บอกต่อ:

การศึกษานับว่าเป็นปัจจัยอันสำคัญในอันที่จะยกระดับฐานะของบุคคลในวงสังคม แม้ว่าเติมจะอยู่ในฐานะที่ยากจนต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าได้รับการศึกษามาดีแล้ว ย่อมไม่มีใครรังเกียจเดียดฉันท์อีกต่อไป เพราะผู้ที่เป็นนักปราชญ์นั้น เป็นบุคคลที่มีผู้เคารพนับถือทั่วโลก ซึ่งนับว่าต่างกับพระมหากษัตริย์ หรือผู้นำของโลกซึ่งจะได้รับการเคารพยกย่องก็เฉพาะในแว่นแคว้นของตนเท่านั้นอย่างพระพุทธเจ้า ขงจื๊อ โสคราเตส พลาโต ฯลฯ แม้จะมิได้เป็นคนไทย แต่เราก็ให้ความเคารพนับถือ ทั้งนี้ก็เพราะความเป็นปราชญ์ของท่านนั่นเอง การศึกษาเท่านั้นที่ทำคนให้เป็นคนจริง ๆ สมกับที่ได้รับนามว่า “มนุษย์” ซึ่งแปลว่า ผู้ที่มีจิตใจสูง การศึกษาเท่านั้นที่ทำคนให้ยิ่งกว่าคน เพราะนักปราชญ์ท่านได้รับการยกย่องจากสังคมเสมอด้วยเทพเจ้า หรือบางทีก็ยิ่งกว่าเทพเจ้าเสียอีกสมดังที่ จาณักยพราหมณ์ ได้กล่าวไว้ใน คัมภีร์ราชนีติ ว่า :

วิทฺวดฺวญฺจ นฺฤบดฺวญฺจ     ไนว ตุลยํ กทาจน  

สฺวเทเศ ปูชฺยเต ราชา      วิทฺวนฺ สรฺวตฺร ปูชฺยเต ฯ  

ซึ่งเปลว่า : เป็นนักปราชญ์กับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ย่อมมีน้ำหนักไม่เท่ากันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พระเจ้าแผ่นดินคนย่อมบูชาแต่ในประเทศของพระองค์ นักปราชญ์มีคนบูชาทั่วไป คนเราแม้จะเกิดในตระกูลสูงส่งเพียงใดก็ตาม ถ้าหากขาดการศึกษาเสียอย่างเดียวเท่านั้น ความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูงก็หาช่วยอะไรเขาได้ไม่ แต่การศึกษานั้น เราแบ่งออกไปได้เป็นหลายทางด้วยกัน คือทั้งฝ่ายจริยศึกษา พุทธิศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา คนเราแม้จะมีความรู้ทางด้านพุทธิศึกษาสูงแค่ไหนเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดการฝึกฝนอบรมในด้านจริยศึกษาแล้วก็เอาตัวรอดได้ยาก ดังที่มีคำพังเผยอยู่บทหนึ่งว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นั้นหมายถึงว่า เขามีความรู้ทางด้านพุทธิศึกษามาก แต่ขาดความรู้ทางจริยศึกษา ทำให้มีความประพฤติไม่ดีไม่งาม เป็นที่รังเกียจของสังคม อย่างนี้มักจะเอาตัวไม่รอด

