เราศึกษาตรรกศาสตร์ไปทำไม?

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

วิชาตรรกศาสตร์หรือวิชาตรรกวิทยานั้นนับว่าเป็นวิชาหนึ่งในสายปรัชญา และเป็นวิชาที่สอนให้คนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล แต่ตรรกศาสตร์ก็มิได้รับรองว่าการคิดอย่างมีเหตุผลนั้นจะผิดหรือถูกตรรกศาสตร์จะรับรองเพียงว่าการให้เหตุผลนั้นสมเหตุสมผล (valid) หรือไม่เท่านั้น โดยเหตุที่การให้เหตุผลอย่างสมเหตุสมผลนั้นอาจถูกหรือผิดจากข้อเท็จจริงก็ได้ โดยเหตุนี้เอง ทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนชาวกาลามะไว้ว่า อย่าได้ชื่อเพียงเพราะเหตุอย่างนั้นอย่างนี้รวมทั้งไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ อาศัยนัยแห่งตรรกศาสตร์หรือการให้เหตุผลตามแบบตรรกศาสตร์ด้วย แต่ทั้ง ๆ ที่พระพุทธศาสนามิได้สอนให้เชื่อตรรกศาสตร์โดยสิ้นเชิง แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้วิชาตรรกศาสตร์ในการเทศนาสั่งสอนและซักถาม หรือตอบปัญหาอยู่เสมอ. และในประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่า ตรรกศาสตร์ได้มีส่วนทำให้พระพุทธศาสนาเจริญหรือเสื่อมได้เหมือนกัน ในกาลามสูตรนั้น พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนไม่ให้เชื่อตรรกศาสตร์เสียทั้งหมด แต่ทรงสอนว่าอย่าได้เชื่อ เพียงเพราะการให้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์เท่านั้น เช่นเดียวกับที่ทรงสอนไม่ให้เชื่อ เพียงเพราะ มีอยู่ในตำรา เพียงเพราะ ผู้นี้เป็นครูเราหรือ เพียงเพราะ ผู้นี้เป็นคนที่ควรเชื่อ เป็นต้น คำว่า “เพียงเพราะ” ในที่นี้มีความสำคัญมากทีเดียว ทั้งนี้เพราะว่าพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้เชื่อตำรา ไม่ให้เชื่อครูอาจารย์ ฯลฯ เป็นต้นเลย แต่ทรงสอนว่าอย่าได้เชื่อ “เพียงเพราะ” ว่ามีอยู่ในตำราเท่านั้น เพราะตำรานั้นอาจมีผิดพลาดได้ ทรงสอนว่าอย่าได้เชื่อ “เพียงเพราะ” ผู้นี้เป็นครูเราเท่านั้น เพราะครูก็อาจสอนผิด ๆ ได้หมือนกัน การที่พระองค์ทรงสอนเช่นนี้ ก็ต้องการให้คนทั้งหลายรู้จักใช้ความคิดที่มีเหตุผลอย่างอิสระ คนเราถ้าไม่รู้จักใช้สติปัญญา ไม่มีเหตุผลเสียแล้ว จะแตกต่างไปจากสัตว์อื่น ๆ ได้อย่างไร

เมื่อการให้เหตุผลแบบตรรกศาสตร์ที่ถือว่าสมเหตุสมผล (valid) นั้น อาจผิด (incorrect) หรือถูก (correct) ก็ได้ แล้วทำไมเราจึงต้องศึกษามันด้วยเล่า? การที่เราต้องศึกษาก็เพราะว่าในฐานะที่จะเป็นนักบวช นักศาสนา นักพูด นักการเมือง ฯลฯ เหล่านี้จำเป็นต้องใช้วาทศิลป์ในการพูดจูงใจคนมากทีเดียว ผู้ที่ได้ศึกษาตรรถศาสตร์มาดีแล้วย่อมเจรจาได้ดีกว่าคนที่มีความสามารถพอ ๆ กัน แต่มิได้ศึกษาตรรกศาสตร์เลย ถ้าศึกษาตรรกศาสตร์ดีแล้วนอกจากจะทำให้เป็นคนมีความรอบคอบ มีความระมัดระวังในการพูดแล้ว ยังไม่ตกหลุมพรางแห่งวาทะของผู้อื่นได้ง่าย ๆ อีกด้วยทั้งบางที่ก็ทำให้เป็นคนมีอารมณ์ขำขัน เพราะความช่างคิด ชอบคิดแม้แต่ในเรื่องที่คนอื่นเขาไม่คิด แต่ตรรกศาสตร์หรือตรรกวิทยานี้ถ้านำไปใช้ผิดกาลเทศะแล้วอาจเจ็บตัวได้เหมือนกัน

