อาตมัน – อัตตา – อนัตตา – อะตอม

บอกต่อ:

การศึกษาเรื่องศาสนาและปรัชญานั้นเป็นเรื่องที่สนุกมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้เพราะขอบเขตของศาสนาและปรัชญานั้นกว้างขวางครอบคลุมวิชาต่าง ๆ ได้หมด ยิ่งเราศึกษาศาสนาและปรัชญามากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นเท่านั้นและเราก็จะพบว่าศาสตร์ทั้งหลายในที่สุดก็มาบรรจบกันที่ศาสนาหรือปรัชญานี่เอง ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างข้อความตอนหนึ่งใน “พรหมชาลสูตร” ซึ่งเป็นสูตรแรกในคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรคแห่งสุดตันตปิฎก ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :

“…สมณพฺราหฺมณา กิมาดมฺม กิมารพฺภ สสฺสตวาทา สสฺสตํ อตฺตานญฺจ ปญฺญฺเปนฺติฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ตกฺกี วิมํสี โส ตกฺกปริยาหตํ วิมํสานุจริตํ สยํ ปฏิภาณํ เอวมาห สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ….”

ซึ่งแปลความว่า “…สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง…”

ในข้อความที่ยกมาแสดงนี้บอกไว้ว่า สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรึก (นักตรรก) เป็นนักค้นคิด คำว่า นักตรึกนี้ภาษาบาลีท่านใช้คำว่า ตักกี ตักกี แปลว่า นักตรึก มาจากคำว่า ตักกะ แปลว่า ตรึก ท่านตั้งวิเคราะห์ว่า ตกฺกยตีติ ตกฺกี ผู้ใดย่อมตรึก ผู้นั้นชื่อว่า ดักกี ตกฺโก วา อสฺส อตฺถีติ ตกฺกี หรือว่า ผู้ใดมีการตรึก ผู้นั้นชื่อว่าตักกี ตักกี คำนี้ภาษาที่เราใช้ในปัจจุบันนี้ คือ นักตรรกศาสตร์ วิชาตักกะหรือตรรกศาสตร์ เป็นวิชาที่ได้ศึกษาค้นคว้ากันมากในอินเดียในสมัยตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมาแล้ว แต่วิชานี้แม้จะมีความสำคัญในด้านการศึกษาพระศาสนาในด้านการศึกษาปรัชญาเพียงใดก็ตาม แต่ว่าสำหรับเมืองไทยเราก็ไม่ค่อยได้ศึกษาวิชาตรรกศาสตร์นัก เพราะฉะนั้นบางทีถ้าหากว่าไปอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกบางเล่ม หรือว่าอรรถกถาบางตอน อ่านแล้วจะไม่เข้าใจ เพราะว่าการพูดของท่านพูดเป็นสำนวน ซึ่งสมัยนี้ก็เรียกว่าพูดสำนวนสะบัดสะบิ้ง คือฟังแล้วทำให้งง แต่ว่าถ้าหากว่าเรียนตรรกศาสตร์แล้ว จะเห็นว่าการพูดของท่านนั้นพูดมีหลักคือหลักของตรรกศาสตร์ ตักกะหรือตรรกนั้นแปลว่า คิด ตรึกตรอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Logic Logic ก็เป็น วิชาที่ว่าด้วยการหาเหตุผล Reasoning หรือ Thinking แปลว่า วิชาที่ว่าด้วยการคิด แต่ว่าการหาเหตุผลหรือว่าการให้หตุผลนั้น ในทางหลักพระพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ควจะเชื่อถือได้เสมอไป การให้เหตุผลอาจจะให้เหตุผลในทางที่ผิดก็ได้ อาจจะให้เหตุผลในทางที่ถูกก็ได้ ฉะนั้นการให้เหตุผลไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกเสมอไป คนที่มีความรู้น้อยเมื่อได้ฟังเหตุผลของคนฉลาดบางทีก็เชื่อ เพราะเขาพูดมีเหตุผล อย่างเช่นในอรรถกถาอภิธรรม อัตถสาลินี ท่านบอกว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ซึ่งเราแปลว่า กุศลธรรมหนึ่งอกุศลธรรมหนึ่ง อัพยากตธรรมหนึ่ง ถ้าหากว่าเราจะไปดูบาลีแล้วจะพบว่าท่านแยก กุสลา คำหนึ่ง อกุสลา คำหนึ่ง ธมฺมา อีกคำหนึ่ง เขาก็เลยบอกว่า กุศลก็เป็นธรรม อกุศลก็เป็นธรรม อัพยากฤตก็เป็นธรม เพราะฉะนั้นกุศลก็คืออกุศล บุญก็คือบาปเพราะว่ากุศลก็เป็นธรรม อกุศลก็เป็นธรรม เมื่อเป็นธรรมเหมือนกันก็ต้องมีความหมายเหมือนกัน นี่เป็นวิชาที่ว่าด้วยเหตุผล ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจว่ากุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร เราฟังสำนวนตรรกแล้ว เราก็ต้องยอมรับว่าจริง หรือเหมือนกับเขาบอกว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเราจะพูดว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่เที่ยง ก็ได้ทั้ง ๒ อย่าง เมื่อเรายอมรับว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และยอมรับว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ที่ยง ทีนี้เรื่องมันก็ยืดเยื้อออกไปอีก เมื่อเรายอมรับว่าสิ่งใดไม่เที่ยงเพราะว่าสิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตาสิ่งนั้นก็ไม่เที่ยง ก็น่าจะยอมรับเหมือนกันเพราะว่าสิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นก็ไม่เที่ยง สิ่งใดเป็นอนัตตาสิ่งนั้นก็ย่อมไม่เที่ยงด้วย ก็น่าจะเป็นไปอย่างนั้น แต่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นไม่ได้ เพราะว่านิพพานก็เป็นอนัตตา หากว่านิพพานเป็นตัวไม่เที่ยง นิพพานก็เป็นตัวทุกข์ด้วย ฉะนั้น การบรรลุนิพพานก็คือบรรลุตัวทุกข์นั่นเอง ซึ่งนับว่าค้านกับความเป็นจริง เพราะว่านิพพานเป็นที่ที่ดับทุกข์

วิชา Logic หรือ วิชาตรรกศาสตร์นี้เป็นวิชาที่เจริญแพร่หลายมากทีเดียว และในอินเดียบางครั้งบางสมัย พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้พ่ายแพ้แก่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ไม่ใช่ว่าเพราะหลักของเถรวาทนี้ใช้ไม่ได้ แต่ว่าฝีปากของฝ่ายเถรวาทสู้ฝีปากของฝ่ายมหายานไม่ได้ เพราะฝ่ายมหายานเรียนตรรกศาสตร์มากกว่า ฉะนั้นเวลาพูดจึงสามารถทำให้คนเชื่อได้ วิชาตรรกศาสตร์จึงเป็นวิชาที่เหมาะสำหรับนักพูด คือพูดให้คนเชื่อ แต่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าจะให้ต้องเชื่อเพราะการให้เหตุผลแบบตรรก ฉะนั้นใน กาลามสูตร พระองค์จึงสอนว่า ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย พวกเธออย่าได้เชื่อเพียงเพราะได้ฟังกันสืบ ๆ มา อย่าได้เชื่อเพียงเพราะปฏิบัติตามกันสืบ ๆ มา ฯลฯ อย่าเชื่อว่าเพียงเพราะเหตุผลทางตักกะ

ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่า “ตรรก” เป็นวิชาที่ว่าด้วยเหตุผลแต่ผู้ที่เป็นนักตรรกนี้น่ะหมายถึงผู้ที่คิดอะไรแล้ว มีความยึดมั่นถือมั่นเท่าที่ตัวคิดว่าถูก อย่างนี้เรียกว่ายึดถือเป็นทิฐิขึ้นมา กลายเป็นทิฐิขึ้นมา ท่านจึงจัดพวกนี้เป็นพวกมิฉาทิฐิด้วย เรื่องตรรกนี้แม้ในอรรถกถาทีฆนิกาย สุมังคลวิลาสินี ท่านก็ได้อธิบายถึงนักตักกะไว้ว่ามีอยู่ ๔ ประเภท ประเภทหนึ่งท่านเรียกว่า อนุสสติกะ พวกหนึ่งท่านเรียกว่า ชาติสรตักกิกะ อีกพวกหนึ่งเรียกว่า ลาภิตักกิกะ และอีกพวกหนึ่งเรียกว่า สุทธตักกิกะ

ใน ๔ พวกนี้สำหรับพวกอนุสสติกะ ท่านยกตัวอย่างเหมือนกับว่าเวลาเราได้ยินใครพูดว่าพระพุทธเจ้าตรัส หรือว่าได้ไปพบข้อความในพระไตรปิฏกว่า โย เวสฺสนฺตโร ราชา อโหสิ…เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวสสันดรชาดกจบแล้วทรงสรุปว่า พระเวสสันดรในสมัยนั้น ก็คือ ตถาคต (พระพุทธองค์) นั่นเอง แสดงว่า พระเวสสันดรในสมัยนั้นมีอยู่ คือในสมัยนั้นน่ะเคยมีพระเวสสันดรอยู่องค์หนึ่ง เมื่อเราได้ยินเช่นนี้เราก็ต้องคิดว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าในสมัยนั้นน่ะมีพระเวสสันดรองค์หนึ่ง พระเวสสันดรองค์นั้นเวลานี้น่ะคือเราตถาคตนี่แหละ เมื่อใครก็ตามได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็คือพระเวสสันดรนั่นเอง คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรากับพระเวสสันดรเป็นองค์เดียวกัน เมื่อคิดว่าพระพุทธเจ้ากับพระเวสสันดรนี่น่ะคือคนเดียวกันก็เลยมีความยึดมั่นถือมั่น มีความเข้าใจว่าอัตตานี่ต้องเที่ยง เพราะว่าพระเวสสันดรกับพระพุทธเจ้านั่นน่ะองค์เดียวกัน เมื่อพระเวสสันดรกับพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันเพราะฉะนั้นอัตตาก็ต้องเที่ยง อาตมันนี่มันต้องเที่ยง เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นเป็นทิฐิขึ้นมาอย่างนี้ อย่างนี้ท่านเรียกว่า อนุสสติกะ คือผู้เป็นนักตรรกโดยอาศัย การระลึกด้วยการคิดตาม

อีกพวกหนึ่งเป็นพวกระลึกชาติได้ อาจระลึกชาติได้ไปถึง ๒ ชาติ ๓ ชาติ หรือว่า ๕๐ สังวัฏฏกัปป์ เมื่อระลึกชาติได้ก็มาคิดว่าในกาลก่อนนั้น เราได้เกิดในตระกูลชื่อนั้นทีเดียว ในโคตรนั้นที่เดียว มีชื่ออย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ พ่อของเราชื่อนั้น แม่ของเราชื่อนั้น ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เลยมีความยึดมั่นถือมั่นขึ้นว่าตัวตนหรืออัตตาเที่ยง อย่างนี้เรียกว่า ชาติสรตักกิโก คือ ผู้เป็นนักตรรกโดยอาศัยการระลึกชาติได้ นี่เป็นพวกที่ ๒

อีกพวกหนึ่งมีความเข้าใจว่า เวลานี้เรามีความเป็นอยู่สบายเหลือเกิน มีตึกรามบ้านช่องอยู่ มีรถยนต์นั่ง มีคนใช้มากมาย ก็มีความคิดว่า ในอดีตเราก็เคยมีความสุขสบายดังนี้ ในอนาคตต่อไปก็จะต้องสบายอย่างนี้ ก็เลยยึดมั่นตามสิ่งที่คนได้ในชาตินี้ หรือว่าในอดีตตนก็จะต้องได้อย่างนี้ แสดงให้เห็นว่าคนของเรานี่น่ะเที่ยงตนในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ตนในอดีตก็คงจะได้อย่างนั้น และตนในอนาคตก็คงจะได้อย่างนั้น ผู้ที่มีความเชื่อมั่นหรือว่ามีความเข้าใจอย่างนี้ ซึ่งเรียกว่า ลาภิตักกิโก