ในด้านการศึกษานี้ ขงจื๊อซึ่งเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีนได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคราวอายุ ๑๕ ปี ข้าพเจ้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พออายุได้ ๓๐ ปี ข้าพเจ้าก็ตั้งหลักฐานได้มั่นคงแล้วพออายุได้ ๔๐ ปี ข้าพเจ้าก็ไม่มีอะไรที่จะสงสัยอีกต่อไป พออายุ ๕๐ ปี ข้าพเจ้าก็รู้เจตจำนงของฟ้า พออายุ ๖๐ ปี ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะฟังบัญชาของฟ้า พออายุ ๗๐ ปี ข้าพเจ้าก็สามารถดำเนินไปตามความปรารถนาแห่งหัวใจของข้าพเจ้า โดยมิได้ละเมิดสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมเลย นี่แสดงให้เห็นว่า เมื่อขงจื๊ออายุได้ ๑๕ ปี จึงได้มองเห็นความสำคัญของการศึกษาจริง ๆ ก่อนหน้านั้นท่านอาจถูกบังคับให้เรียนก็ได้ อย่างที่เด็กบางคนหรือแม้แต่ตัวเราเมื่อเป็นเด็ก ก็เคยถูกบังคับเคี่ยวเข็ญให้ไปโรงเรียน บางทีเราก็เคยหนีโรงเรียน ทั้งนี้เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็ก จึงยังมองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาเท่าใดนัก แต่เมื่ออายุถึง ๑๕ ปี ก็พอจะเห็นว่าการศึกษามีประโยชน์และมีความสำคัญต่อชีวิตเพียงใด เดี๋ยวนี้เราต้องแย่งกันเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย การที่โรงเรียนจะของ้อหรืออ้อนวอนให้เด็กเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัยไม่มีอีกแล้วเมื่อจำนวนผู้ที่ต้องการเรียนมีมากกว่าสถานที่เล่าเรียน ก็จำเป็นต้องมีการสอบแข่งขั้น หรือบางทีก็ปฏิบัติในทำนอง “ติดสินบน” กันเช่นยอมเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะในอัตราสูง ๆ ขงจื๊อคงกำหนดใจไว้ว่าในระยะอายุตั้งแต่ ๑๕ ปี ถึง ๓๐ ปีนี้ เป็นระยะที่ต้องการศึกษาหาความรู้และหาทางสร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วย พออายุ ๓๐ ปี ก็ควรจะตั้งหลักฐานได้แล้ว เพราะถ้าอายุ ๓๐ ปี ยังไม่คิดจะตั้งเนื้อตั้งตัว ก็นับว่าตั้งอยู่ในความประมาท ถ้าแม้พยายามจะตั้งตัวอยู่เหมือนกันแต่ยังตั้งตัวไม่ได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกอยู่

การศึกษานั้นความจริงถ้าเราจะศึกษาจริง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องมีอาคารสวย ๆ หลาย ๆ ชั้นก็ได้ เราอาจหาความรู้ได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง แต่การหาความรู้เอาเอง อาจกินเวลานานมาก กว่าจะรู้จริง ถ้าเรามีครูบาอาจารย์เป็นผู้คอยแนะนำสั่งสอนก็เท่ากับเป็นการศึกษาทางลัด แต่เมื่อยังหาโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเข้าไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะนิ่งนอนใจ เพราะสถานที่ที่จะอำนวยความรู้ให้แก่เราได้ดีที่สุด โดยไม่จำกัดเพศและวัย ก็คือ ห้องสมุด หรือ หอสมุด ต่าง ๆ สถาบันการศึกษาทุกแห่งควรจะมีห้องสมุด เพราะห้องสมุดเป็นหัวใจของโรงเรียน ของวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ถ้าห้องสมุดหรือหอสมุดไม่มี เราก็ควรหาความรู้ในที่อื่น ๆ เช่น ด้วยการซักถามท่านผู้รู้ทั้งหลายบ้าง หาหนังสือมาอ่านเอาเองบ้าง ขงจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า เวลาที่เดินอยู่ด้วยกัน ๓ คนข้าพเจ้ามักจะมีครูเสมอ ข้าพเจ้าสามารถเลือกคุณสมบัติดี ๆ ของคนคนหนึ่งเอามาประพฤติเลียนแบบได้ และเลือกเอาคุณสมบัติที่เลว ๆ ของอีกคนหนึ่งมาแก้ไขตัวข้าพเจ้าเอง นั่นคือถ้าหากเราเป็นคนช่างสังเกต เราจะหาความรู้ได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว ข้อสำคัญก็คือเราจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาว่าอะไรควรจะเลือกเอาไว้ และอะไรควรจะเลือกทิ้งไป เช่นเดียวกับร่างกายของเราที่รู้จักเลือกเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้ ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ก็คายทิ้งไปฉะนั้น