ผู้ที่ชอบอ่านหนังสื่อพิมพ์ประจำวัน และถ้าอ่านด้วยความสังเกตให้ดีแล้วจะพบเรื่อง หรือข้อความขำ ๆ ขัน ๆ อยู่เสมอ อย่างเช่นหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ ฉบับวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๐๗ ได้ พาดหัวไว้ว่า “๘ โจรปล้นเหมยสาวอนุภรรยาแขกในชุดนอน” แล้วก็มีข้อความต่อไปว่า :

“๘ ดาวโจรควงอาวุธมีดและปืนบุกปล้นบ้านอนุภรรยากลางดึก จับอนุภรรยาสาวในชุดนอน….

“อนุภรรยาสาวชาวจีนผู้เคราะห์ร้ายนี้ ชื่อ นางวิไล แซ่ตั้ง อายุ ๒๑ ปี….

“นางได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเธอให้ร้อยเวรฟังว่าเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ ๑๘ เวลา ๐๒:๐๐ น. ขณะที่เธอเข้านอนอยู่กับนางเอี๊ยะ แซ่ตั้ง มารดาที่บ้านดังกล่าว ได้มีคนร้ายจำนวน ๘ คน ใช้ผ้าขาวคลุมหน้าบุกเข้ามาในบ้านเธอ มีอาวุธมีดและปืนครบมือตรงเข้าขู่บังคับเธอถึงในมุ้ง แล้วจับมารดาเธอผูกปากด้วยผ้า ส่วนอีกสามคนจับแขนทั้งสองของเธอกดไว้กับที่นอน ซึ่งในขณะนั้น เธออยู่ในเครื่องแต่งกายชุดนอน คือสวมเสื้อในตัวเดียว…

ความรู้ที่ได้ใหม่จากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็คือว่า เครื่องแต่งกายชุดนอนนั้นคือ เสื้อชั้นในตัวเดียว!

อีกฉบับหนึ่งคือ เดลินิวส์ ฉบับประจำวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๐๗ เช่นกัน ได้พาดหัวว่า “๕ โจรวิตถารนุ่งกางเกงลิงปล้นชี้หน้าสาว “อย่าทำเจ้าชู้นะ” และมีข้อความต่อมาว่า :

“โจรวิตถาร” เปลือยกายบุกปล้นกลางดึก เก็บทรัพย์เกลี้ยงบ้าน ไม่ใช้อาวุธ แต่ใช้กำลังบังคับ….”

“ที่บ้านหมู่ที่ ๒ ต. ท้ายตลาด อ. เมืองลพบุรี อันเป็นร้านขายของชำของนายซุ่ม เจียกสอาด และนางใบ ภรรยา เมื่อค่ำเวลา ๐๑:๐๐ น. ของคืนวันที่ ๑๘ นี้ ขณะที่ผัวเมียทั้งสอง และ น.ส. สังวาลย์ บุตรสาว กำลังนอนหลับอยู่ในบ้าน มีคนร้ายจำนวน ๕ คน พร้อมด้วยอาวุธปืนเข้าล้อมบ้าน โดยวายร้ายทั้ง ๕ คนนุ่งกางเกงลิงเพียงตัวเดียวเท่านั้น….

วายร้าย ๕ คน นุ่งกางเกงลิงเพียงตัวเดียวเท่านั้นหรือ? นุ่งอย่างไร? ห้าคนนุ่งตัวเดียวกัน หรือนุ่งคน เปลือย ๔ คน เพราะมีกางเกงลิงเพียงตัวเดียว หรือห้าคนนุ้งกางเกงลิงคนละตัวเท่านั้น?