อีกพวกหนึ่งท่านเรียกว่า สุทธตักกิโก แปลว่า เป็นนักตรรกล้วน ๆ เป็นนักตรรกแท้ ๆ คือพวกที่มีความคิดว่า ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้ มันจะเกิดอย่างนั้น หรือว่าถ้าหากเมื่อมีอย่างนี้ ต่อไปมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าเหตุเป็นอย่างนี้ ผลมันก็จะต้องเป็นอย่างนั้น เข้าใจเอา ถือเอาอย่างนี้ สิ่งทั้งหลายถ้าหากว่ามันไม่เที่ยง มันก็จะต้องเป็นทุกข์ มีความเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายนั่นน่ะเมื่อไม่เที่ยง มันก็จะต้องเป็นทุกข์ หรือว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มันก็ต้องเป็นอนัตตา แล้วก็เลยคิดว่าอนัตตากับไม่เที่ยงนี่เป็นอย่างเดียวกันอย่างนี้เรียกว่าเป็นตรรกที่แท้ วิชานี้ในสมัยปัจจุบันนี้เขาเรียกว่าวิชา Logic หรือ วิชาตรรกศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งในสายปรัชญา เหล่านี้คือพวก สุทธตักกิโก นี่เอง แสดงให้เห็นว่าวิชาตรรกศาสตร์ที่ชาวโลกกำลังเรียนอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชาตรรกศาสตร์ในสมัยพุทธกาลทนั้นเอง หรือจะพูดว่าวิชาตรรกศาสตร์ที่เรียนกันอยู่ในอินเดียนั้นเป็นวิชที่สูงกว่าที่เรียนอยู่ในสมัยนี้มาก เพราะว่าบางอย่างจะพิสูจน์ได้ด้วยการระลึกชาติ ซึ่งสมัยนี้ไม่ค่อยมีเรื่องระลึกชาติอย่างนั้น จึงเพียงแต่ใช้ปัญญา ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้ มันจะต้องเป็นอย่างนั้น หรืออย่างถ้าหากว่าแมงมุมทั้งหลายมี ๖ ขา สัตว์ที่มี ๖ ขาทั้งหลายมีปีก เพราะฉะนั้นแมงมุมทั้งหลายก็ต้องมีปีก อย่างนี้เรียกว่านักตรรกล้วน ๆ นักตรรกแท้ ๆ ทั้งหมดนี่น่ะท่านก็ถือว่าเป็นนักตรรกเหมือนกันหมด

สำหรับนักตรรกเหล่านี้น่ะ ถ้าหากว่าเมื่อคิดเมื่อตรึกตรองอะไรขึ้นมาอย่างนี้ มีความเข้าใจความยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ ตามที่ตนคิด นี่ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิทีนี้ในบาลีท่านมีอีกคำหนึ่งนอกจากคำว่า ตกฺกี แล้ว ท่านใช้คำว่าวิมํสี ภาษาไทยท่านแปลว่า นักค้นคิดหรือว่าเป็นนักค้นคว้า คือว่าคิดไปคิดมาแล้วก็สรุป ซ.ต.พ. เอาเองว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ วิมังสี นี่น่ะมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีอีกมากมาย วิมังสี ท่านจึงเปรียบเสมือนกับว่าผู้ที่เวลาจะลงไปในน้ำ ก็เอาไม้เท้าไปหยั่งน้ำดู คือว่าเอาไม้เท้าไปหยั่งดูซิว่าน้ำนี่น่ะลึกมากไหม ลึกแค่ไหน ถ้าหากว่าไม่ลึกมาก จึงค่อยก้าวลงไปในน้ำถ้าลึกมากขืนลงไปแล้วจะเกิดจมน้ำตายขึ้น ก็ไม่กล้า อย่างนี้เรียกว่าพวกวิมังสี คือว่าต้องพิจารณาไตร่ตรองดูเสียก่อน เมื่อพิจารณาไตร่ตรองดูชอบใจจึงลงไป อย่างนี้เขาเรียกว่าพวกวิมังสี

พระพุทธเจ้าได้ตรัสต่อไปอีกว่า สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรึกเป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ คือว่าคนเราน่ะเมื่ออาศัยแต่ความคิด คืออาศัยตรรก อาศัยเหตุผล ถ้าว่าเหตุมีอย่างนี้ผลก็ควรจะเป็นอย่างนั้น พิจารณาดูตนเองแล้ว ซ.ต.พ. เอาเองว่าเพราะฉะนั้นตัวตนจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนี้ภาษาบาลีท่านเรียกว่า เป็น ตกฺกปริยาหตํ คือว่าแสดงปฏิภาณของตนตามที่คิดได้ ตามที่ค้นคิดได้ แล้วก็ยึดถือว่าอัตตาในโลกเที่ยงคงที่

เรื่อง อัตตา นี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลหลายพันปี และหลังพุทธกาลก็ยังเชื่อถือกันว่าอัตตานี้มีอยู่ และไม่ใช่มีอยู่เฉพาะในบุรพทิศ คือในอินเดีย หรือว่าในชมพูทวีปเท่านั้น ความเข้าใจในเรื่องอัตตานี้ได้ค่อย ๆ แพร่ขยายไปสู่อัสตงคตประเทศ ฝ่ายยุโรปด้วย แต่ว่าความพัฒนาในด้านปัญญาเกี่ยวกับเรื่องอัตตานี่น่ะ ทางตะวันออกก้าวไปไกล รวดเร็วกว่าทางตะวันตก อย่างที่เรียกว่าทิ้งกันหลุดลุ่ยทีเดียว เรื่องอัตตานี้มีมาตั้งแต่สมัยที่นับถือศาสนาพระเวท ศาสนาพระเวทนี้ต่อมาได้กลายเป็นศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพราหมณ์นี้ต่อมาได้พัฒนามาเป็นศาสนาฮินดู ความจริงก็พัฒนามาตามลำดับ แล้วพระพุทธศาสนานี้เราก็อาจจะพูดได้ว่า เกิดมาจากปฏิกิริยาต่อศาสนาพราหมณ์นั่นเองเราจะบอกว่าพระพุทธศาสนานี่น่ะเกิดขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นเป็นไปไม่ได้ เราจะต้องยอมรับว่าพระพุทธศาสนานี่น่ะมีพื้นฐานที่จะก่อให้เกิด คือมีพื้นฐานเดิมมาจากศาสนาพระเวท

ศาสนาพระเวทหรือว่าศาสนาพราหมณ์นั้น เขาถือว่าโลกทั้งหลายหรือบรรดาสิ่งทั้งหลายในโลกนี้จะต้องมีผู้สร้าง ผู้สร้างนี้คือ พระพรหม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปรมาตมัน คำว่า ปรมาตมัน ก็คือ อาตมันใหญ่ อาตมันที่ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าแห่งอาตมันทั้งหลายเป็นเจ้าแห่งอัตตาทั้งหลาย เดิมทีเดียวปรมาตมันนี่เป็นจุดศูนย์รวมและเป็นผู้ที่สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาในโลก ปรมาตมันนี้บางครั้งก็เรียกว่า พรหมัน หรือว่าบางครั้งต่อมาเมื่อความนับถือในเรื่องพระพรหมเสื่อมลงไป พระวิษณุก็ขึ้นมาแทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม พระพรหมนั่นมีมาก่อน ฉะนั้นเราจึงถือว่าชีวิตนั้นนะขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตแม้แต่คนในปัจจุบันนี้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ก็ยังเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิตอยู่ แสดงว่าเรื่องพระพุทธศาสนานั้นเรายังไม่เข้าใจกันนัก เราไม่ค่อยทราบกันนักว่าพระพุทธศาสนาสอนอย่างไร เรามักคิดกันว่าชีวิตของเราเมื่อเกิดมา พระพรหมท่านลิขิตมาแล้วว่าชีวิตของเราจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็เมื่อพระพรหมท่านลิขิตมาแล้ว เราจะต้องมาทำงานทำการทำไม จะต้องศึกษาเล่าเรียนทำไม เพราะว่าอย่างไร ๆ พระพรหมก็คงไม่ทำให้เราอดตายหรอก พระพรหมท่านมีเมตตากรุณา ท่านหรือจะทำให้มนุษย์ที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นต้องอดตาย แม้แต่เรื่องพระผู้เป็นเจ้าของคริสต์ศาสนา คัมภีร์ก็ได้กล่าวว่า มนุษย์เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้นมาแล้ว ท่านจะปล่อยให้อดตายทำไม จงดูซิ นกทั้งหลายเหล่านั้นมันไม่ต้องไปแสวงหาเสื้อผ้าที่ไหน พระผู้เป็นเจ้าท่านก็สร้างเครื่องนุ่งห่มให้มัน ดูที่ดอกไม้ตามทุ่งไร่ทุ่งนาซิ มันไม่ต้องไปหาสีหาอะไรมาแต้มมาตบแต่ง พระผู้เป็นเจ้าท่านก็ได้แต่งให้เสร็จ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปกังวลหรอกว่าเราจะอดหรือว่าเราจะไม่มีกิน พระผู้เป็นเจ้าท่านเป็นผู้มีเมตตากรุณา ท่านต้องไม่ให้โอรสหรือให้ลูกของท่านต้องอดตายไปหรอก