จุดมุ่งหมายของการศึกษานั้นอยู่ที่การค้นให้พบความจริง คือสัจธรรม สัจธรรมหรือความจริงแท้นี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะพบมันหรือไม่ก็ตาม พระพุทธเจ้าก็ทรงพบสัจธรรม ไม่ว่าพระองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่ก็ตาม สัจธรรมก็คงเป็นสัจธรรมอยู่ตลอดวลา นักวิทยาศาสตร์ก็แสวงหาความจริงเช่นกัน แต่การศึกษาเพื่อให้รู้สัจธรรมนั้นยังไม่พอ จุดมุ่งหมายที่แท้อยู่ที่การเข้าใจสัจธรรม และน้อมนำเอาสัจธรรมนั้นมาประพฤติปฏิบัติ แม้ขงจื๊อเองก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ผู้ที่รู้สัจธรรมก็สู้ผู้ที่รักสัจธรรมไม่ได้ ผู้ที่รักสัจธรรมก็สู้ผู้ที่มีความชื่นชมยินดีในสัจธรรมไม่ได้ ทั้งนี้เพราะบางคนรู้ว่าสัจธรรมคืออะไร แต่มิได้มีใจรักในสัจธรรมนั้นเช่นเดียวกับบางคนที่รู้ว่าความดีคืออะไร แต่ก็มิได้รักที่จะประพฤติความดี หรือผู้ที่รู้ว่าความสะอาดคืออะไร แต่มิได้รักความสะอาดคือยังทำตัวสกปรกอยู่ ส่วนที่ว่าผู้ที่รักสัจธรรมก็สู้ผู้ที่ชื่นชมยินดีในสัจธรรมไม่ได้นั้น หมายความว่า แม้จะมีใจรักในสัจธรรม แต่ก็มิได้ปฏิบัติตามหลักสัจธรรมนั้นเลย เหมือนคนที่รักความดี แต่มิได้ประพฤติตนเป็นคนดี หรือเหมือนคนที่รักความสะอาด แต่ก็มิได้ทำตัวให้เป็นคนสะอาด ฉะนั้น

อย่างไรก็ดี คนเราเกิดมาหาเท่าเทียมกันไม่ ไม่ว่าจะในด้านรูปร่าง สติปัญญา หรือฐานะ บางคนเกิดมามีสติปัญญาดี บางคนก็มีสติปัญญาไม่ดี แม้จะใช้เวลาศึกษาเท่า ๆ กัน ก็ได้ผลต่างกันบางคนเกิดมาฉลาดก็จริง แต่เพราะความประมาท เข้าใจว่าตนฉลาดเหนือผู้อื่น แล้วไม่พยายามศึกษาค้นคว้าต่อไป อย่างนี้อาจพลาดหวังในชีวิตก็ได้ บางคนมีสติปัญญาปานกลาง แต่อาศัยความขยันหมั่นเพียร ก็อาจเจริญล้ำหน้าคนที่เกิดมาฉลาด แต่ขี้เกียจได้ขงจื๊อได้พูดถึงบุคคลเหล่านี้ไว้ว่า “ผู้ที่เกิดมาฉลาดนับว่าเป็นบุคคลแบบที่สูงสุด ผู้ที่เกิดมาฉลาดเพราะอาศัยการศึกษาเล่าเรียนเป็นบุคคลแบบที่สูงรองลงมา ผู้ที่เรียนพอเอาชนะความโงได้ เป็นบุคคลแบบที่รองลงมาอีก คือเป็นอันดับ ๓ และผู้ที่โง่ แต่ก็ยังไม่ปรารถนาจะศึกษาเล่าเรียนนับว่าเป็นแบบที่ต่ำสุด” สำหรับประเภทแรกนับว่าเป็นพวกที่มีพรสวรรค์หรือทายสมบัติประจำตัว ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “สชาติกปัญญา” คือมีปัญญามาตั้งแต่เกิดแบบนี้มักถือเป็นพวกอัจฉริยะ บางคนอายุเพียง ๓ – ๔ ขวบ สามารถคิดคำนวณชั้นสูงได้เก่งกว่าสมองขั้นศาสตราจารย์เสียอีก บุคคลประเภทนี้มักเป็นมหาปราชญ์ของโลก แม้ไม่ต้องศึกษาเล่าเรียนจากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ก็อาจรู้แจ้งในสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีดีกว่าพวกที่ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป อย่างพระพุทธเจ้า ขงจื๊อ โสคราเตส ล้วนแต่อยู่ในประเภทนี้ทั้งสิ้น ส่วนประเภทที่ ๒ ต้องศึกษาเล่าเรียนก่อน แล้วก็จะรู้แจ้งได้เช่นกันพวกนี้ก็มีปัญญาดีอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องมีครูอาจารย์คอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ก่อนในตอนแรก ๆ ต่อมาก็อาจมีชื่อเสียงเสมออาจารย์ หรือยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป อย่างเช่น พระสารีบุตร จวงจื๊อ พลาโต เป็นต้น ประเภทที่ ๓ รู้ตัวว่าโง่ แต่ก็ไม่ท้อถอย พยายามศึกษาเล่าเรียนอยู่เสมอ เมื่อมีความรู้มากขึ้น มีปัญญามากขึ้นความโง่ก็จะค่อย ๆ ลดลง เช่นเดียวกับเมื่อมีแสงสว่างมากขึ้น ๆ ความมืดก็ค่อย ๆ ลดลงฉะนั้น แม้การศึกษาจะไม่ก้าวหน้ารวดเร็วนักแต่ก็ค่อยเป็นค่อยไป และออกจะมีฐานมั่นคงอยู่สักหน่อย พวกนี้ก็อาจประสบผลสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน แต่ประเภทสุดท้ายนั้น ทั้ง ๆ ที่โง่ แต่ก็ไม่พยายามศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้น เพื่อขจัดความโง่ให้หมดไป เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาทตลอดเวลา ซึ่งความประมาทนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางแห่งความเสื่อม ผู้ใดตั้งอยู่ในความประมาท ผู้นั้นแม้จะมีชีวิตอยู่ก็เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วฉะนั้น

การศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่งาม เพราะเป็นการทำคนให้เป็นคน ทำคนให้ยิ่งกว่าคนได้ แต่เพียงการศึกษาอย่างเดียวยังไม่พอ การศึกษาด้วยการได้ยินได้ฟัง หรือด้วยการได้ค้นคว้าจากหนังสือต่าง ๆ นั้น เป็นความรู้ขั้น “สุตมยปัญญา” คือปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟังมา หรือได้ค้นคว้ามาจากตำรับตำราเท่านั้น เป็นปัญญาขั้นต้น ขั้นมูลฐาน ยังไม่ใช่ตัวปัญญาที่แท้จริง นอกจากจะได้ยินได้ฟังได้ค้นคว้ามาแล้ว ก็ควรนำเอาความรู้นั้นมาคิดมาไตรตรองเสียอีกชั้นหนึ่ง จะทำให้ปัญญานั้นแตกฉานออกไปอีก ปัญญาชั้นที่สองนี้เรียกว่า “จินตามยปัญญา” ปัญญาที่เกิดจากความคิด บางทีเราศึกษามาแค่นี้ พอเอามาคิดแล้ว จะทำให้ความรู้นั้น ๆ งอกเงยออกไปอีก ได้สิ่งใหม่ความรู้ใหม่ขึ้นมาอีกนับว่าเป็นการพัฒนาปัญญาให้ก้าวหน้าออกไปอีกชั้นหนึ่ง แต่การคิดนั้นต้องมีหลัก ถ้าคิดไม่มีหลัก ความคิดอาจฟุ้งซ่าน เป็นเหตุให้วิกลจริตได้หมือนกัน ดังนั้นการคิดจะต้องมีจุดศูนย์กลางของเรื่องที่คิด คิดในเรื่องใดก็เพ่งความคิดอยู่ในเรื่องนั้น ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า concentrate หมายความว่า รวมความคิดมาสู่จุดศูนย์กลางจุดใดจุดหนึ่ง เมื่อหาศูนย์กลางแห่งความคิดได้แล้ว แม้จะขยายวงความคิดออกไปโดยรอบ คือแม้ขยายรัศมีไปเท่าใด ก็ยังมีจุดศูนย์กลางคอยยึดหน่วงไว้อยู่ หากคิดแล้ว ก็ยังคิดไม่ออก ก็ต้องถามครูบาอาจารย์หรือท่านผู้รู้ทั้งหลาย ผู้ที่เราจะถามก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้มีดีกรีมาก ๆ เสมอไป ในบางกรณีเราอาจถามคนกวาดถนนคนขนขยะก็ได้ เพราะเราอาจหาครูได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในคนทุกคน ถ้าเรารู้จักหาความรู้นั้น แม้จะอยู่กับคนต่ำต้อยก็ไม่ควรรังเกียจ เช่นเดียวกับทองคำแม้ตกอยู่ในอาจมมันก็ยังคงเป็นทองคำอยู่ เมื่อเราสอบถามแล้วก็ควรบันทึกไว้ จะเป็นบันทึกไว้ในสมองหรือในสมุดก็ตามที ถ้าผู้ใดมีคุณสมบัติดังกล่าวมานี้ ก็เข้าลักษณะที่ว่าประกอบด้วย “สุ. จิ. ปุ ลิ” คือ “ฟัง คิด ถาม จด” นี้เป็นหัวใจการศึกษา ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย บางคนเรียนมาแล้ว ไม่รู้จักคิด แต่บางคนชอบคิด โดยที่ไม่ได้เรียนมาก่อนเลย บุคคล ๒ ประเภทหลังนี้มักมีผลสะท้อนต่อสังคมอยู่มากเหมือนกัน ดังที่ขงจื๊อได้กล่าวไว้ว่า : “เรียนแต่ไม่คิดก็เป็นการเสียเปล่า คิดแต่ไม่เรียนก็เป็นอันตราย” ซึ่งข้อนี้หมายความว่า การเรียนแล้วไม่ได้นำความรู้ที่ต้องเสียเวลาเสียเงินทองกว่าจะได้มานั้น มาคิดว่าอะไรดีมีประโยชน์ อะไรไม่ดีไม่มีประโยชน์ แล้วนิยมนำเอาส่วนดีมาประพฤติปฏิบัติตาม และขจัดส่วนที่ไม่ดีให้หมดไป ก็นับว่าการเรียนนั้นไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อชีวิตเลย คล้าย ๆ กับว่า “มีความรู้อยู่ในตำรา” ฉะนั้น แต่ถ้าหากเรานำเอาความรู้ที่ได้รับมานั้นมาประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ ให้พอเหมาะพอดีแล้ว ความรู้นั้นย่อมอำนวยประโยชน์ให้แก่ชีวิตอย่างมหาศาลทีเดียว พระพุทธเจ้าเองก็ทรงสอนว่า “อย่าได้เชื่อเพียงเพราะเขาเล่ากันสืบ ๆ มา อย่าได้เชื่อเพียงเพราะเขาประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ มาจนเป็นประเพณี อย่าได้เชื่อเพียงเพราะว่ามีอยู่ในตำราอย่าได้เชื่อเพียงเพราะถือว่าผู้นี้เป็นครูของเรา หรือเป็นบุคคลที่ควรเชื่อเลย ฯลฯ” นั่นคือเราต้องนำเอาความรู้นั้นมาวิจัยไตรตรองให้ดีให้รอบคอบเสียก่อน แล้วจึงนำมาใช้ให้พอเหมาะพอดีกับชีวิต กาละและเทศะ อย่างนี้จึงจะนับว่ามีประโยชน์ แค่บางคนไม่ได้เรียน แต่ก็ชอบคิดอะไรต่ออะไรร้อยแปด อย่างนี้เป็นการคิดที่ไม่มีหลัก เป็นความคิดฟุ้งซ่าน อาจทำให้กลายเป็นคนวิกลจริตหรือโรคประสาทก็ได้ พวกที่ไม่มีความรู้ชอบคิดทำโน่นทำนี่ นี่แหละที่มักก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตัวเอง และสังคมทั่ว ๆ ไป เป็นพวกที่สร้างปัญหาให้สังคมแก้อยู่ตลอดเวลา

