บอกต่อ:

 

ในยุคที่โลกวิวัฒนาการไปสู่ความเจริญในด้านวิทยาการแผนใหม่อย่างในปัจจุบันนี้นั้น เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่าพระเป็นกาฝากสังคม กันหนาหูทีเดียว คำพูดประโยคนี้มักออกมาจากปากของนักศึกษา ผู้ได้รับความรู้ในวิทยาการแผนใหม่เป็นส่วนมาก ทั้งนี้โดยที่ท่านนักศึกษาเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า พระซึ่งรวมถึงสามเณรด้วย ไม่ได้ก่อให้เกิดวัตถุใด ๆ ขึ้นมาเลย มีแต่คอยทำวัตถุต่าง ๆ ให้หมดเปลืองไปถ่ายเดียว พระจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติ เป็นกาฝากที่คอยสูบเลือดเนื้อ แรงงานของสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดวัตถุใด ๆ ขึ้นมาเลย

ก่อนที่จะได้แก้ข้อขัดข้องในปัญหาข้อนี้ ซึ่งกำลังลุกลามออกไปอย่างกว้างขวางในวงนักศึกษานั้น เราควรจะได้พิจารณาถึงคำว่า “กาฝาก” ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้เสียก่อนว่าหมายความว่ากระไร “กาฝาก” (Parasite) เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยต้นไม้อื่น ๆ เป็นอยู่ แม้ว่ากาฝากจะมีลักษณะลำต้นไม้ใหญ่โตนัก แต่ก็ขยายพืชพันธุ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้อาศัยเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งแล้ว ก็จะเกาะแน่น ไม่ยอมละจากต้นไม้นั้น จนกว่าจะมีใครไปพรากมันออก เมื่อกาฝากนี้ได้เกาะลงบนต้นไม้ใดแล้ว มันก็จะหยั่งรากลงดูดอาหารจากต้นไม้นั้นนั่นเอง ขึ้นไปเลี้ยงลำต้นของมันตามที่มันพอใจ ทั้งมันก็จะลุกลามแพร่พันธุ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าต้นไม้ใดมีกาฝากมาก ต้นไม้นั้นก็จะเหี่ยวแห้งลงทุกทีทั้งนี้เพราะอาหารที่รากดูดขึ้นไปเลี้ยงลำต้นนั้น ได้ถูกกาฝากแย่งเอาไปเสียสวนหนึ่ง ทำให้ต้นไม้นั้นขาดแคลนอาหารลงทุกที ยิ่งกาฝากทวีจำนวนมากขึ้นเพียงใด ก็หมายความว่าต้นไม้นั้นก็พลอยสูญเสียอาหารไปมากเพียงนั้นเป็นเงาตามตัว ต้นไม้ก็จำต้องเสียพลังงานในการแสวงหาอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอแก่การที่จะนำไปเลี้ยงลำต้น แต่ถ้าต้นไม้มีความสามารถไม่เพียงพอที่จะหาอาหารมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้ ต้นไม้นั้นก็จะขาดอาหารในที่สุดก็ถึงวาระสุดท้าย คือต้องยืนต้นตายไปเอง เพราะเหตุนี้กาฝากจึงชื่อว่าเป็นภัยต่อสังคมแห่งรุกขชาติทั้งมวล ชาวสวนรู้ดีว่ากาฝากไม่มีประโยชน์อะไรต่อต้นไม้เลย ซ้ำกลับเป็นโทษอันยิ่งใหญ่เสียอีก ฉะนั้นเขาจึงต้องพยายามลิดรอนกาฝากเสมอ ไม่ยอมให้

เกิดมีขึ้นบนต้นไม้ของตนเป็นอันขาด บางทีถึงกับต้องตั้งงบประมาณไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะด้วยซ้ำไป

 

พระเป็นกาฝากสังคมจริงหรือ?