คราวนี้ในศาสนาพราหมณ์บ้าง ก่อนอื่นขอให้เรามีความเข้าใจว่าในระหว่างศาสนาพราหมณ์กับศาสนายิว หรือศาสนาคริสต์นั้นมีรากฐานอย่างเดียวกัน เพราะคริสต์ศาสนาก็ออกมาจากศาสนายูดาย แล้วศาสนายูดาย ศาสนาพราหมณ์ เดิมก็อยู่ในจุดศูนย์เดียวกัน คือทางเอเชียกลาง แต่พวกหนึ่งอพยพไปทางตะวันตกพวกหนึ่งอพยพเข้ามาทางตะวันออก ทีนี้พวกที่อพยพเข้ามาทางตะวันออกนี่น่ะได้มาผสมลัทธิความเชื่อถือของพวกชาวพื้นเมืองซึ่งเขาเรียกว่าพวก มิลักขะ ความจริงพวกมิลักขะนี่น่ะมีวัฒนธรรมสูง มีอารยธรรมสูง มีปรัชญาสูง ฉะนั้นเมื่อพวกอารยันเข้ามาแล้วจึงได้มาผสมคลุกเคล้ากับความคิดเห็นของพวกหัวใหม่ด้วย ทำให้ปัญญาในด้านปรัชญาของพวกอารยันนี้พัฒนารุ่งเรื่องรวดเร็ว ทางตะวันตกในสมัยที่ศาสนายูดายเข้าไปนั้นยังป่าเถื่อนอยู่ แม้แต่ในสมัยสงครามครูเสด ซึ่งหลังจากคริสต์ศาสนาได้เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อพวกคริสต์ศาสนิกชนได้เข้ามารบถึงปาเลสไตน์แล้ว เห็นว่าประชาชนทางปาเลสไตน์นั้นมีความเจริญรุ่งเรื่องมากกว่า จึงได้เอาวัฒนธรรม อารยธรรมของทางตะวันออกนี้เข้าไปเผยแผ่ในทางตะวันตก เรียกว่าในสมัยที่ตะวันออกรุ่งเรื่องถึงขนาดนั้น ทางตะวันตกยังป่าเถื่อนอยู่ ในด้านสติปัญญาไม่ต้องคำนึงถึงแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย ฉะนั้นศาสนาของฝ่ายตะวันตกในสมัยเดียวกับทางตะวันออกนั้นยังนับว่าล้าหลังตะวันออกมาก ในสมัยพุทธกาลเรายังมีความเชื่อถือเรื่องอาตมัน เรื่องอัตตา ว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เราจะเป็นอะไรต่อไปนั้นแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าหรือพระพรหมจะบันดาลให้เป็นไป ทีนี้ความเชื่อถือก็มีว่า เพราะว่าพรหมนี่น่ะเป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านจึงเรียกว่าเป็น ปรมาตมัน อาตมันหรือว่าอัตตานี่น่ะเช่นเดียวกัน อัตตาเป็นภาษาบาลี อาตมันเป็นภาษาสันสกฤต ก็แปลว่า ตัวตน ด้วยกันปรมาตมัน แปลว่า ตนที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจเหนืออัตตาทั้งหลาย คราวนี้ตัวเราก็เป็นอัตตา พวกเราทุกคนนี้มีอัตตา เพราะฉะนั้นในเวลาตายจึงถือว่าวิญญาณจะไปเกิด ดวงวิญญาณนี้ก็คืออัตตานั่นเองเพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงการอวตารบ้าง การเวียนว่ายตายเกิดของวิญญาณ คือการที่วิญญาณออกจากร่างนี้ไปสู่ร่างโน้นบ้าง นี่เป็นเรื่องคติของศาสนาพราหมณ์เขา คือว่าเมื่อคนเราเกิดมาแล้ว เกิดมาเพราะมีความผิดพลาดอะไรบางอย่าง ทำให้ต้องเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ต่าง ๆ ทีนี้การที่เราจะกลับไปสู่ปรมาตมันเดิมนั่นก็อาจเป็นไปได้ แต่การจะไปได้นั้นจะต้องประกอบยัญพิธี ต้องมีการบวงสรวง สังเวย เช่น ฆ่าสัตว์ คือฆ่าแพะ ฆ่าแกะ ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าช้าง ฆ่าม้า หรือฆ่ามนุษย์ สังเวยพระผู้เป็นเจ้า ตายไปแล้วจึงจะไปรวมกับปรมาตมันได้อย่างนี้ พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดให้เราฆ่าสัตว์ สัตว์ทั้งหลายนี่น่ะท่านสร้างมาไว้เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ฆ่าสัตว์ไม่มีบาป มนุษย์ก็เหมือนกัน บางศาสนาเขาก็บอกว่าแม้แต่ฆ่ามนุษย์บางทีก็ไม่บาป เพราะถ้ามนุษย์อ่านคัมภีร์ไม่ออก ก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ เพราะฉะนั้นการฆ่ามนุษย์ชนิดที่อ่านคัมภีร์อ่านหนังสือไม่ออกเหมือนกับฆ่าสัตว์ นี่เป็นคติของศาสนาพราหมณ์หรือว่าศาสนาที่ถือเรื่องพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อคัมภีร์สอนอย่างนี้ โดยถือว่าอัตตาของเรานั้น เมื่อมันแยกมาแล้ว มันจะต้องกลับไปรวมกับปรมาตมันเดิมอีก เพราะฉะนั้นอัตตานี้ก็จะต้องเที่ยง เมื่อตายแล้ว อัตตา หรืออาตมัน หรือดวงวิญญาณนี้ก็จะออกจากร่างเราไปสู่อีกร่างหนึ่ง นี่เป็นเรื่องอัตตาหรือเรื่องอาตมันในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธเรื่องอัตตาว่า อัตตาที่แท้จริงนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าได้บัญญัติเรื่องอนัตตา ขึ้น เพราะฉะนั้นหลักธรรมอันสำคัญของพระพุทธศาสนาก็คือเรื่องอนัตตา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับศาสนาพราหมณ์อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว แต่พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจค้าน ขอให้เราพิจารณาดูการทำงานของพระพุทธเจ้าให้ดี พระพุทธเจ้าน่าจะถูกปลงพระชนม์เสียเหลือเกิน เพราะไปประกาศอนัตตาในท่ามกลางประชาชนที่เขาถืออัตตา แล้วก็ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์ด้วย พระพุทธเจ้าไม่ได้ประสูติในอินเดีย พระองค์ประสูติในเนปาลแต่ทรงประกาศศาสนาในอินเดีย และไปประกาศศาสนาค้านกับลัทธิเดิมเขาทั้งหมด แต่ว่าพระพุทธเจ้ามีวิธีการทำงานที่ทำให้พระองค์ไม่ต้องถูกปลงพระชนม์อย่างนักศาสนาอื่น ๆ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นนักปกครองมาแล้ว เป็นโลกวิทูมาแล้ว รู้จิตวิทยาของนักปกครองเป็นอย่างดี แม้พระองค์จะสอนธรรมะหรือว่าคำสอนของพระองค์จะค้านกับศาสนาพราหมณ์นั้น พระองค์ก็เอาพวกพราหมณ์นั้นแหละมาสอน พระสารีบุตรก็เป็นพวกพราหมณ์ พระโมคคัลลานะก็เป็นพวกพราหมณ์ พระมหากัสสปก็เป็นพวกพราหมณ์ พวกนี้เป็น เวทดู ผู้ถือฝั่งพระเวทหมดแล้ว เรียนจบไตรเพทหมดแล้วและพวกนี้แหละที่ไปสอนเรื่องอนัตตาค้านเรื่องอัตตา ค้านพราหมณ์ที่ถือเรื่องอัตตา จึงทรงเอาพราหมณ์พวกถืออัตตานั่นน่ะมาบวช มาสอนอนัตตาอยู่เรื่อย ๆ โดยวิธีนี้พระพุทธเจ้าจึงไม่ถูกตรึงไม้กางเขนหรือถูกฆ่าตาย หรือถูกขับไล่ อย่างมากก็ถูกด่าเพียง ๗ วันเท่านั้น คนอย่างพระพุทธเจ้านั้นแม้มนุษย์จะด่าก็ด่าเพียง ๗ วัน แล้วก็เงียบไปเอง พระองค์ไม่ด่าตอบ แล้วไม่สอนให้สาวกด่า แล้วก็ไม่หนีด้วย ถ้าหากว่าถูกด่าแล้วหนี ก็เป็นผู้แพ้เท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้เคยสอนให้หนีเลยแม้แต่ทุกข์ พระองค์ทรงสอนว่านั่นเป็นทุกข์นี่เป็นทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หนี พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หนีทุกข์ แต่พระองค์ทรงสอนให้ดับทุกข์ ถ้าหากว่าหนีทุกข์แล้วมันดับทุกข์ไม่ได้ เหมือนกับว่าไฟไหม้บ้าน ถ้าหนีไฟแล้วก็ดับไฟไม่ได้ฉะนั้นเราต้องรู้ทีเดียวว่าอะไรคือทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นรู้เข้าไปถึงต้นเหตุของทุกข์ แล้วดับที่ต้นเหตุนั้น วิธีการสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิธีการที่เรียกว่าออกจะแปลกจากนักสอนคนอื่น ๆ พระองค์ทรงสอนให้สู้ แต่ให้รู้จักวิธีที่จะสู้ว่าทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ พระองก็ไม่ได้สอนให้หนีทุกข์ สอนให้ดับทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า นิโรธ แปลว่า ความดับทุกข์ เมื่อดับทุกได้จึงจะพ้นทุกข์ จึงเป็น วิมุตติ นิโรธกับวิมุตติก็อย่างเดียวกัน พอดับได้ก็พ้น พอดับสนิทเมื่อไหร่ก็พ้นเมื่อนั้น ไม่เคยพบเลยว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้หนีทุกข์ที่ไหน คราวนี้ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอนัตตาค้านเรื่องอัตตานี่น่ะ เรียกว่าเป็นสมัยที่ศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรื่อง ถ้าพิจารณาดูแล้วก็นเห็นอกเห็นใจพระพุทธองค์มากทีเดียว

ถ้าหากว่าเราได้มีการเปรียบเทียบกันอย่างนี้ เราจึงจะเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า เพราะว่าปรัชญาทางตะวันตกกับตะวันออกเมื่อศึกษาไปจริง ๆ แล้ว ก็จะเห็นว่าไปจากรากฐานอันเดียวกัน แม้แต่พระเยซูเอง ถ้าเราไปศึกษาศาสนาคริสต์ บางทีเราไม่ทราบดอกว่าใครเป็นผู้บวชพระเยซู หรือว่าบางทีก็รู้แต่ว่าJOHN BAPTIST เป็นผู้ประกอบศีลจุ่มให้ ก็รู้แค่นั้นเอง แต่ไม่รู้ว่านักบวชจอห์นท่านนี้คือใคร ลัทธิคำสอนของท่านเป็นอย่างไรท่านผู้นี้ก็เป็นผู้ที่มีความคิดเอนเอียงมาทางตะวันออกมาก เพราะได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนามากมายที่เดียว อย่างนี้ต้องไปศึกษาประวัติของท่านจอห์นอีกทีหนึ่ง แล้วจะทำให้เถิดความเข้าใจว่า ในคริสต์ศาสนามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนพระพุทธศาสนา ทำไมจึงเหมือน ทั้งนี้ก็เพราะมีความโน้มเอียงในแบบเดียวกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว บางพวกที่มีหัวเก่า ๆ ก็ต้องเรียกท่านจอห์น ที่บวชพระเยซูว่าเป็นคอมมิวนิสต์ของพวกศาสนายูดายทีเดียว คือท่านมีความเห็นขัดแย้งกับศาสนายูดายดั้งเดิมมากแล้วอิทธิพลของท่านนี่ได้เข้ามาสู่จิตใจของพระเยซูหรือว่าเยซูคริสต์เจ้าด้วย แต่ว่ามันเป็นมาอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของศาสนาถ้าเราศึกษาแล้วก็จะทราบ ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่ทราบ

ข้าพเจ้าอยากจะพูดถึงทางตะวันตกสักเล็กน้อย ว่าในตะวันตกนั้นเขามีความรู้สึก มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอัตตาอย่างไรบ้างเพราะในสมัยที่ตะวันออกได้พัฒนาไปถึงขั้นอนัตตา คือพ้นจากความยึดมั่นในเรื่องตัวตนแล้ว ในทางตะวันตกนั้นเขามีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงก่อนสมัยพุทธกาลหรอก เราเริ่มจากสมัยพุทธกาลทีเดียว เพราะว่านักปราชญ์ที่สำคัญหรือว่าปรัชญาเมธีที่สำคัญคนแรกของกรีก เป็นนักปราชญ์ที่เกิดในสมัยเดียวกับพระพุทธเจ้า มีอายุแก่กว่าพระพุทธเจ้าเพียงปีเดียวเท่านั้น แล้วก็ถึงแก่กรรมก่อนพระพุทธเจ้าสัก ๒ ปี เรียกว่าเป็นคนยุคเดียวสมัยเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นปรัชญาเมธีคนแรกของกรีก และเป็นปรัชญาเมธีที่ยิ่งใหญ่ของกรีกด้วย ท่านผู้นั้นคือท่าน เทเลส (THALES) เทเลสผู้นี้ท่านเป็นผู้มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอัตตาหรือเรื่องโลกนี่ชอบกลอยู่ ท่านมีความคิดคัดค้านเรื่องพระผู้เป็นเจ้า คือเมื่อดั้งเดิมทีเดียวเขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้า หรือ GOD เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่เทเลสได้ปฏิวัติความคิดใหม่ ท่านบอกว่าโลกเรานี่ไม่ใช่เกิดมาจาก GOD ดอก ท่านบอกว่าเกิดมาจากน้ำ น้ำนี่เป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เพราะน้ำกลายเป็นไอก็ได้คือเป็นอากาศธาตุไปก็ได้ น้ำเมื่อแข็งตัวเข้าก็เป็นธาตุดินเหมือนกันฉะนั้นจึงบอกว่าน้ำนี่เป็นจุดศูนย์กลาง คือว่าสามารถจะพัฒนาไปสู่ความเป็นอากาศธาตุได้ และสามารถพัฒนาไปสู่ปฐวีธาตุได้เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงควรจะเกิดจากน้ำ และท่านบอกว่าดวงวิญญาณหรือ Soul นี่ก็สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวได้ อะไรที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนไหวได้ สิ่งนั้นจะต้องมีวิญญาณแม้แต่แม่เหล็กที่ดูดผงเหล็กขึ้นมาได้มีวิญญาณ แท่งอำพันถ้าเรามาถูให้ร้อนเข้าก็จะสามารถดูดเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นอำพันนี่ท่านก็ถือว่ามีวิญญาณ และในตัวอำพันนี่ต่อมาเขาก็เลยมาใช้แทนคำว่า ไฟฟ้า คำว่า ไฟฟ้า ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า electric มันก็มาจาก electron ซึ่งแปลว่า อำพัน เราไม่ค่อยทราบเหมือนกันว่ามันมาอย่างไรกัน แต่ว่าอาศัยอำพันนี่ เมื่อเอามาถูเข้า มันก็เกิดปฏิกิริยาในการที่จะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ เข้ามา ฉะนั้นท่านบอกว่าที่อำพันดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ได้น่ะแสดงว่าต้องมีวิญญาณ ถ้าไม่มีวิญญาณแล้วจะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาได้อย่างไร