ข้อความอย่างนี้มีอยู่มากมาย ถ้าเราไม่เป็นคนช่างสังเกตก็อาจเห็นแล้วก็ผ่านไป ๆ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีอยู่เสมอเป็นประจำวันที่เดียว ซึ่งการเป็นคนช่างสังเกตนี้ย่อมทำให้คนกลายเป็นคนมีอารมณ์ขำขัน ชอบสนุกสนานได้มากเหมือนกัน

คำพูดชนิดนี้ทางตรรกศาสตร์จัดไว้ในพวก “สิเลสวากฺยปฤจฉวาที” (Fallacy of Amphiboly) เป็นปฤจฉวาทีแบบหนึ่งในหลาย ๆ แบบด้วยกัน ซึ่งนักศึกษาตรรกศาสตร์จำเป็นจะต้องศึกษาด้วยเหมือนกัน

ยิ่งกว่านั้นวิชาตรรกศาสตร์มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่การให้เหตุผล (Reasoning) แต่ไม่รับรองว่าการให้เหตุผลนั้นจะถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพียงแต่ยอมรับว่า “ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วจะต้องเป็นเช่นนี้ต่อไป” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นการให้เหตุผลแบบ If – then หรือทางภาษาบาสีถือว่าเป็น “สทฺธตกฺก” ชนิด “เอวํ สติ อิทํ โหติ” คือ “ถ้ามีอย่างนี้แล้วจะต้องมีอย่างต่อไป”

วิธีการให้เหตุผล หรือ Argumentation นั้น โดยมากทางตรรกศาสตร์ใช้แบบ อนุมาน หรือ นิรนัย (deductive) คือการให้เหตุผลจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนน้อย แต่การให้เหตุผลแบบตรรกนี้ อาจพิสูจน์คนให้เป็นแมว พิสูจน์ฝรั่งให้เป็นคนไทย ฯลฯ ก็ได้ เช่น

 

  •        คนไทยบางคนไม่เป็นคนไทย

นาย ก เป็นคนไทย

                                     

เพราะฉะนั้น นาย ก ไม่เป็นคนไทย

(๒)   ฝรั่งบางคนเป็นคนไทย

นาย ก เป็นคนไทย

                                     

เพราะฉะนั้น นาย ก เป็นฝรั่ง

(๓)   ฝรั่งบางคนเป็นคนไทย

นาย ก ไม่เป็นฝรั่ง

                                     

เพราะฉะนั้น นาย ก ไม่เป็นคนไทย

การให้เหตุผลเหล่านี้ดูวกวนไปมา อ่านแล้วชวนให้ปวดสมองเพราะในตัวอย่างแรก ทั้ง ๆ ที่นาย ก เป็นคนไทย ก็สรุปว่า นาย ก ไม่เป็นคนไทย ตัวอย่างที่ ๒ ทั้ง ๆ ที่ นาย ก เป็นคนไทย กลับสรุปว่านาย ก เป็นฝรั่ง และตัวอย่างที่ ๓ ทั้ง ๆ ที่นาย ก ไม่เป็นฝรั่งก็สรุปว่านาย ก ไม่เป็นคนไทย การพูดวกวนไปมาเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เราเห็นว่ามันผิดปกติวิสัย แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าการให้เหตุผลอย่างไรถูก แต่ไม่สมเหตุสมผล อย่างใดสมเหตุสมผล แต่ไม่ถูกหรืออย่างใดทั้งไม่ถูกด้วย และไม่สมเหตุผลด้วย เหล่านี้วิชาตรรกศาสตร์จะช่วยเราตัดสินได้ว่าการให้เหตุผลอย่างใดจึงจะสมเหตุสมผล

ตัวอย่างแรกที่ยกขึ้นมานั้น คำว่า “คนไทย” เป็นคำที่มีความหมายกำกวม เพราะคนไทยนั้นอาจหมายถึงโดยสัญชาติ หรือโดยเชื้อชาติก็ได้ ข้อเสนอแรกที่ว่า คนไทยบางคนไม่เป็นคนไทยนั้นอาจหมายความว่าคนไทย (โดยเชื้อชาติ) บางคนไม่เป็นคนไทย (โดยสัญชาติ) ก็ได้ อย่างคนไทยในประเทศพม่าถือสัญชาติพม่าก็เป็นคนพม่าไป คนไทยในเมืองจีนถือสัญชาติจีน ก็เป็นคนจีนไปเป็นต้น ข้อเสนอที่สองว่านาย ก เป็นคนไทย (สมมุติว่าโดยเชื้อชาติ) บทสรุปจึงว่า เพราะฉะนั้น นาย ก ไม่เป็นคนไทย (โดยสัญชาติ) เพราะไปเกิดในประเทศจีน และถือสัญชาติตามประเทศที่ตนถือกำเนิดนั้น แม้ในตัวอย่างที่ ๒ และที่ ๓ ก็มีนัยทำนองเดียวคือฝรั่งบางคนอาจเป็นคนไทยโดยการโอนสัญชาติได้เหมือนกันในการให้เหตุผลต่าง ๆ ตามหลักตรรกศาสตร์นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อเสนอ (premise) ๒ ญัตติ และบทสรุป (conclusion) อีก ๑ ญัตติ รวมเป็น ๓ ญัตติด้วยกัน ซึ่งเมื่อว่าโดยย่นย่อแล้วพอสรุปเป็นหลักการใหญ่ ๆ ได้ ๕ อย่างคือ :

  • ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อถูก บทสรุปถูก การให้เหตุผลนั้นสมเหตุสมผล
  • ข้อเสนอแรกผิด บทสรุปถูก การให้เหตุผลนั้น สมเหตุสมผล
  • ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อผิด บทสรุปถูก การให้เหตุผลนั้น สมเหตุสมผล
  • ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อถูก บทสรุปถูก การให้เหตุผลนั้น ไม่สมเหตุสมผลก็มี
  • ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อถูก บทสรุปผิด การให้เหตุผลนั้น ไม่สมเหตุสมผล

จะขอยกตัวอย่างประกอบดังต่อไปนี้ :-

  • มนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์

 ไม่มีสัตว์ชนิดใดเป็นหิน

                                     

 เพราะฉะนั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นหิน

อย่างนี้ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อถูก และบทสรุปก็ถูกด้วย นับว่าเป็นการให้เหตุผลชนิดที่สมเหตุสมผล

(๒)  เขมรทุกคนเป็นคนไทย

 คนไทยทุกคนเป็นชาวเอเชีย

                                        

เพราะฉะนั้น เขมรทุกคนเป็นชาวเอเชีย

อย่างนี้ ข้อเสนอข้อแรกผิด ข้อเสนอข้อหลังถูก และบทสรุปก็ถูก นับว่าเป็นการให้เหตุผลชนิดที่สมเหตุสมผลเหมือนกัน

(๓) ดอกไม้ทุกดอกเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

สุนัขทุกตัวเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง

                                     

เพราะฉะนั้น สุนัขทุกตัวเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

อย่างนี้ ข้อเสนอทั้งสองข้อผิดทั้งคู่ แต่บทสรุปถูก แม้อย่างนี้ก็นับว่าเป็นการให้เหตุผลชนิดที่สมเหตุสมผลอีกนั่นแหละ

(๔) นายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติมาก

     จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติมาก

                                     

เพราะฉะนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

ในกรณีนี้ ข้อเสนอทั้งสองถูกทั้งคู่ และบทสรุปก็ถูกด้วย แต่การให้เหตุผลอย่างนี้ ทางตรรกศาสตร์ถือว่าไม่สมเหตุสมผล

(๕) พุทธศาสนิกชนทุกคนเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณา

 โปบเป็นผู้ที่มีจิตใจเมดตากรุณา

                                       

 

เพราะฉะนั้น โปปเป็นพุทธศาสนิกชน

การให้เหตุผลแบบนี้ จะเห็นว่าข้อเสนอทั้งสองนั้นถูกทั้งคู่แต่บทสรุปผิด อย่างนี้ถือว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล

จากตัวอย่างต่าง ๆ ที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์นี้ ก็พอจะสรุปได้ว่า

ก. การให้เหตุผลถูกต้องสมเหตุสมผล เพราะบทสรุปถูกทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอทั้งสองผิดทั้งคู่ก็ได้ (ตัวอย่างที่ ๓)

ข. ทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอทั้งสองถูก บทสรุปถูก แต่การให้เหตุผลนั้นอาจไม่สมเหตุสผลได้เหมือนกัน (ตัวอย่างที่ ๔)

ค. ทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอทั้งสองถูก แต่ถ้าหากบทสรุปผิด การให้เหตุผลนั้นอาจไม่สมเหตุสมผลก็ได้ (ตัวอย่างที่ ๕)

เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ความสมเหตุสมผลนั้นหาได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงไม่ อย่างในตัวอย่างที่๔ ก็ดูคล้ายกับว่าจะสมเหตุสมผลตามหลักตรรกศสตร์แล้ว หาได้สมเหตุสมผลจริง ๆ ไม่ เพราะถ้าหากเอามาเปรียบเทียบกับตัวอย่างการให้เหตุผลต่อไปนี้แล้วจะเห็นว่าไม่สมเหตุสมผลเลย

นกทุกตัวเป็นสัตว์สองเท้าชนิดหนึ่ง

มนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์สองเท้าชนิดหนึ่ง

                          