การที่เราจะใช้คน เราก็จำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และนิสัยใจคอของเขาด้วย บางคนฉลาดด้วยแถมขยันด้วยก็มี บางคนฉลาดแต่ขี้เกียจก็มี บางคนโง่แถมขี้เกียจด้วยก็มี และบางคนโง่แต่ขยันก็มี สำหรับพวกที่ฉลาดด้วยแล้วขยันด้วยนี่หายาก บุคคลประเภทนี้เป็นที่ปรารถนาของสังคมทั่วไปเป็นผู้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มาก บุคคลประเภทนี้ถ้าเป็นทหาร ควรจะได้เป็นแม่ทัพ เพราะบุคคลที่จะเป็นแม่ทัพนั้นควรเป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รู้จักในการตั้งค่าย รู้จักในการโจมตีข้าศึก และตั้งรับข้าศึก เป็นต้น และจะต้องขยันหมั่นตรวจตรากองทัพ อาวุธยุทธภัณฑ์ และเสบียงอาหาร ถ้าเป็นแม่ทัพโง่ ๆ หรือขี้เกียจก็คงถูกข้าศึกพิชิตได้โดยไม่ยากนัก แต่ถ้าหากจะใช้คนฉลาด แต่ขี้เกียจละก็ ต้องใจเย็นสักหน่อย และจะต้องให้ทำงานในร่ม เช่น ให้เป็นฝ่ายวางแผน ซึ่งถ้าเกิดขี้เกียจขึ้นมา ก็หยุดเสียชั่วคราวได้ สำหรับพวกคนโง่แถมขี้เกียจด้วยนั้น ก็ดูจะไม่ค่อยเป็นปัญหาอะไรมากนัก ไม่สร้างปัญหาให้เรามากเท่าพวกโง่แล้วขยัน ซึ่งมักใช้ความโง่ ๆ ของตนทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำมากเท่าใดก็ยิ่งสร้างปัญหาให้แก่สังคมมากเท่านั้น จึงถือว่าเป็นบุคคลชั้นเลวที่สุดในบุคคล ๔ ประเภทนี้