สมัยเทเลสจึงเป็นสมัยที่เริ่มต้นที่จะคิดตีตัวออกห่างจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ว่าในสมัยต่อ ๆ มา สมัยของลูกศิษย์ของท่าน หรือว่าสมัยคนที่รุ่นหลัง ๆ ท่านบางคนก็มีความเห็นค้านเทเลส บางคนก็บอกว่า ไม่ใช่น้ำหรอกที่เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าง อะแนกซิเมเนส (ANAXMENES) บอกว่าอากาศต่างหากเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง อากาศเป็นทุกสิ่งทุกอย่างทีเดียว นั่นเรียกว่าความคิดเห็นกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว เป็นสองอย่างขึ้นมาแล้ว หลังจากสมัยเทเลสมาสักร้อยปี มาถึงสมัย พาร์มีนิเดส (PARMENIDES) ท่านผู้นี้มีความเข้าใจว่าในจักรวาลนี่มันมีอะไรอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งท่านเรียกว่า Being ซึ่งจะแปลว่า อัตตา ก็เห็นจะพอได้ อีกอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า Non – Being จะแปลว่า อากาศ หรือ อวกาศ ก็คงจะได้ท่านบอกว่า Being หรือว่าตัวอัตตานี่ มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งในอวกาศ ส่วน Non – Being นั้นเป็นตัวความว่างเปล่า ซึ่งภาษาพระของเราก็เรียกว่า อากาศธาตุ หรือว่าภาษาปัจจุบันนี้เขาเรียกว่า อวกาศ หรือ สุญญากาศ พาร์มีนิเตสบอกว่าในจักรวาลนี่มีอยู่เฉพาะ Being กับ Non – Being เท่านั้น นี่กำลังจะเข้าสู่เรื่องอัตตาแล้ว คือท่านถือว่ามีอัตตากับอนัตตา หรือว่ามีอัตตากับอวกาศ อัตตามีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง และอวกาศคือความว่างนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งทั้งหลายมีความแตกต่างกัน คือว่าอวกาศนี่มีแทรกอยู่ทั่วไปในตัวที่เป็นอัตตา ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าไม่มีอวกาศแล้ว เราก็จะไม่ทราบว่าสิ่งทั้งหลายแตกต่างกันอย่างไรเพราะว่าสิ่งทั้งหลายจะเหมือนกันหมด อย่างเช่นตัวเรานี่ในทางศาสนาก็ถือว่ามีอากาศธาตุ อากาศธาตุคือช่องว่าง ช่องว่างในตัวเรา เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้แต่ช่องระหว่างเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายของเรานี่ก็จัดว่าเป็นอากาศธาตุ ถ้าหากว่าช่องว่างไม่เหมือนกัน มันก็ทำให้รูปร่างของคนไม่เหมือนกันด้วย หรือว่าจำนวนของอัตตาก็มีไม่เท่ากัน รูปร่างของคนก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอวกาศหรือว่า Non – Being นี่เองที่เป็นตัวการทำให้อัตตาเราไม่เหมือนกัน พาร์มีนิเดสนี่เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาในทางตะวันออกมากพอดูทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะว่าในระหว่างอินเดียกับทางตะวันตกนั้นได้มีการติตต่อในด้านการค้ากันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนสมัยพุทธกาล เพราะฉะนั้นพวกพ่อค้าทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้ที่เดินทางไปยังบ้านเมืองต่าง ๆ ก็มักจะเอาเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศของตนไปเล่าให้ฟังเสมอ จะเป็นการบ้านการเมืองก็ดี จะเป็นการศาสนาก็ดี ถ้าหากว่าในบ้านเมืองที่ตนไปนั้นไม่มีสิ่งที่บ้านเมืองของตนมีอยู่ ก็มักจะคุยในเรื่องที่เขาไม่มีเพื่อจะอวด อย่างเช่น พวกชาวมคธ พ่อค้าชาวแคว้นมคธไปเมืองไพศาลี เมื่อกลับมาแล้วก็มาทูลพระเจ้าพิมพิสารว่าในเมืองไพศาลีนี่เจริญรุ่งเรืองเหลือเกิน อะไร ๆ ที่แคว้นมคธมี เมืองราชคฤห์มี เมืองไพศาลีมีทุกอย่าง แต่มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นที่เมืองไพศาลีมี แต่เมืองราชคฤห์ไม่มี คนเราเมื่อเป็นประเทศมหาอำนาจด้วยกัน พอบอกว่าเราแพ้เขาอย่างนี้มันก็จะฮึดเอาให้ได้ ต้องให้เสมอกัน ถามอะไรที่เราไม่มี พวกพ่อค้าก็บอกว่า โสเภณียังไม่มีในเมืองไพศาลีเขามีแล้ว แต่เมืองราชคฤห์ไม่มี โสเภณีเลยกลายเป็นจุดสำคัญขึ้นมา เขาเรียกว่า นครโสเภณี

เราอย่าคิดว่าฐานะของนครโสเภณีเป็นฐานะของคนเลวนะหญิงนครโสเภณีน่ะเป็นหญิงประดับเมือง หรือว่าทำให้เมืองงาม ถ้าขาดหญิงประเภทนี้แล้ว เขาบอกว่าเมืองไม่งาม และผู้ที่จะเป็นนครโสเภณีได้นั้นน่ะจะต้องได้รับบรมราชานุญาตเป็นคนของหลวงไปทีเดียว พระองค์จะพระราชทานอะไรต่ออะไรให้มากมาย ให้วัว ให้ช้าง ให้ม้า ให้แพะ ให้แกะ ให้บ้าน ให้สวนอยู่ เรียกว่ามีศักตินามากมาย ในแคว้นมคธก็เอาอย่างบ้างเหมือนกัน ก็ต้องคัดเลือกหญิงที่งามที่สุด สวยที่สุดเพื่อดำรงตำแหน่งนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ต้องประกวดความงามกันเสียก่อนว่าใครจะเป็นนางงาม แล้วจึงจะบรรจุในตำแหน่งนครโสเภณี แต่ว่าเดี๋ยวนี้ความหมายของคำนี้เสียไปแล้ว เดิมทีเดียวน่ะสูงมาก เรียกว่าเป็นหญิงสำหรับประดับเมืองเจ้าใหญ่นายโตจากเมืองอื่น ๆ มาก็ต้องเอามาโชว์ เอาไว้รับแขกเมืองมีความสำคัญขนาดนี้ทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้ก็แย่ไป ฉะนั้นในสมัยอินเดียก็เหมือนกัน เมื่อพวกพ่อค้าชาวอินเดียเข้าไปทางกรีซก็มักจะไปคุยว่า ศาสนาในประเทศอินเดียนะมีความเจริญอย่างนั้น ๆ ทีเดียว พวกกรีกกำลังพัฒนาเรื่อง อัตตา เรื่อง atom เขาใช้คำว่าอะตอม อะตอม ก็คือ อัตตา นั่นเอง มันมาจากรากศัพท์อันเดียวกัน ฉะนั้นเวลาเขาพูดถึงอะตอม ก็คือพูดถึงเรื่องอัตตานั่นเอง ฉะนั้นชาวอินเดียก็คงบอกว่าทางอินเดียน่ะค้นคว้าเลยเรื่องอะตอมเรื่องอัตตาไปแล้ว ถึงเรื่องอนัตตาแล้ว พวกกรีกก็เริ่มสนใจกันทีเดียว เพราะตัวเองยังเพิ่งมาคิดแต่ว่า โลกนี้มาจากน้ำบ้างโลกนี้มาจากอากาศ (ลม) บ้าง อินเดียเขาเลิกคิดเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้กันหมดแล้ว แต่พวกกรีกยังคิดอยู่ พวกที่เป็นพ่อค้า ที่ไม่ใช่นักศาสนาจริง ๆ ก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็คงจะไปคุยโวในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้คนตื่นอกตื่นใจสงสัย บางทีก็รู้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็คุยไปเสียมากทีเดียวพวกที่ฟังก็มักจะจับเอาเรื่องที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง ที่เขาเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างไปคิด ถ้าคนไหนเป็นนักคิดเป็นนักปราชญ์อยู่บ้าง ก็พอจะเอาความคิดนี้ไปเป็นพื้นฐานสำหรับคิด และความคิดนี้ก็ค่อย ๆ พัฒนาออกไปตามลำดับ และบางคนก็เข้าใจว่า ในโลกนี้น่ะมีอยู่ ๒ – ๓ อย่าง คือมีจิตหรือวิญญาณ มีตัวอะตอมหรือตัวอัตตา กับอวกาศ อย่างพาร์มีนิเดสท่านบอกว่า วิญญาณเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เลยเรื่องอากาศไปแล้ว เลยเรื่องน้ำไปแล้ว ถึงพาร์มีนิเดสถือว่า ดวงวิญญาณ อัตตาหรืออาตมัน หรือ Soul เป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง สสารทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เกิดมาจากวิญญาณเกิดมาจากจิตใจทั้งนั้น จิตใจเป็นผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างวิญญาณเป็นผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่าง ความคิดของพาร์มีนิเดสนี้เมื่อมาถึงสมัย โชเปนเฮาเออร์ (SCHOPENHAUER) ซึ่งเป็นปรัชญาเมธีชาวเยอรมัน ปรัชญาเมธีชาวเยอรมันผู้นี้นับถือพระพุทธศาสนาแต่ว่าคำสอนของท่านหนักไปในทางมหายาน ไปทางคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร เวลาท่านคิดอะไรไม่ออก กลางคืนท่านจะเข้าสมาธิเพ่งพระพุทธรูป เพราะฉะนั้นเวลาเราเรียนปรัชญตะวันตกจะต้องรู้ด้วยว่า คนไหนมีอิทธิพลของพระพุทธศาสนาแฝงอยู่ คนไหนมีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แฝงอยู่ เราจึงจะเข้าใจถึงคำสอนว่าทำไมคนนี้จึงสอนอย่างนั้น อย่างพาร์มีนิเดสนี่ก็มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ของศาสนาฮินดู ของพระพุทธศาสนาผสมอยู่บ้างท่านบอกว่าสิ่งใดที่เห็นได้ด้วยตา สิ่งนั้นเป็นมายาทั้งสิ้น เพราะว่าที่ตาเราเห็นนั้นบางทีมันก็ไม่เหมือนกับของจริง ในวิสุทธิมรรคท่านก็บอกแล้วว่า จักขุวิญญาณนี่จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องมีตา ๑ มีรูป ๑ มีแสงสว่าง ๑ มีมนสิการ ๑ ครบ ๔ อย่าง นี่จักขุวิญญาณจึงเกิดคราวนี้ใน ๔ อย่างนี้ แสงสว่าง คือ อาโลกะตัวนี้ อาโลกะนี่มันหลอกได้ เราลองสังเกตดูซิ ไปดูที่กระจกงาบางบาน ดูแล้วตัวของเราคิดไปคิดมา ไม่เหมือนตัวเราจริง ๆ หรอก บางทีเวลาไปดูกระจกก็เห็นว่าหน้าตาสวยดี แต่เมื่อไปดูอีกกระจกหนึ่งไม่เหมือนเลยเพราะว่าไม่ค่อยสวยเหมือนดูที่กระจกอีกบานหนึ่ง เราก็ต้องสรุปเอาว่า กระจกไหนที่ดูแล้วสวยขึ้นเราก็ว่ากระจกนี่ดูแล้วเหมือนความจริงมายาทั้งนั้น มันหลอกเราทั้งนั้น หรือว่าเสียงที่เราได้ยินน่ะบางทีก็ได้ยินชัดบ้างไม่ชัดบ้าง บางทีก็ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดเพราะว่าฟังไม่ได้ชัด เสียงนี่มันหลอกเราเหมือนกัน บางที่คนที่เราชอบใจพูดก็ฟังเพราะดีจริง ถ้าไม่ชอบใจ ฟังไม่เพราะเสียแล้วรำคาญขึ้นมาแล้ว จักวาลนี้ทนบอกว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก ไม่มีการเคลื่อนไหว จักรวาลนี่มันคงที่ มันเป็นอาตมันปรมาตมันที่คงที่ ไม่มีการเคลื่อนไหว ฉะนั้นท่านจึงบอกว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นอัตตา หรือว่าเป็นปรมาตมัน ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Being เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสร้างสรรค์ขึ้นมาหรอก เป็นสิ่งที่เป็นนิรันดร และเป็นสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแบลง นั่นก็คือตรงกับปรมาตมันในทางศาสนาพราหมณ์