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนเป็นนก

การที่เราจะถือว่าการให้เหตุผลชนิดใดสมเหตุสมผล (valid) หรือไม่ หรือการที่จะตรวจสอบว่า การให้เหตุผลชนิดใดสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น นักปราชญ์ทางตรรกศาสตร์ได้วางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ดังนี้คือ :

๑. การให้เหตุผล หรือ ปรัตถานุมาน (Syllogism) นั้น จะต้องมีคำ (term) เพียง ๓ คำเท่านั้น คือ คำหลัก คำกลาง และคำรอง แต่ละคำจะมีปรากฎในปรัตถานุมานนั้นคำละเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น และแต่ละคำที่ปรากฎ ๒ ครั้งนั้นจะต้องมีความหมายเท่ากันด้วย เช่น

(คำกลาง)  (คำหลัก)

มนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์ที่ต้องตายชนิดหนึ่ง

(คำรอง)           (คำกลาง)

โสคราเตสเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

(คำรอง)    (คำหลัก)

เพราะฉะนั้น โสคราเตสเป็นสัตว์ที่ต้องตายชนิตหนึ่ง

                                     

 

๒. คำที่มีความหมายจำแนกได้หรือกระจายในบทสรุปจะต้องเป็นคำที่มีความหมายจำแนกได้หรือกระจายในข้อเสนอด้วย คำที่มีความหมายกระจายได้หรือไม่จำกัดนั้น หมายความว่ามีความหมายหรือมีน้ำหนักเป็นสากลอย่างเช่น “มนุษย์ทุกคน” มนุษย์เป็นคำที่มีความหมายกระจาย เพราะในที่นี้พูดถึง “ทุกคน” ไม่ได้จำกัดที่คนใดคนหนึ่ง ในตัวอย่างข้างบนนี้ ในบทสรุปไม่มีคำใดที่มีความหมายกระจายเลย เพราะ “โสคราเตส” นั้นจำกัดวงแค่โสคราเตสคนเดียวและ “สัตว์ที่ต้องตายชนิดหนึ่ง” ก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นสัตว์ที่ต้องตายชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทุกชนิด จึงผ่านกฎข้อนี้ไป

๓. คำกลางจะต้องเป็นคำที่มีความหมายกระจายอย่างน้อยที่สุดครั้งหนึ่ง ในตัวอย่างข้างบนนั้น “มนุษย์” เป็นคำกลาง “มนุษย์” ในข้อเสนอแรกมีความหมายกระจายเพราะหมายถึงมนุษย์ทุกคนแต่ “มนุษย์” ในข้อเสนอหลังมีความหมายจำกัด เพราะหมายถึงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ดีกฎข้อนี้บอกไว้ว่า คำกลางแม้จะมีความหมายกระจายเพียงแห่งเดียวก็พอแล้ว

๔. ถ้าข้อเสนอทั้งสองเป็นปฏิเสธไม่มีบทสรุป นั่นคือในปรัตถานุมานนั้น ถ้าข้อเสนอทั้งสองเป็นญัตติปฏิเสธแล้ว ไม่ต้องสรุป เพราะถ้าสรุปแล้วอาจไม่สมเหตุสมผลได้ เช่น

ไม่มีพืชใดเป็นสัตว์

ไม่มีม้าใดเป็นพืช

เพราะฉะนั้น ไม่มีม้าใดเป็นสัตว์

                              

๕. บทสรุปจะต้องเกิดจากส่วนที่มีความหมายอ่อนกว่าเสมอไป คือถ้าหากว่าข้อเสนอมีทั้งยืนยัน (บอกเล่า) และคัดค้าน (ปฏิเสธ) บทสรุปจะต้องเป็นคัดค้านหรือปฏิเสธ ถ้าข้อเสนอมีทั้งสากล (ทั้งหมด) และบางส่วน บทสรุปต้องเป็นบางส่วน และถ้าข้อเสนอมีทั้งปฏิเสธหรือคัดค้าน และบางส่วน บทสรุปก็ต้องเป็นคัดค้านหรือปฏิเสธบางส่วน เช่น

ไม่มีแมวตัวใดเป็นต้นไม้ (ปฏิเสธ)

สิ่งที่มีชีวิตบางชนิดเป็นต้นไม้ (บางส่วน)

                              

เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีชีวิตบางชนิดไม่เป็นแมว (ปฏิเสธบางส่วน)

