศึกษาอยู่แค่ไหนเพียงไร ปัญหาที่หนักใจรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็คือ ครู อาจารย์ มีไม่พอ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีน้อยกว่าความเจริญของประชาชนที่นับวันจะทวีมากขึ้นทุกที คนที่มีเงินเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนในขั้นมหาวิทยาลัยได้ คนจนอย่าพูดถึงขั้นมหาวิทยาลัยเลย แม้แต่เพียงขั้นมัธยมก็เกือบไม่มีปัญญาอยู่แล้ว ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าในบรรดาเด็กเลี้ยงควายเหล่านั้น อาจมีหลายคนทีเดียวที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ซึ่งถ้าได้รับการส่งเสริมให้ดีแล้ว อาจเป็นนายกรัฐมนตรีได้เหมือนกัน แต่เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่มีใครเหลียวแลปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม นับว่าเราได้ทอดทิ้งมณีอันล้ำค่าให้จมเปือกตมปลักควายเสียมิใช่น้อยทีเดียว ถ้าหากจะมีใครหรือองค์การใดมีอุตสาหะไปงมเอาแก้วมณีนั้นมาล้างและตบแต่งเสียให้หมดมลทินแล้ว ใครเล่าจะไม่อยากได้เอามาประดับเรือนแหวน

เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า ในเมืองไทยขณะนี้มีภิกษุสามเณรตั้งสองแสนเศษ ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อยเลย ในจำนวนพระภิกษุสามเณรเหล่านี้ เราตีเสียอย่างหยาบ ๆ คือคัดพระผู้เฒ่าและเณรเล็ก ๆ ออกเสียบ้างแล้ว ก็ยังเหลือภิกษุสามเณรที่เป็นชายฉกรรจ์ตั้งแสนเศษทีเดียว และท่านเหล่านี้ส่วนมากมาจากชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งสวนมากที่สุดเป็นชาวนา เมื่อท่านเหล่านี้มาบวชอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว เราจะไม่ส่งเสริมให้ท่านศึกษาเล่าเรียนบ้างหรือ ถ้าเราจะให้ท่านศึกษาเล่าเรียนวิชาอื่น ๆ นอกเหนือไปจากบาลีและธรรมะบ้าง จะเป็นผลเสียหายอะไรหรือ ถ้าหากท่านจะคิดว่านั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้น ไม่ใช่ทางที่จะดับกิเลสตัณหาละก็ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป เพราะในสมัยตั้งแต่พันปีมานี้ มีใครบ้างเล่าที่บวชเรียนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เห็นแต่พอมีความรู้เข้าหน่อยก็สึกหมด แต่ก็ยังนับว่าดี ถ้าไม่มีความรู้ไม่มีคุณธรรมบ้างเลย แล้วสึกไป นี้แหละจะเป็นภัยอันใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและศาสนา คงไม่มีใครปฏิเสธใช่ไหมว่า สมัยนี้เราบวชกันตามประเพณีเสียมากกว่า แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันก็ทรงพระผนวชตามประเพณีเหมือนกัน ร้ายยิ่งกว่านั้น ในวิธีการขอบรรพชาอุปสมบทสมัยนี้ (แบบใช้ เอสาหํ ฯลฯ) ก็ตัดคำว่า สพฺพทุกฺขนิสฺสรณนิพฺพานสจฺฉิกรณตฺถาย ซึ่งแปลว่า เพื่อประโยชน์แก่การรื้อออกจากทุกข์ทั้งปวงและทำพระนิพพานให้แจ้ง ออกเสียแล้ว แสดงว่าการบวชในสมัยนี้มิใช่เป็นการบวชเพื่อจะให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเลย

ในบรรดาภิกษุสามเณรในเมืองไทยจำนวนสองแสนเศษนี้ข้าพเจ้าคิดว่าคงมีประมาณแสนหนึ่งที่เป็นจำนวนหมุนเวียน คือที่สึกก็สึกไป ที่บวชใหม่ก็บวชมา และพวกที่จะสึกนี้แหละจะต้องออกไปเป็นกำลังกายกำลังสมองของประเทศชาติต่อไป ฉะนั้นไม่เป็นการสมควรละหรือที่จะให้เขาได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาการอื่น ๆ บ้างนอกจากธรรมวินัย ทั้งวิชาการนั้น ๆ ก็มิได้ขัดกับพระธรรมวินัยเลยเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในอนาคตของเขา เราอย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าของเราทรงเป็น โลกวิทู คือทรงเป็น ผู้รู้แจ้งโลก ก่อนที่พระองค์จะทรงพระผนวช พระองค์เป็นลูกกษัตริย์ วิชาความรู้ใด ๆ ที่ลูกกษัตริย์จะต้องศึกษา พระองค์ได้ศึกษาจนจบสิ้น ซึ่งก็ปรากฎว่าพระองค์ได้ทรงศึกษาช่ำซองในศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่สูงยิ่งในสมัยนั้น แม้เมื่อพระองค์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระองค์ก็ยังทรงอุตสาหะไปศึกษาวิชาความรู้ในสำนักอาจารย์ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ถึงกระนั้นก็ยังไม่พอพระทัยต้องทรงแสวงหาต่อไปอีก รวมเป็นเวลาถึง ๖ ปี จึงได้ตรัสรู้สัจธรรม ฉะนั้นเมื่อถึงคราวที่พระองค์จะทรงประกาศพระศาสนาย่อมทรงกระทำได้ง่ายมาก ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า แต่ละคนมีอุปนิสัยไปทางไหน พระองค์จึงทรงสามารถแสดงธรรมให้ถูกกับอุปนิสัยของเขาได้ จึงปรากฎผลว่าการประกาศพระศาสนาของพระองค์ได้ผลรวดเร็วเกินคาด เกินกว่าที่ศาสดาใด ๆ ได้เคยประสบมา ทั้งพระสาวกองค์สำคัญ ๆ ที่เป็นกำลังในการประกาศพระศาสนา เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอุรุเวลกัสสป พระมหากัจจายนะ พระปุณณะมันตานีบุตร ฯลฯ ก็ล้วนแต่เคยเป็นนักศึกษา คณาจารย์ใหญ่ เรียนจบไตรเพกมาก่อนทั้งนั้น พระมหาเถระเหล่านี้แหละที่เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาพื้นความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าพอเป็นพระอรหันต์แล้วจะเก่งเสียทุกอย่าง เปล่าเลย พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้พระองค์จะรู้จริงแต่ก็สอนให้ผู้อื่นรู้ตามไม่ได้ พระอรหันต์อีกมากมายที่มิได้เป็นนักประกาศศาสนาเลย ทั้งนี้เพราะขาดฐานความรู้อันจะใช้เป็นสื่อโยงไปยังมหาชนนั่นเอง ก็เหมือนที่พวกมหาเปรียญที่ไปประชุมในต่างประเทศนั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่ความรู้ก็มีมากมาย แต่พอขาดภาษาที่จะใช้เป็นสื่อเสียอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้ที่ท่านมีอยู่ก็ไม่ทำให้เกิดอะไรเลย กลับกลายเป็นคนใบ้ไปหมด!

บางท่านก็กล่าวว่า การที่พระมาอาศัยผ้าเหลืองเรียนวิทยาการทางโลกเป็นการเอาเปรียบชาวบ้าน ข้าพเจ้าเห็นว่าพูดกันด้วยอกุศลจิตมากกว่า ถ้าท่านเห็นว่าการบวชเป็นพระเณรสบาย ทำไมไม่มาลองใช้ชีวิตแบบพระดูบ้างเล่า ถ้าสบายจริง ๆ แล้วคงไม่มีใครสึกแน่นอน พระภิกษุสามเณรต้องอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย ทั้งยังต้องเสียสิทธิ์ต่าง ๆ อีกมากมาย บางคนเข้ามาบวชหนึ่งพรรษา (๓ เดือน) เท่านั้น เห็นแต่นับวันสึกกันอยู่เรื่อย พวกนี้มักจะรู้ดีว่าเข้าพรรษามากี่วันแล้ว อีกกี่วันจะออกพรรษา อะไรทำนองนี้ถ้าสบายแล้ว เขาคงไม่คิดเช่นนั้นใช่ไหม? เพราะทุกคนก็อยากสบายด้วยกันทั้งนั้น ที่มนุษย์ดิ้นรนกันอยู่ทุกวันนี้ ใครเล่าจะปฏิเสธว่าไม่ใช่เพราะอยากสบาย