พอมาถึงอีกสมัยหนึ่งอีกยุคหนึ่ง ร้อยกว่าปีถัดมา หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพานสักร้อยกว่าปี ก็มาถึงสมัย อะแนกซะกอรัส (ANAXAGORAS) อะแนกซะกอรัสท่านบอกว่า ที่คนเรามีความเชื่อถือกันว่าพระผู้เป็นเจ้าลิขิตชีวิตเรา พระพรหมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรา ซึ่งเรียกว่า พรหมลิขิตหรือพระผู้เป็นเจ้าลิขิตนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย ท่านไม่เชื่อ ท่านปฏิเสธในเรื่องพรหมลิขิต หรือปฏิเสธในเรื่องที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ลิขิตชีวิตของเรา ท่านบอกว่าที่บางทีเราคิดว่าสิ่งต่าง ๆ นี่มันเกิดเพราะความบังเอิญ เราจึงคิดว่าตัวบังเอิญนี่มันมีอยู่ เช่นเวลาเขาพูดกันว่า ทำไมมนุษย์เราจึงเกิดมา ในทางชีววิทยาก็บอกว่า บิดามารดาอยู่ร่วมกัน หรือว่าผู้หญิงผู้ชายอยู่ร่วมกัน ผู้หญิงยังอยู่ในวัยที่จะมีบุตรได้ เพียง ๒ เหตุเท่านั้นคราวนี้ในทางพระพุทธศาสนานี้มีเหตุมากกว่านั้น ยังมีอีกเหตุหนึ่งคือเหตุที่ ๓ เรียกว่า คนฺธพฺโพ โอกฺกมติ

คนฺธพฺโพ นี้ พระอรรถาจารย์ท่านแก้เป็น ปฏิสนธิวิญญาณคือต้องมีปฏิสนธิวิญญาณมาร่วมอีกสายหนึ่ง จึงจะถือปฏิสนธิขึ้นมาได้ ถ้าหากไปถามนักชีววิทยาซึ่งเรียนมาเพียง ๒ ข้อ เท่านั้นว่าทำไมทั้ง ๆ สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาตั้งหลายปี และอยู่ในวัยที่จะมีบุตรได้ จึงไม่มีบุตร ทั้ง ๆ ที่คนส่วนมากเขามีกัน หรือในหมู่บุคคลที่มีบุตร ทำไมจึงไม่มีตลอดเวลา บางคนก็มีเพียงคนเดียวหรือสองคนเท่านั้น เขาก็จะบอกได้ว่านั่นมันเป็น ความบังเอิญ หรือ Chance อะแนกซะกอรัสได้ปฏิเสธเรื่องความบังเอิญ เพราะฉะนั้นคงจะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นเหตุ เพียงแต่ว่าเราไม่เข้าใจเหตุนั้นต่างหากเราจึงสมมุติให้เป็นความบังเอิญ สำหรับตัวความบังเอิญในที่นี้ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “คนธรรพ์” หรือ “ปฏิสนธิวิญญาณ” ซึ่งเรื่องนี้ทางจิตวิทยายังเข้าไม่ถึง

อะแนกซะกอรัสบอกว่า การที่จักรวาลหรือสิ่งต่าง ๆ ได้รับการจัดสรรให้มีระเบียบ เช่น มนุษย์ สัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้ ความจริงมันมีระเบียบของมันเอง แต่ทำไมจึงเกิดมาอย่างมีระเบียบเช่นนี้ได้ ข้อนี้เราจะตอบว่าเป็นความบังเอิญไม่ได้ อะไรก็ตามที่เกิดจากความบังเอิญ จะมีระเบียบอย่างนี้ไม่ได้ การที่มันมีระเบียบนี้ต้องเนื่องมาจากเจตนา และเจตนาก็จะต้องเกิดจากวิญญาณ เพราะเจตนาเป็นคุณสมบัติของวิญญาณ ความจริก็นับว่าเข้ากับหลักทางพระพุทธศาสนา หรือศาสนาฝ่ายบุรพทิศกำลังเข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในปรัชญาของกรีกมาก

อะแนกซะกอรัสบอกว่า ตัวการที่มีอำนาจจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้มีระเบียบนั้นคือ ตัวปัญญาหรือเหตุผล ตัวปัญญาเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นเจตสิก เพราะเกิดมาต้องอาศัยจิต วิญญาณที่มีตัวปัญญาหรือเหตุผลนี่แหละที่เป็นตัวการจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้มีระเบียบท่านกล่าวว่า ถ้าหากเดิมทีเดียวไม่มีอะไรเลย พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างสรรค์ขึ้นมาทั้งนั้น ปัญหาก็มีว่า อะไรก็ตามที่เราจะสร้างขึ้นก็ควรจะสร้างมาจากอะไรบางอย่างที่มีอยู่ คือสร้าง Something จาก Something จะสร้าง Something จาก Nothing ไม่ได้จะสร้างบางสิ่งบางอย่างมาจากความว่างเปล่าหรือความไม่มีอะไรเลยไม่ได้ ความว่างเปล่าก็ต้องเกิดจากความว่างเปล่า ต้องสร้างมาจากความว่างเปล่า โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น จะเกิดมาจากความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยหาได้ไม่ โต๊ะเกิดขึ้นมาจากอะไร ก็มาจากต้นไม้ คือเราตัดต้นไม้เอามาเลื่อยเป็นแผ่นกระดาน และเอามาดัด มาใส่มาประกอบเป็นโต๊ะขึ้นเป็นต้น โต๊ะจะเกิดขึ้นมาเองมิได้ มันต้องมาจากอะไรสักอย่างหนึ่ง อิฐก็ต้องเกิดจากดินที่เราไปขุดเอาขึ้นมาเผาไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เกิดเป็นอิฐขึ้นมา ดังนั้น อะแนกซะกอรัสจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจากความไม่มีอะไร และอาจมีปัญหาต่อไปว่า แล้วใครเล่าเป็นผู้สร้างพระผู้เป็นเจ้า

ท่านต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพวกที่ถือพระผู้เป็นเจ้ามาก เพราะพวกนี้ชักไม่ยอมเข้าวัดเข้าโบสถ์ ถ้าไปวัดก็ไปคุยกันเสียมากกว่า ความจริงตัวปัญญาหรือเหตุผลที่ท่านถือว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่เป็นตัวสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ท่านมิได้หมายถึงตัวปัญญาทางโลก ๆ แต่ทว่าหมายถึงปัญญาที่ลึกซึ้งที่เป็นตัวการสร้างสรรค์

ปัญหาเรื่องพระผู้เป็นเจ้านับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว เคยมีนักปราชญ์กรีกผู้หนึ่ง ชื่อ เอปีคิวรุส (EPICURUS) ได้ตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ถ้าหากพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้มีอำนาจจริง พระองค์ก็จะต้องสร้างโลกนี้ให้ดี ทำไมพระองค์จึงต้องสร้างคนเลว ๆ เข้าไว้ในโลกมากมาย ถ้าหากว่าพระองค์มีความเมตตา พระองค์ก็ต้องสร้างคนดี ๆ เข้าไว้ แต่ว่าเมื่อพระองค์มีความเมตตาแล้ว พระองค์ไม่สามารถที่จะสร้างคนดีได้ดังที่จิตใจประกอบด้วยเมตตาอย่างนั้นก็แสดงว่าพระองค์ไม่มีสมรรถภาพนั่นเอง หรือว่าพระองค์มีสมรรถภาพที่จะสร้างให้ดีได้ แต่ไม่สร้าง นั่นก็แสดงว่าพระองค์ไม่มีเมตตา นีเอปิคิวรุสค้านทั้งขึ้นทั้งล่อง และเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีใครแก้ปัญหาของท่านตก ท่านบอกว่า ทฤษฎีต่าง ๆ ที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมานั้น หรือว่าที่เราบัญญัติขึ้นมานั้น ความจริงก็เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่เราไปสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่เลย สิ่งต่าง ๆ ย่อมเป็นไปตามทฤษฎีนั้น แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงมีอยู่แล้ว เราจึงสร้างทฤษฎีจากหลักความจริงนั้น อย่างเช่นพระพุทธเจ้าสอนว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นผู้มาบัญญัติว่าสังขารไม่เที่ยง สังขารมันไม่เที่ยงอยู่แล้ว แต่ว่ายังไม่มีใครทราบพระพุทธเจ้าเป็นผู้มาตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นจากความจริงที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ในธรรมนิยามสูตร พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่อุบัติขึ้นมาก็ตาม ธรรม คือความจริงมีอยู่แล้วเพียงแต่ตถาคตมาเห็น มาพบ มาตรัสรู้ แล้วก็มาบัญญัติ มาแสดง มากระทำให้ปรากฎ ทำให้ง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่าก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้ว การเกิดมาไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความแก่ไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความเจ็บไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือว่าความตายไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็หามิได้ ก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ความแก่ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าคนไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าเป็นผู้มาสอนความจริงต่าง ๆ เหล่านี้ตามความเป็นจริง ทฤษฎีต่าง ๆ เหล่านี้จึงเกิดตามความเป็นจริงที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่พระองค์ทรงสร้างทฤษฎีแล้วข้อเท็จจริงจึงเกิดตามทฤษฎี ฉะนั้นปัญหาในที่นี้ ท่านบอกว่าหมายถึงหลักการในการสร้างสรรค์ ท่านถือว่าเป็นสิ่งที่ละเมียดละไมที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เป็นตัวการที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกอย่างที่มีวิญญาณไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนแต่มีตัวปัญญาเป็นผู้ควบคุมทั้งนั้นสิ่งใดก็ตามถ้ามีวิญญาณ สิ่งนั้นจะต้องมีตัวปัญญาเป็นผู้ควบคุม แต่ว่าตัวปัญญาที่ควบคุมนั้นจะเป็นตัวปัญญาขนาดไหนเพียงไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของอะตอมหรืออัตตาในตัวของบุคคลด้วย

ในสมัยเดียวกันนั่นแหละ มีนักปรัชญาอีกคนหนึ่ง คือ โปรแทกอรัส (PROTAGORAS) ท่านผู้นี้ไม่ถึงกับปฏิเสธเรื่องพระผู้เป็นเจ้าทีเดียว เพราะการปฏิเสธเรื่องพระผู้เป็นเจ้าในหมู่คนที่เขาเชื่อถือพระผู้เป็นเจ้านั้น ถ้าไม่วิเศษขนาดพระพุทธเจ้าแล้วทำไม่ได้ ท่านก็อยากด้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะค้านอย่างไร ท่านก็บอกว่า เมื่อพูดถึงเทพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าพระองค์น่ะมีอยู่จริงหรือไม่ (คือไม่กล้าปฏิเสธว่าไม่มี) หรือไม่ทราบว่าพระองค์น่ะทรงเหมือนอะไรมีหลายอย่างที่กีดกันมิให้ทราบเรื่องนี้ เรื่องนี้ยังมืดอยู่สำหรับพวกเรา ทั้งนี้เพราะว่าชีวิตของเรานั้นสั้นนัก ไม่นานหรอกเราก็จะต้องตาย การที่จะไปคิดเรื่องใหญ่ ๆ โต ๆ อย่างนี้ เรื่องพระผู้เป็นเจ้าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยของมนุษย์ เพราะเรื่องชีวิตของตัวเราเองนี่เรายังไม่สามารถที่จะแก้ได้ เรายังไม่สามารถที่จะวินิจฉัยให้เด็ดขาดลงไปได้ ฉะนั้นการที่จะไปพิสูจน์ถึงเรื่องพระผู้เป็นเจ้าว่าพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน พระองค์ทรงเหมือนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย เพราะช่วงชีวิตของเรานั้นน้อยนักหรือสั้นนัก