คราวนี้เราควรหันกลับมาพิจารณาดูบ้าง พระทำประโยชน์อะไรให้เกิดแก่สังคมบ้างหรือเปล่า? พระเป็นผู้เกาะสูบโลหิตและแรงงานของสังคุมโดยไม่ได้ก่อประโยชน์ให้แก่สังคมเลยหรือ? ถ้าเราจักได้พิจารณาโดยความเป็นธรรมแล้ว ใครเล่าจะกล้ายืนยันว่าพระไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เกิดแก่สังคมเลย เพราะพระพุทธเจ้ามิได้ทรงมีพระประสงค์ที่จะตั้งคณะสงฆ์ขึ้นเพื่อเป็นกาฝากคอยดูดเลือดเนื้อจากประชาคมแต่ฝ่ายเดียวโดยมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์สุขใด ๆ ให้แก่ประชาคมเป็นการตอบแทนเลย

พระต้องดำรงชีพอยู่ด้วยการขออาหารจากชาวบ้าน และเท่าที่ชาวบ้านจะพอใจให้เท่านั้น แต่การขอของพระเป็นการขอที่ไม่เหมือนกับการขอของคนทั่ว ๆ ไป เพราะพระจะไม่เอ่ยปากขออาหารจากชาวบ้านเลย ใคร ๆ จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ พระไม่ได้ใช้อำนาจขู่เข็ญ พระไม่เคยสไตร๊ค์เพราะเหตุที่ไม่ได้อาหารจากชาวบ้านและไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรในการที่จะบันดาลให้ชาวบ้านต้องถวายอาหารแก่ตน ชาวบ้านดำรงไว้ซึ่งสิทธิทุกอย่างในการที่จะให้หรือไม่ให้ ถ้าเขาเห็นว่าพระได้ทำประโยชน์ให้แก่เขา เขาก็ยอมให้ด้วยความยินดีและด้วยความเต็มใจ เมื่อใดเขาไม่เห็นความสำคัญของพระ เขาก็ไม่ให้ ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีตัวอย่างทำนองนี้เหมือนกันที่ชาวบ้านพร้อมกันปฏิวัติพระ โดยไม่ยอมถวายอาหารแก่พระเลยทั้งนี้เพราะเหตุว่าพระไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในขอบเขตของสมณะซึ่งก็ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับชาวบ้านเหล่านั้นได้ ต่อเมื่อเขาเห็นว่าพระปฏิบัติถูกต้องตามสมณวิสัยแล้ว เขาก็ยินดีถวายอาหารเครื่องนุ่งห่มให้ท่านอีก เรื่องนี้แสดงให้เห็นสิทธิของชาวบ้านดีอยู่แล้ว

ทุกสิ่งที่อุบัติมาในโลกนี้ ล้วนมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น แต่ละสิ่งแต่ละอย่างย่อมมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน สุดแต่ความสามารถของตน ไม่ต้องดูอื่นไปเลย แม้ในร่างกายของเรานี้เองก็จะเห็นได้ว่าอวัยวะทุก ๆ ส่วนของเราซึ่งรวมเป็นสังคมย่อย ๆ สังคมหนึ่ง แต่ละส่วนของร่างกายล้วนแต่มีหน้าที่ต่าง ๆ กันทั้งนั้น เช่น ตามีหน้าที่ดู หูมีหน้าที่ฟัง จมูกมีหน้าที่ดมกลิ่น ลิ้นมีหน้ที่ลิ้มรส เป็นต้น เราจะเห็นว่าแต่ละอย่างแต่ละส่วนมีหน้าที่โดยเฉพาะไม่เหมือนกันเลย ทุกส่วนของร่างกายเมื่อได้รับหน้าที่อันใดแล้ว มันก็จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่นั้น ๆ อย่างซื่อตรง และไม่ยอมที่จะปฏิบัติให้เกินหน้าที่หรือนอกหน้าที่ของตน แม้บางคราวเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ  ถึงอาจจะใช้แทนกันได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่ใช่ความถนัดของตน เช่น ตา ไม่สามารถใช้สูดกลิ่นได้ จมูก ไม่สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้ หู ไม่สามารถใช้ลิ้มรสได้ เป็นต้น ถ้าอวัยวะเหล่านี้เกิดเกี่ยงงอนกันขึ้น เช่น มือ อาจพูดว่า (ถ้าพูดได้) “ท้องไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่จะกินท่าเดียว เราทำงานแทบตาย กลับไม่ได้กินอะไรเลย ต้องส่งไปให้ท้องกินหมด” แล้วเกิดปฏิวัติไม่ยอมทำงานเพื่อส่งอาหารไปให้ท้อง ท้องเมื่อไม่ได้รับอาหารก็ย่อมหิวโหยจะต้องร้องเตือนมือให้รู้สำนึก ถ้ามือยังไม่ยอมละทิฐิมานะ ไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ คือไม่ยอมส่งอาหารไปให้ท้อง เมื่อท้องไม่ได้รับอาหารก็มีความหิวกระหาย เมื่อไม่ได้รับอาหารก็จะถึงแก่ความตายในที่สุด แต่หาใช่ท้องเท่านั้นไม่ที่ตายไป แม้มือก็จะต้องตายตามไปด้วย นี่เป็นผลของความเกี่ยงกัน เป็นผลของการไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ของตน ในที่สุดสังคมย่อย ๆ นั้นก็จะถึงความหายนะด้วยกันทั้งสิ้น

ในสังคมของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนย่อมมีหน้าที่ต่าง ๆ กันตามความรู้ความสามารถของแต่ละคน บางคนก็เป็นชาวนา บางคนก็เป็นชาวสวน บางคนก็เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ แม้ว่าทุกคนจะมีอาชีพต่าง ๆ กันก็ตาม แต่ทุกคนอยู่ในโลกเดียวกันย่อมมีความเกี่ยวพันกันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะเราจะอยู่คนเดียวในสังคมหาได้ไม่ ทุกคนจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ชาวนามีหน้าที่ผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงพลโลก พ่อค้ามีหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ทหารมีหน้าที่เป็นรั้วของชาติ ตำรวจเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความสงบภายในประเทศ ฯลฯ ทุกคนล้วนมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้นและหน้าที่นั้น ๆ ก็ไม่หมือนกัน ถ้าทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของคนได้ครบถ้วน ก็ชื่อว่าเป็นผู้จรรโลงสังคมของโลกให้เป็นไปอย่างมีระเบียบถ้าใครไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ก็อาจทำให้สังคมยุ่งเหยิงได้เช่นเดียวกับสังคมอวัยวะในร่างกายของเราก็เหมือนกัน

ทำไมเราจึต้องแบ่งหน้าที่กันด้วยเล่า? เราจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นไม่ได้หรือ? เราจะทำนา ทำสวน ทอผ้า ฯลฯ เสียเองคนเดียวไม่ได้หรือ? ความจริงเราก็ทำได้เหมือนกันแต่อาจได้ในบางกรณี ถึงแม้จะทำได้แต่ก็เอาดีไม่ได้ เพราะขาดความชำนาญ เช่น เราเป็นชาวนาที่ดีได้ แต่นั่นหาหมายความว่าเราจะเป็นชาวสวน เป็นข้าราชการที่ดีได้ไม่ เรามีข้าวอย่างเดียวเราอยู่ได้หรือ? เรามีแต่เสื้อผ้าอย่างเดียว เราอยู่ได้หรือ? เราต้องมีพร้อมทุกอย่างเท่าที่ชีวิตต้องการ อย่างน้อยก็ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่ และยารักษาโรค ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราคนเดียวไม่สามารถบันดาลให้เกิดขึ้นเองได้ ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ชีวิตเรายังต้องการหาความสุขความสบายยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งแยกหน้าที่กันตามความถนัด เช่น พวกหนึ่งเป็นชาวนามีหน้าที่ผลิตข้าว พวกหนึ่งเป็นพ่อค้ามีหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นต้น ผู้ที่มีข้าว เมื่อต้องการเสื้อผ้า ก็ต้องเอาข้าวไปแลกผ้ากับผู้ที่ทอผ้า หรือต้องการยาก็เอาข้าวไปแลกยากับนายแพทย์แต่ถ้าชาวนากับผู้ทอผ้าและนายแพทย์ ฯลฯ อยู่ห่างไกลกัน การไปมาก็ยังไม่สะดวก ในการนี้จึงได้เกิดมีคนกลางขึ้นเพื่อเป็นสื่อแห่งการแลกเปลี่ยน ซึ่งเราเรียกว่า “พ่อค้า” เมื่อชาวนาต้องการผ้าก็เอาข้าวมาแลกผ้าได้ที่พ่อค้า หรือผู้ทอผ้าต้องการยา ก็เอาผ้ามาแลกยาได้ที่พ่อค้า นายแพทย์ต้องการข้าว ก็อาจเอายามาแลกข้าวได้ที่พ่อค้าเหมือนกัน ดังนี้เป็นต้น ความจริงพ่อค้าไม่ได้ผลิตอะไรให้เกิดขึ้นเลย เพียงแต่เป็นคนกลางคอยรับช่วงสิ่งต่าง ๆ มาไว้สำหรับแลกเปลี่ยนเท่านั้นเอง