ที่ท่านเปรียญเก่าเป็นห่วงว่า ถ้าพระหันมาเรียนในรูปมหาวิทยาลัยเสียหมด ต่อไปจะไม่มีใครรู้ภาษาบาลีนั้น ก็อย่าให้วิตกจนเกินไปเลย เพราะในมหาวิทยาลัยสงฆ์ วิชาภาษาบาลีและธรรมะเป็นวิชาบังคับ ใครจะไม่เรียนไม่ได้ อย่างพุทธศาสตร์บัณฑิต แห่งมหาจุหลงกรณราชวิทยาลัยจะต้องสอบได้อย่างต่ำ ๖ ประโยค บางรูปก็อาจถึง ๘ – ๙ ประโยค หรือศาสนศาสตร์บัณฑิตแห่งมหามกุฏราชวิทยาลัยก็ต้องสอบได้อย่างต่ำ ๕ ประโยค โดยเฉพาะในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เปิดสอนภาษาบาลีประโยค ป.ธ. ๔ – ๕ – ๖ ตลอดปี และไม่เพียงแต่สอนสัมพันธ์มคธ แปลมคธเป็นไทย และแปลไทยเป็นมครเท่านั้น ยังสอนวิชาวรรณคดีบาลีเพิ่มอีกวิชาหนึ่งเป็นพิเศษ และในปีต่อ ๆ ไปก็อาจเปิดสอนถึงประโยค ป.ร. ๗ – ๘ – ๙ แม้ในแผนกบาลีมัธยมก็เช่นกัน ข้าพเจ้าคิดว่าท่านเปรียญเก่ามิได้ทราบความเป็นไปอย่างแท้จริงเลย แล้วก็เขียนยกเมฆเอาเพราะอำนาจโทสาคติบวกกับโมหาคติมากกว่า เพราะในแผนกบาลีมัธยม ทางมหาวิทยาลัยต้องกวดขันมาก วิชาบาลีและธรรมะถือเป็นวิชาบังคับเช่นกัน แม้ในภาควิชาการทั่ว ๆ ไปจะสอบได้ แต่ถ้าตกในวิชาบาลีและธรรมะแล้วทางมหาวิทยาลัยถือเป็นตก แม้จะสอบ ม. ๓ ของกระทรวงศึกษาธิการได้ แต่ถ้าหมวดบาลีและธรรมะตก ก็ไม่มีโอกาสที่จะศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ได้ ในชั้นบาลีมัธยมปีที่ี ๖ ก็เช่นกัน ถ้ายังสอบประโยค ป.ธ. ๓ ไม่ได้ก็ไม่มีสิทธิ์สอบ ม. ๖ ถ้าหากท่านคิดว่าผู้ที่สอบบาลีมัธยมปีที่ ๖ ได้แปลบาลีไม่ออกก็ย่อมเป็นการดูหมิ่นองค์การศึกษาคณะสงฆ์ไทย เพราะผู้ที่จะสอบ ม. ๖ ได้ต้องสอบ ป.ธ. ๓ ได้ก่อน ถ้าสอบ ป.ธ. ๓ ได้โดยที่แปลหนังสือไม่ออกก็คงไม่ใช่เป็นความผิดของนักเรียนเป็นแน่ควรจะเป็นความผิดของคณะกรรมการมากกว่า ที่ปล่อยให้สอบไปได้โดยไม่มีความรู้ ในสมัยรัตนโกสินทร์แม้จะมีเปรียญที่จะสอบได้ถึง ๙ ประโยค แต่ก็มีบ้างไหม ที่ใครสามารถแต่งตำราเป็นภาษาบาลีไว้บ้าง?

สมัยนี้เป็นสมัยที่แข่งขันด้วยวิชาความรู้ ใครมีความรู้ความสามารถก็ควรที่จะส่งเสริมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ใช่คอยกดดันเข้าไว้หรืออิจฉาริษยากัน ควรจะช่วยกันจรรโลงประเทศชาติศาสนาของเราให้วัฒนาสถาพรยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ใช่คอยจับผิดกัน หรือมีทิฐิมานะว่า ของฉันเท่านั้นดี ของฉันเท่านั้นถูก ของคนอื่นไม่ดี ของคนอื่นผิด นี้ไม่ใช่เป็นหลักปฏิบัติสำหรับชาวพุทธที่แท้จริงเลย