พูดถึงเรื่องการศึกษามานานแล้ว ยังมิได้กล่าวถึงเลยว่าการศึกษาที่ว่าเพื่อให้ได้ความรู้นั้น ความรู้คืออะไร? ตามธรรมดาความรู้หมายถึงความเข้าใจ แต่ขงจื๊อกล่าวถึงเรื่องความรู้ไว้ว่า : ข้าพเจ้าจะสอนท่านได้ไหมว่าอะไรคือความรู้ เมื่อท่านรู้อะไรสักสิ่งหนึ่งก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้อะไรสักอย่างเลย ก็ยอมรับว่าไม่รู้ นั่นแหละคือความรู้ละ

นั่นคือขงจื๊อสอนให้เรายอมรับความจริง ถ้าหากผู้ใดเป็นคนโง่รู้ตัวว่าโง่ ก็ยังมีแววที่จะเป็นบัณฑิตได้ แต่ถ้าหากผู้ใดเป็นคนโง่ แต่สำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต ผู้นั้นแหละชื่อว่าโง่โดยแท้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า :

โย พาโล มญฺญฺตี พาลฺยํ          ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส  

พาโล จ ปณฺฑิตมานี        ส เว พาโลติ วุจฺจติ  

ซึ่งแปลว่า “ผู้ใดเป็นคนโง่ รู้ตัวว่าโง่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นบัณฑิตได้บ้าง แต่ถ้าผู้ใดเป็นคนโง่แล้วสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ผู้นั้นแลเรียกว่าเป็น ‘คนโง่’ โดยแท้” ถ้าหากเราไม่รู้ แล้วรู้ตัวว่าไม่รู้จะได้พยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้ต่อไป และย่อมกลายเป็นผู้รู้ได้ไม่ในวันใดก็วันหนึ่ง ใครเล่าที่จะรู้มาจากในท้อง ส่วนมากเราก็มีความรู้จากการศึกษาเล่าเรียนมาทั้งนั้น แต่ทำไมทั้ง ๆ ที่เรียนมาพร้อมกัน บางคนจึงก้าวหน้าไปไกล บางคนจึงไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุหลายอย่าง แต่เหตุประการหนึ่งก็คือ เพราะเขาไม่เอาความรู้มาใช้ หรือขาดวิสัยสามารถที่เอาความรู้มาใช้นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราหวังความเจริญของตนและสังคมตลอดจนประเทศชาติแล้ว เราก็ควรที่จะน้อมนำเอาความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว มาคิดนึกตรึกตรองให้รอบคอบเสียก่อน แล้วค่อยนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิต และหน้าที่การงานด้วยความสุขุมรอบคอบ แล้วก็ย่อมจะบังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญทั้งของตนและสังคมโดยแท้

ในเรื่องการศึกษาที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่าไม่ว่านักปราชญ์คนใดต่างก็มีความเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตทั้งนั้น เพราะวิชาความรู้เป็นที่เชิดชูของคนทั้งปวง เป็นดุจดวงประทีปแห่งชีวิต เป็นรัตนะของนรชน และวิชาความรู้เท่านั้นที่เป็นทรัพย์ที่ใครจะแย่งชิงไปไม่ได้ ตรงข้าม ถ้าเรายังมีจิตใจเผื่อแผ่ให้ความรู้แก่ผู้อื่นมากเท่าใด เราก็ยิ่งมีความรู้ความเข้าใจมากเท่านั้น ความรู้นั้นยิ่งเก็บไว้ ยิ่งทำให้โง่ เหมือนหนทางที่ตัดแล้ว ถ้าหากไม่เดิน ทางก็รก ยิ่งเดินก็ยิ่งเดียน ข้อนี้ฉันใด ความรู้ก็ฉันนั้น ยิ่งให้ก็ยิ่งได้คือยิ่งเฟื่องขึ้นฉันเดียวกัน แต่การที่จะทำความรู้ให้เป็นประโยชน์จริง ๆ นั้น ก็จำต้องนำเอาความรู้ที่ได้รับมานั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คนและสังคมด้วย ดังที่ขงจื๊อได้กล่าวไว้ว่า “เรียนแต่ไม่คิดก็เป็นการเสียเปล่า คิดแต่ไม่เรียนก็เป็นอันตราย” โดยแท้.