นอกจากพ่อค้าแล้ว ก็ยังมีชนอีกหลายประเภท เช่น ข้าราชการ นักการเมืองต่าง ๆ ตลอดจนองค์พระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ผลิตวัตถุใด ๆ ให้เกิดขึ้นเลย และท่านเหล่านี้ก็จำเป็นต้องใช้วัตถุต่าง ๆ ให้หมดเปลืองไปเช่นเดียวกับผู้ผลิต ทั้งนี้เพราะเหตุว่าบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองอยู่เป็นสุข โจรผู้ร้ายจะเบาบางลงไปได้ ก็ต้องอาศัยทหาร ตำรวจ และข้าราชการ นักการเมืองช่วยกันบันดาลให้เป็นไป ทหารก็ต้องคอยป้องกันศัตรูภายนอกที่จะมารุกรานประเทศชาติ ตำรวจก็ต้องคอยปราบโจรผู้ร้ายภายในประเทศ ข้าราชการก็ต้องคอยปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนของราษฎรในการบริหารประเทศ เพราะทุกคนไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลได้ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน จึงต้องหาบุคคลที่ตนเห็นว่ามีความรู้ความสามารถที่จะเป็นตัวแทน รักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนได้ ให้เข้ามาบริหารประเทศแทน โดยให้ค่าจ้างตามสมควรแก่ความรู้ ความสามารถ และหน้าที่การงาน บุคคลประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากไม่ได้ผลิตวัตถุใดให้มีขึ้นโดยตรงแล้วประชาชนยังต้องแบ่งผลประโยชน์ที่ตนได้รับให้แก่บุคคลเหล่านี้อีกโดยวิธีการอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า การเสียภาษี ประชาชนยอมเสียภาษีให้แก่รัฐ ก็โดยหวังที่จะให้รัฐได้นำเงินนั้นไปเพื่อใช้บำรุงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อปราบปรามโจรผู้ร้าย เพื่อป้องกันประเทศชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะบันดาลให้ตนได้ประกอบอาชีพโดยสะดวกนั่นเอง

จากเหตุผลข้อนี้เราจะทึกทักเอาว่า พ่อค้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตลอดจนคณะรัฐบาล แม้กระทั่งถึงองค์พระมหากษัตริย์เป็นกาฝากสังคมได้หรือ คงจะไม่มีใครกล้ารับปากว่า บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกาฝากสังคม เพราะเหตุเพียงไม่ได้ผลิตวัตถุใด ๆ ขึ้นมาเท่านั้นเป็นแน่

บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผู้ทำลายเศรษฐกิจของชาติหรือ? เปล่าเลย, ตรงกันข้าม กลับเป็นผู้ทำให้โภคทรัพย์ต่าง ๆ มีค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างชาวนาถ้าทำนาเสียจนกระทั่งมีข้าวกินเหลือเฟือ ข้าวที่เหลือนั้นก็ไม่มีประโยชน์แก่ชาวนาเลยถ้าไม่มีใครต้องการ หรือชาวนาเกลือผลิตเกลือได้มากมายอย่างเหลือเฟือเกลือที่เป็นส่วนเกินนั้นก็ไม่มีค่าสำหรับชาวนาเกลือเช่นกัน แต่ชาวนาเกลือต้องการข้าว ชาวนาข้าวต้องการเกลือ เกลือมีค่าเกิดขึ้นสำหรับชาวนาข้าว ข้าวมีค่าขึ้นสำหรับชาวนาเกลือ โดยวิธีนี้ ถ้าชาวนาข้าวกับชาวนาเกลือไปแลกเปลี่ยนกัน ก็ย่อมทำให้ข้าวและเกลือนั้นมีค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถ้าอยู่ห่างไกลกันบางที่ก็ต้องจ้างกรรมกรหรือพาหนะสำหรับขนส่ง ซึ่งจะทำให้ค่าของมันเพิ่มขึ้นตามตัว โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัววัตถุเลย ทีนี้ในขณะที่นำวัตถุที่ผลิตได้ไปนั้น ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอารักขาบ้างแล้วบางทีอาจถูกโจรผู้ร้ายปล้นไปเสียก็ได้ เราก็จะเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องจ้างบุคคลพวกหนึ่งมาไว้เป็นตำรวจ เราต้องเสียค่าจ้างให้แก่ตำรวจอีก ซึ่งเราจำเป็นจะต้องเพิ่มค่าของมันลงไปในวัตถุนั้นด้วย ยิ่งต้องจ้างบุคคลหลายประเภท หลายชั้นหลายเชิง ค่าทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งทวีมากขึ้นไปตามลำดับ เราก็จะเห็นได้ว่าพ่อค้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ไม่ได้เป็นกาฝากสังคมเลย ตรงข้ามกลับเป็นผู้ทำให้โภคทรัพย์มีค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วยซ้ำไป