เมื่อพูดถึงนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่กล่าวแล้วนี้จะเห็นว่าแต่ละท่านต่างก็ล้วนมีความเชื่อว่าโลกเกิดจากอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้างทั้งนั้นนักปราชญ์อีกคนหนึ่งของกรีก คือ เอมเปโดเคลส (EMPEDOCLES) ท่านผู้นี้บอกว่าสิ่งทั้งหลายนี่เกิดมาจากธาตุ ๔ นี่อิทธิพลของธาตุ ๔ เพิ่งเข้าไปสู่กรีซในสมัยของเอมเปโดเคลส คือก่อนคริสต์ศักราชประมาณ ๕๐๐ ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณ ๕๐ ปี ทฤษฎีเรื่องธาตุ ๔ จึงเข้าไปสู่กรีช เอมเปโดเคลสบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้รวมทั้งตัวเราด้วย ล้วนเกิดจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ว่าอะไรเป็นตัวที่ประสาน ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ท่านบอกว่ามีอีก ๒ ธาตุ ธาตุหนึ่งคือ ธาตุของความรัก ธาตุหนึ่งคือธาตุของความเกลียด ความเกลียดและความรักนี่แหละเป็นตัวที่ผสมธาตุ ๔ เข้าด้วยกัน และเป็นตัวแยกธาตุ ๔ ออกจากกัน ก่อนสมัยเอมเปโดเคลสเข้าใจกันเพียงว่า โลกหรือว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากน้ำบ้าง เกิดจากอากาศ (ลม) บ้าง เกิดจากไฟบ้าง พอมาถึงเอมเปโดเคลสท่านบอกว่าเกิดจากธาตุ ๔ ความรักทำให้ธาตุ ๔ มารวมกันได้ แล้วความโกรธหรือตัวความเกลียดแยกธาตุทั้ง ๔ ออกจากกัน เมื่อความรักประสานธาตุทั้ง ๔ เข้าด้วยกัน เราเรียกว่า ความเกิด เมื่อความเกลียดมันแยกธาตุทั้ง ๔ ออกจากกัน เราเรียกว่า ความตาย หรือ ความสลาย ความจริงก็ไม่มีอะไรนอกจากอะตอมกับความว่างเปล่าเท่านั้น แต่อะตอมนี้มันก็แบ่งออกเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ นี่ท่านถือเป็นอัตตาธาตุดินก็เป็นอัตตา ธาตุน้ำก็เป็นอัตตา ธาตุไฟก็เป็นอัตตา ธาตุลมก็เป็นอัตตา อัตตาทั้ง ๔ นี่จะผสมกันเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก แต่ว่าส่วนผสมไม่เท่ากัน จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนกัน เช่น ท่านบอกว่าระดูกของเราที่มีธาตุดิน ๒ ส่วน มีธาตุน้ำ ๒ ส่วน มีธาตุไฟ ๔ ส่วน เป็นต้น หรือว่าสิ่งอย่างอื่น อย่าง ผม ขน เล็บ ฟัน นี่ท่านก็บอกว่าสิ่งนั้นประกอบด้วยธาตุดินเท่านั้นส่วน ธาตุน้ำเท่านั้นส่วน นี่ใกล้กับทางปรัชญาของตะวันออก ปรัชญาของตะวันออกของเราก็ถือว่าประกอบด้วยธาตุ ๖ แต่ธาตุดินไม่ได้หมายถึงดินแท้ ๆ หมายความว่าธาตุดินนั้นน่ะมีดินอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็เกิดจากธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ แล้วมารวมกันเป็นธาตุดินฉะนั้นธาตุเหล่านี้จึงเป็น สสัมภารธาตุ ทั้งสิ้น ความคิดเห็นของเอมเปโดเคลสเป็นอย่างนี้ แม้แต่มนุษย์เราทีเดียว เดิมก็ไม่มีสองเพศอย่างนี้ เป็นมนุษย์จะเรียกว่าเป็นคนคนเดียวกันก็ได้ ท่านว่าอย่างนั้น แต่อาศัยอำนาจของความเกลียดนี่ ท่านใช้คำว่า Hate หรือ Strile เป็นตัวที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์นี่แยกออกเป็นเพศหญิงเพศชาย หรือว่า สัตว์ทั้งหลาย ต้นไม้ทั้งหลาย เดิมก็มีเพศเดียวเท่านั้น แต่ว่าอาศัยอำนาจความเกลียดจึงทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แยกออกจากกัน แต่เพราะอาศัยที่ว่ามันเคยอยู่ร่วมกันมาแล้ว มันก็พยายามที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอีก คือว่าเหินห่างกันไม่ได้ เพราะมีธาตุของความรักอยู่ นี่เป็นทฤษฎีของเอมเปโดเคลส เอมเปโดเคลสถือว่านอกจากจะมีธาตุที่เป็นอัตตาเป็นอะตอม ๔ ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้ว ยังมีธาตุพิเศษอีก ๒ ธาตุ คือ ธาตุของความรักและธาตุของความเกลียด ที่เป็นตัวประสานอะตอมต่าง ๆ หรืออัตตาต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน และแยกอะตอมหรืออัตตาต่าง ๆ ออกจากกัน

อัตตา หรือ อาตมัน ทางตะวันออก หรือ อะตอม ทางตะวันตก นี่นับว่าเป็นความคิดในรูปเดียวกัน เพราะคำว่า “อัตตา” “อาดมัน” หรือ “อะตอม” ต่างก็มีรากศัพท์หรือมาจากธาตุเดียวกัน คำว่า “อัตตา” หรือ “อาตมัน” มาจากบทวิเคราะห์ว่า อตนฺติ สตตํ คจฺฉนฺติ สตฺตา อเนนาติ อตฺตา ซึ่งแปลว่า อด มีความหมายว่า ติดต่อกันไป สัตว์ทั้งหลายย่อมไปด้วยสภาวะนี้เพราะฉะนั้น สภาวะนี้ชื่อว่า อัตตา อด ธาตุ มีความหมายว่า ไปติดต่อกัน ลง ด ปัจจัย เป็น อตฺตา หมายความว่า ไปติตต่อกัน ไปหาระหว่างคั่นมิได้ หรือจะแปลว่า ที่ชื่อว่า อัตตา เพราะเสวยสุขและทุกข์ก็ได้ (อภิธานปปทีปิกา สูจิ หน้า ๒๑๓) คำว่าอะตอม หรือ atom ก็มาจากภาษากรีกว่า atomos แปลว่า แบ่งแยกมิได้ หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกออกไปอีก อัตตา หรือ อาตมัน ซึ่งเป็นตัวเสวยอารมณ์หรือสุขทุกข์ อันหมายถึงวิญญาณก็เป็นสภาพที่เที่ยงแท้ไม่แปรผัน เพราะฉะนั้นก็ชื่อว่าเป็นสภาวะที่แบ่งแยกออกไปมิได้เช่นกัน

แม้ว่าความหมายของคำว่า “อัตตา” “อาตมัน” และ “อะตอม” จะมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่บุรพทิศและอัสดงคตประเทศต่างก็ได้พัฒนาความคิดนี้ไปตามแนวของตน เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงแตกต่างกันไปบ้าง ในขณะที่ทางตะวันออกพัฒนาความคิดเกี่ยวกับอัตตาไปจนกระทั่งถึงอนัตตานั้น ตะวันตกก็ยังสาละวนอยู่กับเรื่องอะตอมหรืออัตตาอยู่ และความคิดในเรื่องอะตอมหรือเรื่องอัตตานั้นก็ยังคงมีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในด้านความคิดเห็นแล้วตะวันออกได้พัฒนาไปไกลกว่าทางตะวันตกมาก เพราะฉะนั้นในด้านอารยธรรมเกี่ยวกับจิตใจหรือว่าในด้านศาสนาในด้านปรัชญาแล้ว ตะวันออกจึงเป็นผู้นำตะวันตกตลอดเวลา และถ้าหากว่าเราจะสังเกตพินิจพิจารณาให้ดีเราจะเห็นว่าศาสนาทุกศาสนาที่เป็นศาสนาที่สำคัญของโลกในปัจจุบันนี้ เช่น พระพุทธศาสนาก็ดี ศาสนาคริสต์ก็ดี ศาสนาอิสลามก็ดี หรือว่าจะเป็นศาสนาขงจื๊อ ศาสนาเต๋า ศาสนาฮินดู ก็ล้วนแต่เป็นตะวันออกทั้งนั้น คือเป็นเรื่องของเอเชียโดยเฉพาะ เรื่องของยุโรปหรือเรื่องของตะวันตกเป็นเรื่องของวัตถุ หนักไปในทางวัตถุ ในด้านเกี่ยวกับความคิดเห็นในด้านศาสนาและปรัชญานั้น ตะวันออกนำหน้าไปไกลมาก ทีนี้จะได้กล่าวถึงความคิดเห็นของปรัชญาเมธีตะวันตก เกี่ยวกับเรื่องอะตอมหรืออัตตาอีกคนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะว่าความคิดเห็นของท่านผู้นี้ได้ใกล้เคียงกับทางตะวันออกมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้นี้ได้เป็นผู้ที่เคยเดินทางมาค้นคว้าศึกษาวิชาการต่าง ๆ ในทางตะวันออกท่านผู้นี้คือเดมอคริตุส (DEMOCRITUS) ท่านเป็นลูกเศรษฐีมีเงินมาก บิดาได้ให้เงินท่าน ถ้าคิดเป็นมูลค่าเวลานี้ก็ประมาณหนึ่งล้านบาทเศษ ท่านได้ใช้เงินที่ท่านมีอยู่หรือว่าบิดามารดาได้มอบให้นั้น เดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่าง ๆ ที่มีความเจริญรุ่งเรื่องมากในสมัยนั้น เช่น ประเทศอียิปต์ เอธิโอเปีย บาบิโลเนีย เปอร์เซีย และเข้ามาจนกระทั่งถึงอินเดีย ท่านได้ศึกษาค้นคว้าในวิชาการแทบทุกแขนงซึ่งมีอยู่ในสมัยนั้น ท่านได้เขียนตำรับตำราทั้งในด้านดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ศาสนา และปรัชญาไว้มาก ท่านได้รับอิทธิพลความคิดเห็นจากทางตะวันออกมากทีเดียว เพราะฉะนั้น ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องอัตตาหรือเรื่องอะตอมของท่านนั้นจึงก้าวไปไกลกว่านักปราชญ์รุ่นก่อน ๆ ที่ได้ดำเนินมามากแล้ว ท่านมีความรู้สึกอยู่ว่าชีวิตของท่านในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนาในทางการบ้านการเมืองนั้นดูไม่มีความหมายสำคัญอะไรเลย ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าท่านจะคิดทฤษฎีอะไรต่าง ๆ จะเป็นทางเรขาคณิตทางศาสนา ทางปรัชญาก็ตามได้สักข้อหนึ่งดีกว่าที่ท่านจะได้มีอำนาจครองโลกเสียอีก ท่านบอกว่าการที่จะต้องมีชีวิตครองโลกหรือว่ามีชีวิตแบบโลก ๆ แม้จะมีอำนาจเพียงไรก็ตาม ก็ไม่ได้สร้างความสุขใจให้เกิดขึ้น ซึ่งผิดกับการคิดค้นในด้านศาสนา ในด้านปรัชญา เพราะฉะนั้นความคิดเห็นของท่านจึงออกจะเป็นความคิดเห็นที่ออกจะใหม่อยู่สักหน่อยสำหรับตะวันตกในสมัยนั้น เรียกว่าท่านเป็นนักเรียนนอก คือมาเรียนทางตะวันออก ซึ่งผิดกับเดี๋ยวนี้ถ้าหากว่าเป็นนักเรียนนอกต้องไปเรียนจากตะวันตก เดมอคริตุส ได้เคยวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเวทนาหรือว่าภาษาปัจจุบันนี้เขาเรียกว่า เพทนาการ ท่านบอกว่าความรู้สึกนึกคิด หรือว่าการเสวยอารมณ์นั้น เกิดขึ้นโดยอาศัยการประชุมกันแห่งอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ กับอายตนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกมากระทบกันขึ้น ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ตามขึ้นมา เช่น ความรู้สึกว่านี่หวาน นั่นขม นั่นร้อน นั่นเย็น นั่นหนาว หรือว่าเห็นเป็นสีต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านบอกว่าล้วนแต่บังเกิดจากการประชุมกันระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในทั้งนั้น แต่ความจริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรหรอกนอกจาก ๒ สิ่ง คือ อะตอมกับความว่างเปล่า หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีรูปธรรมกับนามธรรมเท่านั้น ความว่างเปล่าก็คืออากาศธาตุ ในอากาศก็มีอะตอมอยู่ และสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ก็ล้วนแต่เป็นการรวมตัวของอะตอมทั้งนั้น หรือว่าการรวมตัวของอัตตาเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าความคิดเห็นของเดมอคริตุสนี้ไกลไปจากความคิดเห็นของนักปราชญ์คนอื่น ๆ ท่านมีความเห็นว่าผัสสะให้ความรู้สึกแก่เรา หรือว่าให้ความรู้แก่เราไม่แจ่มแจ้งอะไรหรอก เป็นการให้ความรู้ชนิดที่คลุมเครือ ความรู้ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เกิดโดยอาศัยผัสสะ แต่ความรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยการวิจัยและการคิด คือต้องใช้สติปัญญา จะต้องใช้ปัญญาคิด ความรู้แท้จึงจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ตาไปกระทบรูป แล้วความรู้สึกหรือว่าที่เราเห็นรูปนั่นจะต้องเป็นของจริง ความจริงอย่างนั้นไม่จริงแท้ เพราะว่าบางทีตาไปเห็นรูปในกระจก เรานึกว่ารูปในกระจกนั่นเหมือนเรา แต่ความจริงรูปในกระจกก็ไม่ค่อยเหมือนเหมือนกันบางทีเห็นรูปในกระจกคด ๆ งอ ๆ ไปก็มี นี่ก็ขึ้นอยู่กับผัสสะ หรือว่ารู้ที่แสดงออกมาโดยการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน หรือว่าเสียงเกิดจากการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่ว่าทำให้เกิดความรู้สึกคลุมเครือทั้งนั้น เพราะแต่ละคนที่เห็นรูป รูปเดียวกันน่ะอาจจะเห็นไม่เหมือนกัน เสียงที่ได้ยินเสียงเดียวกัน แต่ได้ยินแล้วเกิดความรู้สึกไม่หมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาคล้าย ๆ กับว่าเป็นมายามากกว่า ความจริงเรื่องสัจรรมจริง ๆ นั้นจะต้องเกิดจากความคิด จะต้องเกิดจากปัญญา ถ้าหากว่าใช้ปัญญาวิจัยจนถึงที่สุดแล้วก็จะได้ความจริงหมือนกันหมด ฉะนั้นจึงบอกว่าความจริงนั้นเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ตัวท่านเองท่านก็บอกว่า ท่านไม่รู้อะไรเลย เพราะว่าสัจธรรมนั้นมันฝังอยู่ลึกเหลือเกิน เพราะว่าอำนาจของอวิชชา อำนาจของความโง่มาปิดบังเสียจนกระทั่งเรามองไม่เห็นความจริง หรือว่าที่เราคิดว่าเราทราบโดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น ความจริงเป็นเพียงมายา เป็นเพียงสิ่งที่หลอกเราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่าเพทนาการทั้งหลายเหล่านี้ หรือว่าเวทนาความรู้สึกนึกคิดอะไรต่าง ๆ ที่เกิดมานี่ จึงหาความแน่นอนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เวทนาต่าง ๆ เหล่านี้ก็เกิดเนื่องมาจากอัตตาหรือจากอะตอมนั่นเอง คือตัวอัตตาหรือตัวอะตอมนี่มันมากระทบกับอายตนะภายในของเราเข้าก็กลายเป็นได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น เกิดจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณอะไรพวกนี้ขึ้นมา