จากกฎต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ก็พอจะเอาไปตรวจสอบวิธีการให้เหตุผล ๕ อย่าง ที่กล่าวมาในตอนต้นได้ว่า ทำไมบางทีทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอทั้งสองก็ถูกทั้งคู่ และบทสรุปก็ถูก แต่การให้เหตุผลนั้นกลับไม่สมเหตุสมผล หรือบางทีทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอผิดทั้งคู่แต่บทสรุปถูกการให้เหตุผลนั้นกลับถือว่าสมเหตุสมผล เมื่อเราเอากฎทั้ง ๕ ข้อนี้

ไปจับดูแล้ว จะเห็นได้ทันที่ว่า ทำไมการให้เหตุผลบางอย่างจึงสมเหตุสมผล และบางอย่างจึงไม่สมเหตุสมผล และโดยเหตุนี้เองสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนชาวกาลามะไม่ให้เชื่อเพราะเหตุหลายอย่าง รวมทั้ง  “เพียงเพราะการให้เหตุผลตามแนวตรรก” ด้วย เพราะการอธิบายตามแนวตรรกดังกล่าวมานี้บางทีถูกต้องตามข้อเท็จจริง แต่ว่าไม่สมเหตุสมผล และบางทีสมเหตุสมผล แต่ผิดไปจากข้อเท็จจริง เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตรรกศาสตร์นั้นเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษานานพอสมควร ข้าพเจ้าไม่สามารถนำมาอธิบายได้หมดทุกแง่ทุกมุม จึงขอเสนอท่ษนผู้อ่านเพียงแค่นี้เท่านั้น เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าวิชาตรรกศาสตร์มีความสำคัญอย่างไรและเราจะต้องศึกษามันไปทำไมกันด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่นับว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นนายแพทย์ที่จะต้องเขียน “ใบรับรองแพทย์” ให้แก่ผู้ที่สมัครเข้ารับราชการหรือเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ควรจะสังเกตข้อความใน “ใบรับรองแพทย์” ที่ตนเซ็นไปบ้างว่ามีอะไรที่ภาษาตรรกศาสตร์เรียกว่า “ปฤจฉวาที” (Fallacy) บ้าง บังเอิญเมื่อเร็ว ๆ นี้สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งได้เอา “ใบรับรองแพทย์” มาให้ข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้านำไปให้แพทย์ตรวจรับรอง แต่เมื่อข้าพเจ้าอ่านแล้ว เห็นว่า “ใบรับรองแพทย์” นั้นมีข้อความไม่รัดกุม ข้าพเจ้าเลยต้อง “แปลงสาร” เสียใหม่ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านผู้เคยสมัครเข้ารับราชการ หรือสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั้งหลายคงได้ประสบมาบ้างแล้ว แต่ก็คงไม่มีใครสังเกต จึงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้รวมทั้งนายแพทย์ผู้ลงนามรับรองในฐานะเป็นผู้ตรวจด้วย เพื่อทบทวนความจำ ข้าพเจ้าขอคัดสำเนา “ใบรับรองแพทย์” มาให้ดูอีกครั้งหนึ่งดังนี้

 

ใบรับรองแพทย์

เขียน………..………………….

วันที่……………… เดือน…………………  

ข้าพเจ้า ……………………………………………………………………………………………………………….            

(ก) เป็นแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง สาขาเวชกรรมตำแหน่งหน้าที่หรือสถานที่อยู่ประจำ…………………………………………………….ได้ทำการตรวจร่างกาย………………………………………………….เมื่อวันที่………..เดือน………………………..พ.ศ. ……………………..

แล้วปรากฎว่า

(ข)…………………………………………ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ไร้ความสามารถสติฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ

และปราศจากโรคเหล่านี้

โรคเรื้อน

วัณโรคในระยะอันตราย

โรคเท้าช้าง

โรคยาเสพย์ติดให้โทษอย่างร้ายแรง

โรคพิษสุราเรื้อรัง

(ค) เห็นว่า………………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………..แพทย์ผู้ตรวจ

หมายเหตุ  ก. เป็นแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับในอนุญาตประกอบโรคศิลป แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง สาชาเวชกรรม

ข. ให้แสดงว่าเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์เพียงใด หรือหายจากโรคที่เป็นเหตุต้องออกจากราชการ

ค. ให้แสดงว่าเป็นผู้มีร่างกายเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ต้องปฏิบัติ

 

 

 

                                                                                          

 

 

 