แม้ว่าบางท่านที่ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัย พอมีความรู้ก็ไปสอบวิชาชุดครู พ., พ.ป., พ.ม. กันเป็นแถว ก็ไม่เห็นน่าแปลกอะไรในเมื่อพระภิกษุสามเณรของเรามีความสามารถพอที่จะไปสอบได้เพื่อแสดงให้ชาวโลกได้เห็นว่า พระเดี๋ยวนี้มีการศึกษารุดหน้าไปแค่ไหนเพียงใดแล้ว ซึ่งการที่ท่านได้รู้ทั้งคดีโลกและคดีธรมเช่นนี้แหละจะเป็นประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนยิ่งขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ข้าพเจ้าคิดว่ายุคนี้แหละจะเป็นยุคที่พระสงฆ์ไทยจะสามารถประกาศพระพุทธศาสนาออกไปยังต่างประเทศได้ความจริงรัฐบาลก็ปฏิบัติไม่ถูกนักในเรื่องนี้ รัฐบาลอาจจะลืมไปว่าในสมัยเมื่อ ๒๐ ปีมานี้ มหาเปรียญยังได้รับสิทธิ์มากกว่านี้ เคยมีสิทธิ์เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสำเร็จออกมาก็มากมายและก็ได้เป็นกำลังของประเทศชาติมาแล้วเป็นอย่างดีทั้งสถิติการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ไม่ค่อยปรากฏว่ามี ซึ่งผิดกับสมัยนี้ไกลมากเหลือเกิน สมัยท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ท่านก็ยังรับเปรียญตั้งแต่ ๖ ประโยคขึ้นไปเข้าศึกษาได้ มาบัดนี้เป็นสมัยที่ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม* ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตยและยึดมั่นในหลักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเป็นอธิการบดี จะไม่เปิดสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่สอบบาลีประโยค ป.ธ. ๖ ได้แล้วให้ได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งนี้บ้างหรือแม้จะต้องสอบคัดเลือกเข้าก็ตาม

ถ้าหากเราจะได้ศึกษาประวัติศสตร์พระพุทธศาสนาให้สูงขึ้นไปโดยใจเป็นธรรมแล้ว เราจะเห็นว่าการศึกษาพระพุทธศาสนาในรูปมหาวิทยาลัยนี้ไม่ใช่ของใหม่เลย เป็นเรื่องเก่าที่มีมานานแล้วในสมัยหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วประมาณ ๓๐๐ – ๔๐๐ ปี การศึกษาพระพุทธศาสนาในประทศอินเดียได้เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยใด ๆ หลังจากพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา การศึกษาซึ่งเดิมมีเฉพาะในวัดเท่านั้น ได้ค่อย ๆ ขยายตัวออกจนกระทั่งถึงขั้นมหาวิทยาลัย และไม่ใช่มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ยิ่งในโลกทีเดียว บางมหาวิทยาลัยมีนิสิตนักศึกษาเป็นหมื่น ๆ และแต่ละแห่งล้วนใหญ่โตกว่ามหาวิทยาลัยทั้งหลายในเมืองไทยเสียอีกเช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา วลภี วิกรมศีลา ชคัททละ และมหาวิทยาลัยโอทันตบุรี เป็นต้น การดำเนินงานในแบบมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ได้เจริญออกไปอย่างกว้างขวางจนกระทั่งสามารถดึงดูดจิตใจนักศึกษาจากประทศบ้านใกล้เรือนเคียงมาศึกษาค้นคว้ากันมาก และผลจากการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยนี้เอง ที่ทำให้พระพุทธศาสนาได้แพร่สะพัดไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทิเบต จีน และญี่ปุ่น กิจการของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เหล่านี้ได้เจริญรุ่งเรือถึงขีดสุดทีเดียว และได้เจริญรุ่งเรืองติตต่อกันเป็นเวลากว่าพันปีเพิ่งมาถูกทำลายอย่างยับเยินเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ เศษ โดยกองทัพมุสลิมในการนำของพระเจ้าภัขตยาร์ ขิลชิ ถึงกระนั้นก็น่าขอบพระทัยพระเจ้าภัขตยาร์ ขิลชิ ที่พระองค์ยังทรงเหลือซากปรักหักพังแห่งอาคารต่าง ๆ  ไว้เป็นอนุสรณ์ให้พวกเราได้สร้างภาพฝันถึงความใหญ่โตมโหฬารของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ทำให้นึกถึงความเจริญรุ่งเรื่องแห่งการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาในบรรพกาลได้เป็นอย่างดี และทำให้สร้างมโนภาพต่อไปอีกว่า ถ้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ เหล่านั้นยังจะจีรังยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้แล้ว เราก็อาจประมาณไม่ถูกเหมือนกันว่าพระพุทธศาสนาจะมีบทบาทตต่อสันติภาพของโลกอย่างไรบ้าง? พระพุทธศาสนาคงจะไม่เป็นอัมพาตอย่างทุกวันนี้เป็นแน่