เดมอคริตุสบอกว่า อะตอมหรืออัตตาทั้งหลายที่ก่อให้เกิดเป็นโลกหรือก่อให้เกิดรูปขึ้นมานี้ ความจริงแตกต่างกันในด้านรูปร่างขนาดและน้ำหนัก แต่ว่าอะตอมทั้งหลายหรือว่าอัตตาทั้งหลายนี้มีความโน้มเอียงไปอย่างหนึ่ง คือว่ามีความโน้มเอียงในการที่จะดิ่งลงสู่เบื้องล่างเสมอ หมายความว่าพวกอะตอมหรือพวกวัตถุนี่จะต้องมีอะไรสำหรับเป็นจุดที่จะถ่วงให้ดิ่งลงอยู่เสมอ คล้าย ๆ กับว่ามีจุดดึงดูด การเคลื่อนไหวหมุนเป็นวงจร การที่เคลื่อนไหวหมุนไปหมุนมานั้นเป็นวัฏฎโกโลโก การหมุนไปหมุนมานั่นมันทำให้อะตอมทั้งหลายที่มีลักษณะเหมือนกันมารวมตัวเข้าด้วยกัน แล้วก่อให้เกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ เช่น ก่อให้เกิดเป็นดวงดาวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานี่ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวนำที่ทำให้มันเกิดขึ้นมาหรอก ไม่ใช่อย่างที่เอมเปโดเคลสบอกว่า ความรัก ความเกลียด เป็นผู้ทำให้พวกอะตอมทั้งหลายมารวมกันเข้า หรือว่าทำให้อะตอมทั้งหลายแยกจากกัน แต่ความจำเป็นคือการทำงานตามธรรมชาติของเหตุต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ในภายในนั่นแหละที่เป็นผู้คุ้มครองสิ่งทั้งมวล ไม่มีความบังเอิญ ท่านบอกว่าดังที่บางคนเข้าใจว่าการที่อะตอมทั้งหลายมารวมกัน หรืออัตตาทั้งหลายมารวมกัน เป็นการบังเอิญขึ้นมา เป็นการเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญนั่นน่ะ เป็นการเข้าใจผิดอย่างที่ในทางโลกหรือว่าทางชีววิทยาเขาบอกว่าชีวิตของเราที่เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยการบังเอิญ เพราะเพียงเชื้อของฝ่ายผู้ชายผสมกับไข่ของฝ่ายผู้หญิงไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดเสมอไป แต่ที่เกิดขึ้นมานี่ก็เพราะความบังเอิญ เขาไม่รู้ว่าที่เกิดเพราะอะไร เพราะไม่ได้เกิดไปทุกกรณี เมื่อไม่ทราบว่าเกิดขึ้นมาได้เพราะอะไร เขามาโยนความที่ไม่รู้นี่ให้แก่ ความบังเอิญ ทางพระพุทธศาสนาถือว่าต้องมีปฏิสนธิวิญญาณมาปฏิสนธิ แต่ว่าทางตะวันตกนี่ไม่เข้าใจว่าปฏิสนธิวิญญาณคืออะไร เพราะเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณเกี่ยวกับจิตนี่ทางตะวันตกล้าหลังตะวันออกมาก ฉะนั้นเมื่อไม่สามารถที่จะทราบว่าคืออะไร ก็โยนให้แก่ความบังเอิญหมดเรื่องหมดราวไป เพราะฉะนั้นเดมอคริตุสจึงบอกว่า ที่ว่าความบังเอิญเป็นตัวการให้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้น่ะ ความจริงเป็นเสมือนนวนิยายที่มนุษย์เขียนขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองทั้งนั้น เพื่อปลอบตัวเองเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็เลยโยนให้แก่ความบังเอิญไปหมด และตัวความบังเอิญที่เข้าใจนี้ก็เกิดจากอวิชชา คือความไม่รู้ของมนุษย์นั่นเอง ความโง่ของมนุษย์นั่นเองที่ทำให้คิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดมานี่เกิดมาด้วยความบังเอิญ เดมอคริตุสบอกว่า ปริมาณของวัตถุทั้งหลายเหล่านี้คงที่ เหมือนเดิมอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ถูกสร้างเสริมเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ และก็ไม่มีอะไรที่สูญหายไป คือว่าธาตุทั้งหลายมีการหมุนเวียนอยู่เสมอเหมือนกับว่าโรงเรียนหลังนี้เกิดขึ้นมา เรานึกว่าโรงเรียนนี้เป็นของใหม่ เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ อย่างนั้นหรือ มันก็ไม่ใช่ เพราะโรงเรียนนี้ก็ประกอบด้วยอะไร ๆ หลายอย่าง เช่น ประกอบด้วยไม้ ไม้เราก็ต้องไปตัดต้นไม้มา การที่ไม้เกิดขึ้นมา ต้นไม้มันก็หมดไป อิฐที่เกิดขึ้นมา เราก็ต้องไปขุดเอาดินขึ้นมาผา เหล็กที่เอามา เราก็ต้องไปขุดแร่มาถลุง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาใหม่จริง ๆ หรอก และก็ไม่มีอะไรที่สูญไป เป็นอนิจจังเปลี่ยนอยู่เสมอ ท่านบอกว่า การที่อัตตาหรืออะตอมมารวมกันก็คือการที่อัตตาหรืออะตอมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั่นเอง การรวมของอะตอมก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เวลาอะตอมมารวมกันมาก ๆ รวมกันอย่างสมบูรณ์ เราก็เรียกว่ามันเกิดขึ้นมา เมื่อการรวมตัวของมันค่อย ๆ สลายออกไป ทรุดโทรมลงไป เราก็เรียกว่ามันแก่ชรา มันคร่ำคร่า พอมันแยกออกจากกันไปอย่างเด็ดขาด เราก็สมมุติว่าเป็นการตาย ความจริงไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าปริมาณของอะตอมไม่เท่ากัน การเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอะตอมและอัตตา แม้แต่โลกท่านก็บอกว่ามีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งข้อนี้เราก็ยอมรับ แม้ในทางพระพุทธศาสนาเราก็ถือว่าจักรวาลนี้มีตั้งหมื่นจักรวาล แต่ไม่ใช่ว่าหมื่นพอดี คือมันมากมายเสียเหลือเกิน แล้วจักรวาลก็ประกอบด้วยดวงดาวอะไรต่าง ๆ มากมาย แสดงให้เห็นว่าในด้านความคิดเห็นของเดมอคริตุสนี่หนักมาทางตะวันออกมากทีเดียว ท่านบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตัวมนุษย์นี้ล้วนประกอบไปด้วยอะตอมหรืออัตตาทั้งนั้น แม้แต่ดวงวิญญาณของเราท่านก็ถือว่าเป็นอัตตา คือประกอบด้วยอะตอมหรืออัตตาทั้งนั้น แต่ว่าอะตอมที่ประกอบกันเป็นดวงวิญญาณนั้นท่านถือว่าเป็นอะตอมที่ละเอียด เล็ก แล้วก็กลม นุ่มนวล เพราะฉะนั้นท่านจึงถือว่าจิตใจละเอียดกว่าวัตถุคือร่างกาย แต่ว่าท่านก็มีความคิดอยู่อย่างหนึ่งคือว่า ท่านถือว่าวิญญาณก็เป็นอัตตาด้วย ความคิดเห็นนี้เป็นความคิดเห็นที่ตรงกับศาสนาพราหมณ์หรือว่าศาสนายูดาย (ศาสนายิว) ศาสนาคริสต์ คือถือดวงวิญญาณเป็นอัตตาหรือว่าเป็นตัวอะตอม เพียงแต่ว่าอะตอมของวิญญาณนั้นเป็นอะตอมที่ละเอียดกว่าอะตอมของวัตถุอื่น และท่านถือว่าอะตอมชนิดที่ประกอบให้เกิดดวงวิญญาณนั้นเป็นอัตตาชนิดที่ว่าประเสริฐ และนับว่าเป็นส่วนที่ประหลาดที่สุดของร่างกาย บัณฑิตหรือวนักปราชญ์ทั้งหลายเพิ่งจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะตอมของวิญญาณ เกี่ยวกับความคิด เพราะเป็นเรื่องละเอียด เรื่องละเอียดนี่คนโง่ๆมักคิดไม่ได้ ต้องใช้นักปราชญ์ราชบัณทิตมาคิด ท่านบอกว่าความสุขทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานั้นเกิดมาจากความดีต่าง ๆ และมนุษย์เราก็ควรที่จะคุ้นเคยหรือว่าแสวงหาความสุข ความสุขชนิดที่เกิดจากปิติในภายในของเรา ไม่ใช่ความสุขซึ่งเกิดจากวัตถุหรือว่าสิ่งต่าง ๆ ในภายนอก ท่านยังอธิบายต่อไปอีกว่า ในเรื่องเกี่ยวกับสุขที่คนทั่ว ๆ ไปนึกว่าเป็นความสุขที่แท้จริง คือความสุขที่เราจะให้ได้จากกามารมณ์ หรือว่ากามคุณคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ท่านบอกว่าความสุขอย่างนั้นเป็นความสุขที่ก่อให้เกิดความซาบซ่านชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น มนุษย์จะมีความสุขที่มั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้นก็โดยการแสวงหาความสุขอันเกิดจากความสงบอันเป็นไปในภายใน นั่นคือโดยการทำจิตให้เป็นสมาธิ โสมนัส ความอดทน ระเบียบ และความสมดุลต่าง ๆ ของชีวิตเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นเหตุให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง และท่านยังสอนว่า มนุษย์เราควจะศึกษาชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่จากตัวเราเองเท่านั้น ควรจะศึกษาแม้จากสัตว์ทั้งหลาย เช่น จากแมงมุม แมงมุมที่มันซักใย มนุษย์เราก็ศึกษาการชักใยของแมงมุม แล้วก็เลยมาปั่นฝ้ายขึ้น นกนางแอ่นมันสร้างรังของมัน มนุษย์เราก็เอาความคิดเห็นจากนกนางแอ่นนี่เข้ามาสร้างบน ท่านว่าอย่างนั้น แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้จะมีความชำนาญต่าง ๆ กันอย่างเช่น นกกระจาบมันสร้างรังของมันได้วิเศษ เราทำรังอย่างนกกระจาบไม่ได้ มันเก่งมากทีเดียว แสดงว่ามันมีความคิดประณีต มันรู้จักสาน รู้จักทำอะไร ซึ่งมนุษย์เราก็ทำได้ยาก ไม่ชื่อลองไปหาหญ้าแล้วมาสานรังให้ได้อย่างนกกระจาบซิ ทำไม่ได้ดอก แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์นั้นถือว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่น ๆ เพราะว่ามีความเข้มแข็งในด้านคุณลักษณะ และสามารถที่จะพัฒนาจิตใจของคนให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งสัตว์ทั้งหลายทำไม่ได้