ที่ข้าพเจ้าติดใจในเรื่อง “ใบรับรองแพทย์” ฉบับนี้ ก็เพราะได้ทราบว่า “ใบรับรองแพทย์” ที่ออกจากสภาการศึกษาแห่งชาติซึ่งนับว่าเป็นสถาบันที่เต็มไปด้วยนักปราชญ์ของชาติทั้งสิ้น ไม่ควรจะใช้ภาษาที่กำกวมออกมาเลย และข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ให้แพทย์รับรอง ทั้งนี้เพราะมีความตะขิดตะขวงใจในภาษาที่ใช้ใน “ใบรับรองแพทย์” นั่นคือในข้อความที่ว่า “แล้วปรากฏว่า (ข)…โรคพิษสุราเรื้อรัง” ถ้าหากท่านสังเกตภาษาในข้อความนี้ให้ดีแล้ว จะเห็นว่าใครให้แพทย์รับรองตามนี้จะต้อง “แย่” ทั้งขึ้นทั้งล่องทีเดียวเช่น สมมุติว่า แพทย์รับรองว่า “แล้วปรากฎว่า (ข) นายจำนงค์ ทองประเสริฐ ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ สติฟั่นเฟือนไม่สมประถอบ และปราศจากโรคเหล่านี้ :-

โรคเรื้อน

วัณโรคในระยะอันตราย

โรคเท้าช้าง

โรคยาเสพย์ติดให้โทษอย่างร้ายแรง

โรคพิษสุราเรื้อรัง”

อย่างนี้มิเท่ากับว่าแพทย์รับรองว่าข้าพเจ้า “ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ” แต่ว่า “ไร้ความสามารถ สติฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ” และไม่เป็นโรคเรื้อน เป็นต้น หรือ? คือ แม้จะไม่เป็นผู้ทุพพลภาพไม่เป็นโรคที่ระบุไว้ แต่ก็ “ไร้ความสามารถ สติฟันเพื่อน ไม่สมประกอบ” หรือ ถ้าหากสภาการศึกษาจะแก้ตัวว่า คำว่า “ไม่” คำนี้ หมายรวมทั้งหมดคือ “ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ไม่ไร้ความสามารถไม่ (มี) สติฟันเพื่อน ไม่ไม่สมประกอบ (คือสมประกอบ)” ถ้าอย่างนั้นก็จะต้องเลยไปเป็น “และ ไม่ปราศจากโรคเหล่านี้ มีโรคเรื้อนเป็นต้น” นั่นคือ “เป็นโรค” ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมด นั่นคือจะต้องเป็นบุคคลที่เสียหายจนสถาบันการศึกษา หรือสถานที่ราชการรับไว้ศึกษาหรือทำงานไม่ได้ ไม่ด้วยเหตุใดก็เหตุหนึ่ง นั่นคือ ถ้าไม่ “ไร้ความสามารถ มีสติฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ” ก็ต้อง “เป็น” โรคต่าง ๆ มีโรคเรื้อน เป็นต้น

ท่านอาจคิดว่าข้าพเจ้า “ปัญญาอ่อน” เพราะอ่านข้อความแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าก็ยอมรับ แต่ก็ยังคิดว่าผู้ที่เขียนข้อความเช่นนี้ออกมา จะต้องปัญญาอ่อนยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสียอีก เพราะเป็นภาษาที่วิชาตรรกศาสตร์ (Logic) เรียกว่าเป็น “ปฤจฉวาที” (Fallacy) คือพูดออกมาแล้วทำให้เกิดปัญหา เพราะเรื่องของภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ล้วนแต่มีความละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ในตัวทั้งนั้น ถ้าไม่คิด ก็ไม่เห็น แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็น อย่าลืมว่าบุคคลสำคัญ ๆ ของโลกอย่าง พระพุทธเจ้า หรือ ไอแซก นิวตัน ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ชอบสงสัยในสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกเขาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญทั้งนั้น อย่างปัญหาว่า “ทำไมคนเราเกิดมาแล้ว จึงต้องแก่ ต้องตายด้วย?” หรือ “ทำไมลูกแอปเปิลจึงต้องหล่นลงด้วย?” ปัญหาเหล่านี้ถ้าไปถามใคร เขาก็ต้องตอบว่า “เป็นธรรมดา” แต่ปัญหามิได้ยุติเพียงแค่นั้น พระพุทธเจ้าในสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ และไอแซก นิวตัน ต่างก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่า “แล้วธรรมดานั้นคืออะไรเล่า?” ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้เพราะปัญหานี้เอง เจ้าชายสิทธัตถะจึงออกบวช กว่าจะค้นพบคำตอบปัญหานี้ได้ก็กินเวลาถึง ๖ ปี และการพบคำตอบปัญหานี้เองที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะได้กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพราะปัญหานี้เช่นกันที่ทำให้ไอแซก นิวตัน ได้พบกฎว่าด้วยความถ่วงของโลก