 

 

 

                                            

* บทความนี้เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐

ในฐานะที่พระเป็นหลักชัยของชาวบ้าน พระเป็นที่พึ่งอาศัยของชาวบ้านมาแต่บรรพกาล พระมีหน้าที่เป็นนายแพทย์รักษาโรคจิตให้แก่ชาวบ้าน ควรที่พระจะได้บำเพ็ญหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์โรคทางกาย เขามีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคมากมายพอแล้วแต่โรคใจยังไม่มีนายแพทย์ใด ๆ รักษาได้ เพราะตัวนายแพทย์เองก็เป็นโรคใจอยู่แล้ว บางทีอาจถึงขั้นเป็นวัณโรคแห่งจิตด้วยซ้ำไป ในฐานะที่พระเป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา มีหน้าที่รักษาโรคจิตของประชาชน จึงจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องรู้จักสมุฏฐานแห่งโรคเสียก่อนจึงจะวางยาให้ถูกกับโรคได้ ถ้านายแพทย์มียาอยู่ขนานเดียว คือยาแก้ปวดศีรษะ ไม่ว่าใครจะเป็นโรคอะไรมา จะเป็นไข้ก็ตาม อหิวาตกโรคก็ตาม ท้องเดินก็ตาม นายแพทย์ก็ให้กินแต่ยาแก้ปวดศีรษะขนานเดียวที่ตนมีอยู่ อย่างนี้จะทำให้โรคหายได้ละหรือ? นายแพทย์จะต้องมีความสามารถ จะต้องตรวจให้ค้นพบเสียก่อนว่าอะไรเป็นสมุฏฐานแห่งโรค? หรือเป็นโรคอะไร? แล้วต้องวางยาให้ถูกกับโรคนั้น ๆ โรคจึงจะหายได้ พระเป็นเช่นเดียวกับนายแพทย์ จะต้องศึกษาให้เข้าใจว่าโรคที่เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนนั้น มีสมฏฐานมาจากอะไร? แล้วจึงจะวางยาให้ถูกกับโรคได้

ประชาชนล้วนแต่มีปัญหายุ่งยากต่าง ๆ กัน บางคนก็มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการเศรษฐกิจ บางคนก็มีปัญหาทางจิต ฯลฯ พระจำต้องแก้ปัญหาของเขาให้ถูกจุด การรักษาโรคนั้นจึงจะได้ผล ถ้าพระไม่รู้สมุฏฐานของโรคแล้ว จะวางยาให้ถูกกับโรคได้อย่างไร? ฉะนั้นจึงจำเป็นหลือเกินที่พระสงฆ์ควรจะได้ตื่นตัวหาวิชาความรู้ไว้ให้พร้อมสรรพ เพื่อบำเพ็ญหน้าที่ของตนให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้กับโรคร้ายแห่งจิตตามยถากรรมส่วนพระฉันแล้วก็นอนสบายไม่ต้องทำอะไร?