ท่านมีความเห็นว่าสิ่งที่เต็มบริบูรณ์กับสิ่งที่ว่างเปล่าเท่านั้นที่มีอยู่ในโลก สิ่งที่เต็มท่านหมายถึงตัวอะตอมหรือตัวอัตตา สิ่งที่ว่างเปล่าก็คืออากาศ เพราะฉะนั้นในโลกนี้ไม่มีอะไรอีกแล้ว มีอยู่เพียงสองอย่างคือตัวอัตตาหรือตัวอะตอมอย่างหนึ่ง กับความว่างเปล่าอย่างหนึ่งเท่านั้น สองอย่างนี่แหละที่ทำให้เกิดเป็นอะไรต่ออะไรต่าง ๆ มากมายขึ้นมาในโลกนี้ ส่วนประกอบอันเป็นมูลฐานของสิ่งทั้งปวงคืออะตอม อะตอมนี้ถูกแบ่งออกไปเป็นส่วนย่อย ๆ สุดที่จะคณานับ บางอย่างเป็นสิ่งที่เล็กจนกระทั่งเราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ไปโดยอาศัยอากาศธาตุเป็นตัวแบ่ง เราพิจารณาดูตัวของเรา อย่างในร่างกายของเรา ท่านบอกว่าประกอบด้วยเซลล์ต่าง ๆ และเซลล์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีการเคลื่อนไหวไปมาได้เพราะอะไร ก็เพราะมีอากาศธาตุ ถ้าไม่มีอากาศธาตุแล้ว ความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ หรือว่าที่เป็นอัตตาหรืออะตอมต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เกิดขึ้นมาแล้วก็แบ่งเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย โดยมีอากาศเป็นตัวแบ่ง ฉะนั้นอากาศในความหมายของเดมอคริตุสก็ไม่ใช่หมายถึงลม แต่หมายถึงความว่างเปล่า ความไม่มีอะไร และท่านบอกว่าตัวอนุภาคเป็นสิ่งที่แบ่งแยกออกไปไม่ได้อีกแล้ว คืออะตอมชนิดที่เล็กที่สุดน่ะมันแยกออกไปไม่ได้อีกแล้ว ท่านไปหยุดอยู่แค่ตัวอะตอม หรือว่าอย่างที่ในปัจจุบันนี้ เมื่อสมัยสัก ๒๐ – ๓๐ ปีมาแล้ว เราก็นึกว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่เป็นวัตถุนี่ไปสิ้นสุดอยู่ที่อะตอม แยกออกไปไม่ได้อีกแล้ว จึงเกิดความยึดถือว่านี่มันเป็นตัวตนจริง ๆ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ เราก็มีความรู้ถึงขั้นที่ว่าอะตอมนี่แยกออกไปได้ คือเป็นเพียงพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ในที่สุดก็คือตัวอนัตตานั่นเอง แต่ว่าเดมอคริตุสนี่ ก็มีความคิดเห็นล่วงหน้ามามากทีเดียว มีความคิดเห็นไปไกลมากทีเดียว

ปรัชญาของเดมอคริตุสนี่ก็โน้มเอียงมาทางตะวันออกมากขึ้นตะวันออกจึงเป็นครูของตะวันตกอยู่ตลอดเวลา ในสมัยก่อน เดมอคริตุสถือว่าตัวอะตอมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวคนที่แท้จริง เป็นอัตตาที่แท้จริง นับแต่สมัยเดมอคริตุสมานี่ ชักมีความโน้มเอียงไปในทางตะวันออก บางคนก็ว่าไม่จริงบ้าง หรือว่าเป็นของที่ไม่เที่ยงบ้างแต่ว่ายังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าในสมัยนั้นพระพุทธศาสนาก็ยังไม่ได้แพร่หลายเข้าไปในยุโรปอย่างจริงจัง ก็คงมีบ้างก็พวกพ่อค้าพาณิชต่าง ๆ ที่เดินทางเข้าไปก็เอาศาสนาและปรัชญาเข้าไปด้วย แต่บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่นักปราชญ์ในทางศาสนาโดยเฉพาะ คือรู้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปคุยอะไรต่าง ๆ ไว้มาก พวกตะวันตกที่มีสติปัญญาก็เอาความรู้นั้นไปพัฒนา หรือว่าเอาไปประยุกต์เข้ากับความรู้เดิมของตน แล้วก็พัฒนาเป็นความคิดใหม่ ๆ ออกมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าความโน้มเอียงของความคิดต่าง ๆ เหล่านี้นับว่าเป็นจุดจุดหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยของเทเลสเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงสมัยเดมอคริตุส ซึ่งก็หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ประมาณสักร้อยปีที่ความคิดเห็นของชาวตะวันตกได้พัฒนาไปไกลมากทีเดียว สำหรับในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับอะตอมหรืออัตตานั้นจะขอยุติไว้เพียงเท่านั้นที่กล่าวมานี้ก็ต้องการเพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าเราได้เปรียบเทียบความคิดเห็นในเรื่องอัตตาของตะวันออกและอะตอมของตะวันตกว่ามีความหมายใกล้เคียงกันมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ซึ่งเราก็พอจะสรุปได้ว่า อะตอมของตะวันตกกับอัตตาของตะวันออกนั้นคล้ายกัน คือคล้ายกันในแง่ที่ว่าเขามีความเห็นว่าอะตอมมีความเที่ยงแท้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะแบ่งแยกออกไปได้อีก เช่นเดียวกับศาสนาพราหมณ์ซึ่งถือว่า เราเกิดมาจากปรมาตมันคืออัตตาใหญ่เป็นผู้สร้าง เราทั้งหลายนี่เป็นเพียงอาตมันหรืออัตตาย่อย ซึ่งแยกมาจากอัตตาใหญ่ และจุดหมายปลายทางแห่งการดำเนินชีวิตก็เพื่อที่จะให้อัตตาย่อยนี้ไปรวมกับอัตตาใหญ่ตามเดิม และการที่จะไปรวมกันได้ก็มีวิธีเดียว ในสมัยโบราณเขาถือว่าคือการบูชายัญก็โดยการฆ่าสัตว์ คือฆ่าแพะ ฆ่าแกะ ฆ่าช้าง ฆ่าม้า หรือว่าอาจจะฆ่ามนุษย์ โดยวิธีเพียงเท่านี้เท่านั้นที่พระผู้เป็นเจ้าท่านต้องการ และในที่สุดเราก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ว่าการที่เราจะบริสุทธิ์ได้นี่ขึ้นอยู่กับชีวิตของสัตว์อีกหลายร้อยหลายพันที่จะเอามาเช่นสังเวยความบริสุทธิ์ของเรา นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจ และเป็นที่น่าเห็นใจ คือทำให้รู้สึกมีความคิดว่าในสมัยเดิมจริง ๆ  ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยพระเวทนั้นผู้ที่จะไปเข้ารวมกับปรมาตมันได้จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจทารุณโหดร้ายแล้วต้องเป็นผู้มีอำนาจวาสนา มีบารมีแก่กล้า มีอำนาจในทางการเมือง จึงจะเข้าไปรวมกับพระผู้เป็นเจ้าได้ อย่างพวกเราสามัญชนอย่างนี้ไม่มีทางเลยที่จะไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมันได้ แต่ว่าเมื่อสมัยพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาในโลก พระองค์ทรงพิจารณาเห็นแล้วว่า มันเป็นการทารุณโหดร้ายเหลือเกิน พระองค์จึงทรงสอนวิธีบูชายัญเสียใหม่ การบูชายัญใหม่นั้น คือการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แล้วจุดสำคัญก็คือ ตัวภาวนา การชำระจิตให้หมดจด ถ้าหากว่าจิตของเราหมดจดแล้ว เราก็เป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ก็พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ต้องกลับไปรวมกับปรมาตมันอีก ไปรวมกับท่านทำไม ในเมื่อเดิมเราก็รวมกับท่านอยู่แล้ว แล้วเรายังแยกออกมาได้ ก็เมื่อเรากลับไปรวมกับท่านอีกหน่อยเราก็กระเด็นออกมาอีก แล้วเราก็จะต้องมาบำเพ็ญกันใหม่อีก จะมีประโยชน์อะไร ไม่ไปรวมกับท่านเสียดีกว่า ไปถึงวิมุตติทุกคนเลย แต่ว่าตะวันตกเขาก็มีเช่นเดียวกัน ตะวันตกเขาก็ถือว่าเราก็เป็นอัตตา แต่ว่าอัตตาของเรานี่น่ะ พระผู้เป็นเจ้าท่านเป็นผู้สร้างเราอยากจะไปรวมอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ แล้วก็จะไปเกิดในสวรรค์ เขาเรียกว่า อาณาจักรสวรรค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่นั่น คล้าย ๆ นิกายสุขาวดีของมหายานนั่นเอง*

                                                 

*แก้ไขเพิ่มเติมจากคำบรรยายพระสูตร ของสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา

วัดสระเกศครั้งที่ ๒๐ – ๒๑

 

เรื่อง “อัตตา” นี้ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าอัตตาเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ อัตตาที่เที่ยงแท้ไม่มี มีแต่ อนัตตา เท่านั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม ล้วนเป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะหาตัวตนอะไรจริง ๆ มิได้ และเราก็ไม่สามารถเอามาไว้ในอำนาจของเราได้

บางคนอาจคิดว่าเมื่อพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอนัตตาเช่นนี้มิเป็นเหตุทำให้คนท้อถอยไม่อยากทำอะไรหรือ เพราะจะทำไปทำไมกัน ในเมื่ออะไร ๆ ก็อนัตตาทั้งนั้น ความจริงการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอนัตตาไว้นี้ นอกจากจะเป็นสัจธรรมแล้ว ยังมีผลดีในด้านสังคมอีกด้วย เพราะถ้าหากคนเรามีความเข้าใจว่าอะไร ๆ ก็เป็นอนัตตา อัตตาหรือตัวตนจริง ๆ ไม่มีแล้ว การที่จะยืดมั่นถือมั่นว่านี่เป็น “ตัวเรา – ของเรา” ก็ไม่มี เมื่อความยึดมั่นว่าเป็น “ตัวเรา – ของเรา” ไม่มี ความไม่เห็นแก่ตัวก็จะเป็นผลติดตามมาถ้าหากคนทั้งหลายมีความไม่เห็นแก่ตัว ก็จะไม่เอารัดเอาเปรียบกันไม่ข่มเหงรังแกกัน สันติสุขก็ย่อมเกิดขึ้นในสังคม ในประเทศชาติและในโลกโดยมิต้องสงสัย เพราะฉะนั้นถ้าหากชาวโลกหันมาศึกษาให้เข้าใจหลักอนัตตาทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว โลกย่อมประสบสันติสุขโดยมิต้องสงสัย และเป็นสันติสุขนิรันดร อีกด้วย

ความจริงความคิดเห็นเกี่ยวกับ อัตตา – อาตมัน – อนัตตา – อะตอม ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้ เพราะความคิดเกี่ยวกับอะตอมทางตะวันตกก็ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็จะเห็นแล้วว่าอะตอมจริง ๆ ไม่มี เพราะอะตอมทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคมูลฐานที่สำคัญ คือ นิวเคลียสเป็นแกนกลางและมีอิเล็กตรอนเคลื่อนอยู่โดยรอบ นั่นคืออะตอมจริง ๆ ไม่มี อัตตาจริง ๆ ไม่มี มีแต่อนัตตา “อนัตตอม” เท่านั้น.