เรื่อง “ใบรับรองแพทย์” นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจด้วยเช่นกันเพราะ

มันขึ้นอยู่กับส่วนได้ส่วนเสียของเราแม้ว่าแพทย์จะรับรองและสถาบันต่าง ๆ จะรับเราเข้าศึกษา และทำราชการ เพราะไม่มีใครสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ แต่อย่าลืมว่า “ไม้ขีดก้านเดียวอาจเผาเมืองได้” ที่ข้าพเจ้าเขียนมานี้ก็ด้วยความปรารถนาดี ไม่อยากจะเห็นสถาบันชั้นสูงที่เต็มไปด้วยนักปราชญ์ทำอะไรที่ “เชย ๆ” ออกมาให้ปรากฎแก่สายตาของชาวโลก

อาจมีผู้ตั้งปัญหาว่า ถ้าหากไม่ใช้ภาษาอย่างนี้แล้ว จะใช้ภาษาอย่างไรเล่า จึงจะไม่เกิดข้อความ “คำกวม” เช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่ใช่นักปราชญ์ แต่ก็อยากเสนอความเห็น และก็ไม่รับรองว่าความเห็นนี้จะดีไปกว่าของเดิม นั่นคือถ้าหากจะเปลี่ยนข้อความตอนนี้เป็นว่า “ได้ทำการตรวจร่างกาย………………………………………

เมื่อวันที่…………เดือน………………..พ.ศ……………แล้ว ไม่ปรากฎว่า…………………………..เป็นผู้ทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ มีสติฟั่นเฟือน หรือไม่สมประกอบ ทั้งเป็นผู้ปราศจากโรคเหล่านี้ :-

             โรคเรื้อน

วัณโรคในระยะอันตราย

โรคเท้าช้าง

โรคยาเสพย์ติดให้โทษอย่างร้ายแรง

โรคพิษสุราเรื้อรัง

ถ้าหากเป็นเช่นนี้ คำว่า “ไม่ปรากฎว่า” จะคลุมถึง “หรือไม่สมประกอบ” คือ “ไม่ปรากฎว่าเป็นผู้ทุพพลภาพ ไม่ปรากฎว่าไร้ความสามารถ ไม่ปรากฏว่ามีสติฟั่นเฟือน หรือไม่ปรากฏว่าไม่สมประกอบ” คำว่า “ไม่ปรากฏว่า” ในที่นี้จะไม่คลุมมาถึง “ทั้งเป็นผู้ปราศจากโรคเหล่านี้…”

ในปัจจุบันนี้ผู้ใหญ่มักจะบ่นว่า เด็กของเรารุ่นหลัง ๆ นี้ภาษาไทยใช้ไม่ค่อยได้เลย การใช้ภาษาไม่ค่อยจะเป็นภาษาไทยนักมักมีกลิ่นนมเนยติดอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะเราหาครูอาจารย์ที่สอนภาษาไทยได้ยากกว่าหาครูอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษเสียอีก แต่ในเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับฝรั่ง พวกครูอาจารย์เหล่านี้มักจะหายหน้าไปหมด บางทีก็ปล่อยให้ครูอาจารย์วิชาภาษาไทยรับหน้าแทน การที่เราจะให้เด็ก ๆ ของเรารู้ภาษาไทยดีเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ควรจะช่วยกันระมัดระวังการเขียนภาษาไทยใช้ภาษาไทยให้มาก อย่าปล่อยภาษาที่ “คำกวม” อย่างใน “ใบรับรองแพทย์” ออกมาบ่อย ๆ นักเลย และข้อสำคัญก็คืออย่าได้มี

“ทิฐิมานะ” ให้มากนัก

ทั้งหมดที่เขียนมานี้ก็ด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง แม้จะติก็ขอให้ถือว่าเป็นการติเพื่อก่อ ทั้งนี้ก็โดยหวังจะช่วยกันรักษาภาษาไทยให้เป็นภาษาที่ถูกที่ดีเป็นประการสำคัญ เพราะภาษาไทยมิใช่ภาษาที่ใครจะผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าหวังว่าข้อเขียนนี้คงจะทำให้ผู้ใหญ่ในวงการศึกษาและนิสิตนักศึกษามี “อนุสสติ” และ “สังวร” ในเรื่องการใช้ภาษาไทยให้มากยิ่งขึ้น.

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com