อย่าลืมว่า การที่พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในสมัยพุทธกาลนั้น เพราะผู้นำของเราเป็น “โลกวิทู” ทรงรู้แจ้งโลก รู้วิชาทางโลกทุก ๆ แขนง ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเป็นองค์พระยุพราชอยู่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการได้เจนจบทุกแง่ทุกนัย ต่อมาเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็น “ธรรมวิทู” แล้ว จึงทรงสามารถประกาศศาสนาให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว แม้สาวกทั้งหลายของพระองค์ก็เช่นกัน ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการประกาศพระศาสนา ล้วนแต่ผ่านชีวิตทางโลก ผ่านการศึกษาทางโลกมามากมายแล้ว จึงสามารถช่วยประกาศสัจธรรมให้ได้ผลอย่างรวดเร็วยิ่ง แต่พระภิกษุสามเณรในสมัยนี้เป็นอย่างไรบ้าง เราทราบดีแล้วว่าผู้ที่มาบวชเรียนโดยมากเป็นชนชั้นกลางและชนกรรมาชีพทั้งนั้นและพวกนี้ก็มาศึกษาหลังจากจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้ว ยังไม่ประสีประสาต่อโลกเลย แม้จะศึกษาจนเป็นมหาเปรียญแล้วก็ยังไม่เข้าใจอออเรื่องของโลกพอ การเผยแผ่ศาสนาจึงไม่ได้ผล การจะประกาศศาสนาให้มีประสิทธิภาพนั้น ผู้แสดงธรรมจะต้องมีความเข้าใจในชีวิตฆราวาสพอสมควร จะต้องมีความสามารถในการดักใจผู้อื่นด้วยคือต้องเป็นนักจิตวิทยาจึงจะสามารถดักใจผู้ฟังได้ และพูดให้เข้ากับจิตใจของผู้ฟังได้ ถ้าผู้พูดพูดไปอย่างหนึ่ง ผู้ฟังคิดไปอย่างหนึ่งการอบรมสั่งสอนก็ไม่เกิดประสิทธิภาพใด ๆ เราลองคิดดูซิว่า การแสดงพระธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียงนั้น เราได้เคยประเมินผลกันบ้างหรือเปล่า? เปล่าเลย เราทำกันเป็นประเพณีเท่านั้นเอง ถ้าจะมีการประเมินผลกันบ้างแล้ว จะเห็นว่าได้ผลน้อยมาก อาจไม่ถึง ๑% ก็ได้ เราควรจะคิดหาทางปรับปรุงแก้ไขกันบ้าง ในปาฏิหาริย์ ๓ อย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ การแสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ๑ อาเทศนาปาฏิหาริย์ การดักใจคนได้เป็นอัศจรรย์ ๑ และ อนุสาสนี้ปาฏิหาริย์ การสั่งสอนได้เป็นอัศจรรย์ ๑ ในปาฏิหาริย์ ๓ อย่างเหล่านี้เราจะเห็นได้วการแสดงฤทธิ์แสดงอิทธิพลนั้นได้ผลน้อยมาก เป็นผลที่ไม่มั่นคงแน่นอนอะไรเลย ส่วนการดักใจคนถูกนั้น พระพุทธองค์ทรงจัดเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง และเป็นปาฏิหาริย์ที่สำคัญมาก เพราะเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดอนุสาสนีปาฏิหาริย์ที่มีประสิทธิภาพต่อไป ถ้าเราไม่มีความรู้รอบตัวแล้ว จะดักใจคนได้ถูกอย่างไร ขอท่านผู้มีสติปัญญาโปรดได้พิจารณาโดยใจเป็นธรรมด้วย

การจะเพ่งเล็งกันในแง่ร้ายนั้นเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน เพราะถ้าจะมองกันในแง่นี้แล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีใครเลยที่จะดีทุกถ้วนกระบวนความ แต่ถ้าจะมองกันในแง่ดีบ้าง จะเกิดผลเสียหายประการใดหรือ? เมื่อทุกคนมีแง่ดีแง่ชั่วให้มองแล้ว เราจะมองกันแต่ในแง่ชั่วนั้นย่อมแสดงให้เห็นจิตใจของผู้มองได้ดีว่าอยู่ในสภาพเช่นใดเพราะของที่เหมือนกันเท่านั้นจึงจะผสมผสานกันได้สนิท อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงถูกพระเทวทัตจองล้างจองผลาญตลอดมา พระองค์ก็ไม่ทรงถือโกรธตอบ กลับทรงแผ่เมตตาให้เสียอีก และพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงเพ่งเล็งพระเทวทัตว่าเป็นคนเลวเสียสิ้นเชิง เพราะพระองค์ได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่าต่อไปในอนาคตพระเทวทัตจะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อ “อัฏฐิสสระ” ดูซิน้ำพระทัยองค์บรมศาสดาของเรา น่าอนาถ! สาวกของพระพุทธองค์ไม่ค่อยเจริญรอยตามแบบฉบับของพระองค์เลย ต่างแก่งแย่งแข่งดีกัน ยกตนข่มท่านตลอดเวลา เมื่อเรายังสร้างความสามัคคีในระหว่างพวกเราเองไม่ได้แล้วจะไปสอนใครเล่า? แม้ถึงจะสอนเขาก็คงไม่ได้ดี เพราะผู้สอนไม่เป็นตัวอย่างที่ดีเลย จงอย่าลืมคติที่ว่า ก่อนที่จะปฏิวัติผู้อื่น จงปฏิวัติตัวเองก่อน อย่าทำตัวเป็น “แม่ปูสอนลูกปู” เลย