ถ้าจะพูดว่าพระกินแรงงานสังคมหรือเปล่าละก็ ขอรับว่าพระกินแรงงานของสังคมเหมือนกัน เพราะทุกคนในโลกนี้ต่างก็กินแรงานของกันและกันทั้งนั้น อย่างคนกรุงเทพฯ ซึ่งทำราชการอยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำนาแต่ก็กินข้าวเหมือนกัน นั่นคือต้องกินแรงงานของชาวนานั่นเอง ชาวนาทำนา ไม่ได้ทอผ้า แต่ก็ต้องใช้เสื้อผ้า ชาวนาก็กินแรงงานของพวกทอผ้าเหมือนกัน โดยทำนองนี้ พระซึ่งไม่ได้ทำนา ไม่ได้ทอผ้า แต่ก็ต้องฉันข้าว ต้องนุ่งห่ม เช่นกัน พระจึงชื่อกินแรงงานของสังคมด้วย แต่พระก็ได้ใช้หนี้แรงงานของสังคมด้วยการสอนประชาชนให้ยึดมั่นอยู่ในธรรม ทำให้โลกมีความสงบยิ่งขึ้นทำให้ประเทศชาติเสียงบประมาณในการปราบผู้ร้ายน้อยลง พระยังจะได้ชื่อว่ากินแรงงานของสังคมแต่ฝ่ายเดียวอีกหรือ?

คราวนี้ลองหันมาพิจารณาดูพระบ้างว่า ท่านได้ทำอะไรที่ก่อประโยชน์ให้แก่สังคมบ้าง เราจะเห็นว่าตอนเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตดูเหลืองอร่ามไปหมด พอสายหน่อยเกือบจะไม่พบเห็นตามถนนหนทางเลย ท่านไปทำอะไรเสียเล่า? บางทีเราเข้าไปในวัดจะรู้สึกว่าวังเวงทีเดียว เพราะไม่ค่อยพบพระ พระไปไหนกันหมด? หรือว่าฉันเสร็จแล้วก็จำวัด และตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็มักจะคิดเช่นนั้นด้วย คือคิดว่า พระกินแล้วก็นอน ไม่ได้ทำอะไรเลยหนักขึ้นไปอีก บางคนคิดว่าการนอนกลางวันเป็นกิจของพระเสียด้วย และชาวบ้านนี้เองบางทีก็เป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์การจำวัดกลางวันให้พระ เท่าที่เคยสังเกตเห็น ส่วนมากเป็นเช่นนั้น เวลาชาวบ้านไปคุยกับพระ ไปปรึกษาหารือไต่ถามปัญหาต่าง ๆ กับพระพอเสร็จธุระแล้ว ตอนจะกลับมักจะพูดว่า “ดิฉันขอลาก่อนละค่ะท่านจะได้จำวัด” ซึ่งผู้พูดโดยมากเป็นอุบาสิกา! เพราะอุบาสกท่านรู้ดีว่าพระต้องทำอะไรบ้าง