การศึกษาของคณะสงฆ์แบบเก่าเป็นการศึกษาที่เหมาะสำหรับเมื่อ ๖๐ ปีมาแล้ว ไม่เหมาะกับสมัยนี้ การศึกษาของคณะสงฆ์ผู้มิได้พัฒนาไปเท่าที่ควร เคยเรียนกันมาอย่างไรก็เรียนกันไปอย่างนั้นหลักสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ควรยกเลิกกันได้แล้ว ควรจะมีการปฏิวัติการศึกษาในคณะสงฆ์เสียใหม่ ให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งกว่านี้ การศึกษาแบบเก่าควรเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว โดยจัดไว้ในสาขาโบราณคดี

ไม่ใช่ข้าพเจ้าดูหมิ่นการศึกษาแบบเก่าที่ข้าพเจ้าก็เคยศึกษามาแล้วเลย แต่เพราะเห็นว่ามันไปไม่ไหวจริง ๆ ลองคิดดูชิ การศึกษาบาลีถึงแค่ประโยค ป.ธ. ๓ – ๙ เราศึกษากันแต่อรรถกถา ฎีกาทั้งนั้น ไม่ได้ศึกษาถึงแก่น ถึงตัวพระไตรบปิฏกเลย กลับถือเอาพระไตรปิฏกเป็นหนังสือประกอบ อนิจจา! เราศึกษากระพี้กันมานานแล้ว ศึกษาตามแบบที่อาจารย์ชาวลังกาได้แต่งไว้ เราบูชาอรรถกถา ฎีกา มากกว่าพระไตรปิฏกเสียแล้ว เรายกย่องบูชาพระอรรถกถาจารย์ไว้ในฐานะที่สูงกว่าพระพุทธองค์แล้วหรือ?

เวลานี้เรามีภิกษุสามเณรตั้ง ๒ แสนเศษ บางรูปก็เรียนจนจบหลักสูตรฝ่ายนักธรรม บางรูปก็จบทั้งฝ่ายนักธรรมและฝ่ายบาลีลองปล่อยเข้าไปสอนตามมหาวิทยาลัยหรือตามโรงเรียนต่าง ๆ บ้างซิจะได้ผลแค่ไหนเพียงไร ถึงแม้อนุศาสนาจารย์ก็เช่นเดียวกัน ส่วนมากก็ส่งไปสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการศึกษาวิชาการภาคพระพุทธศาสนาเลย ถ้าเราไม่รีบแก้ไขเสียบัดนี้ จะแก้กันเมื่อไร? จะปล่อยให้เป็นอัมพาตเสียก่อนหรือ? อย่าลืมว่า การสอนที่จะได้ผลนั้นต้องมีการทดสอบด้วย ไม่ใช่ยกเมฆเอาเอง การสอนธรรมะตามวัดวาอารามต่าง ๆ ก็ดี การแสดงธรรมทางวิทยุกระจายเสียงก็ดี ถ้าจักได้มีการประเมินผลบ้างแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระศาสนาได้มากทีเดียว

ข้าพเจ้าเห็นว่าการศึกษาแผนใหม่ ในรูปมหาวิทยาลัยนี้แหละจะเป็นทางที่ดีที่สุด ในอันจะกอบกู้สถานะของพระศาสนาให้สูงขึ้นให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน และจะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดที่จะนำเอาพุทธธรรมไปแทรกในจิตใจของนักศึกษาทั้งหลาย ไม่ใช่โดยการแสดงพระธรรมเทศนาอย่างเดียว ดังที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเป็นประเพณี แต่ถ้าท่าน “เปรียญเก่า” หรือผู้ใดที่มีความเห็นเช่นท่าน “เปรียญเก่า” จะคิดว่าแบบเดิมดีแล้ว ก็จงเดินไปตามวิถีทางของท่านเถิด อย่าเที่ยวประณามผู้อื่นเขาเลย จะเข้าทำนองภาษิตว่า “มือไม่พาย แล้วยังเอาเท้าราน้ำ” อีก

เท่าที่ข้าพเจ้าได้เขียนมาเสียยืดยาวนี้ ก็หวังว่าจักได้ชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงเจตจำนง และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ว่ามีอย่างไรบ้าง แล้วขอให้ท่านผู้มีใจเป็นธรรมทั้งหลายได้โปรดใช้วิจารณปัญญาของท่านตัดสินโดยยุติธรรมเถิด.