ความจริงเรื่องการจำวัดกลางวันไม่ใช่กิจของพระเลย ชาวบ้านต่างหากที่มาเป็นผู้ตั้งกฎทางอ้อมให้พระจำวัดกลางวัน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีพระจำวัดกลางวันเลย มีเหมือนกัน พระมีหน้าที่ศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อให้รู้จักว่าตนจะต้องปฏิบัติตนอยู่ในสังคมของพระอย่างไรจึงจะถูกต้อง จะต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ที่ตนจะต้องปฏิบัติต่อสังคมอย่างไร พระเป็นศาสนทายาท เป็นผู้ธำรงไว้ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระบรมศาสดา และเป็นผู้นำพระธรรมนั้นไปประกาศเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน เพื่อให้มหาชนรู้จักผิดชอบชั่วดี ลำพังประชาชนเองทุกคนไม่สามารถที่จะปลีกเวลามาค้นคว้าธัมมะธัมโมเองได้ เพราะต้องมีภาระที่จะต้องแสวงหาเครื่องยังชีพอยู่เต็มอัตราแล้ว เมื่อเสร็จงานไปวันหนึ่ง ๆ ก็อ่อนเพลียจำต้องพักผ่อน แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องพึ่งศาสนา ต้องรู้จักธรรมะเพื่อที่จะได้นำธรรมะนั้น ๆ ไปประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน โลกเราไม่ได้อยู่ด้วย วัตถุ อย่างเดียว วัตถุ นั้นไม่สามารถนำเราไปสู่ความสงบสุขได้ วัตถุเป็นเครื่องยังอัตภาพร่างกายของเราให้ได้รับความสะดวกสบายได้ก็จริง แต่หาสามารถยังชีวิตเราให้สบายได้เสมอไปไม่ เรามีเงินทองก็ยังเกรงกลัวว่าจะถูกโจรปล้น มียศศักดิ์ก็ยังเกรงว่าจะถูกถอดยศ เพราะเรื่องการมียศ การเสื่อมยศ การมีลาภ เสื่อมลาภ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เหล่านี้เป็นโลกธรรมที่มีอยู่คู่โลก เมื่อมียศได้ก็มีการเสื่อมยศได้ มีสุขได้ก็อาจมีทุกข์ได้ มีคนสรรเสริญได้ก็อาจมีคนติเตียนได้เช่นกัน เราจะยึดเอาสิ่งเหล่านี้เป็นสาระหาได้ไม่ บางคนมีเงินทองนับล้าน แต่บางทีเราก็จะได้ยินข่าวว่าเศรษฐี เศรษฐีนีผู้นั้นยิงตัวตาย เงินช่วยอะไรไม่ได้เลยในเวลานั้น เวลาเราจะตาย ลูกหลาน เงินทอง ฯลฯ ช่วยอะไรเราไม่ได้ แม้จะร้องห่มร้องไห้อย่างไรก็ไม่สำเร็จ ในขณะนั้นเราจำเป็นต้องพึ่ง “ธรรม” ธรรมเป็นอาหารใจ ธรรมเป็นเรือนใจ เป็นเครื่องคอยปลุกปลอบจิตใจของเราให้ดีขึ้น ให้หายทุกข์หายโศก แม้เวลามียศ มีสุข ก็ไม่ให้เหลิงระเริงหลงอยู่ในสิ่งเหล่นั้นเกินไปนักนั่นก็หมายความว่านอกจาก วัตถุ แล้ว เรายังต้องการอะไรอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นคือ “ธรรม” ซึ่งมีความสำคัญในด้านจิตใจ เป็นสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้องอยู่เสมอ บางทีเราอาจไม่รู้ค่าของธรรมเลยในเมื่อเราคิดว่าเรายังไม่ต้องการ ต่อเมื่อใดเราต้องการธรรมนั่นแหละ เราจึงรู้ค่าของธรรมว่ามีมากมายมหัศจรรย์เพียงใด ดุจดังภาษิตที่ว่า “ต่อเมื่อแกงจืดถึงจะรู้คุณกลือ” ฉะนั้น

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาขณะเมื่อพระองค์ดำรงอยู่ในฆราวาสวิสัย พระองค์เป็นกษัตริย์ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยศฤงคารบริวารทุกสิ่งทุกประการ จะมีพระประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มีคนคอยนำมาทูลเกล้าถวายเสมอ แต่ทำไมพระองค์จึงออกบวชเล่า? ทำไมพระองค์จึงต้องสู้สละความสุขสำราญความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อออกผนวช โดยฝากชีวิตของพระองค์ไว้กับชาวบ้านเล่า? วัตถุให้ความสุขในด้านจิตใจได้แน่หรือ? ในข้อนี้พระพุทธองค์ย่อมเป็นพยานชี้ให้เห็นได้ว่า ในด้านวัตถุแม้จะมีสมบูรณ์เพียงใดก็หายังความสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ไม่ เพราะในที่สุดทุกคนก็จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น บุตร ภรรยา ข้าทาสบริวาร หรือทรัพย์สมบัติใด ๆ ก็หาช่วยให้พ้นความตายได้ไม่ ชีวิตความเป็นอยู่ แม้ในท่ามกลางกองทรัพย์สมบัตินานาประการก็ยังเต็มไปด้วยความสะดุ้งต่อภัยทั้งนั้น ล้วนแต่เต็มไปด้วยทุกข์ พระพุทธองค์เมื่อทรงเห็นความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอนในด้านวัตถุดังนี้ พระองค์จึงทรงเบื่อหน่ายในวัตถุเหล่านั้น แล้วจึงได้เสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริงต่อไป จนกระทั่งในที่สุดก็ได้ทรงค้นพบอมตธรรมอันเป็นเหตุบันดาลให้พ้นจากทุกข์เหล่านั้นได้ แล้วพระองค์ก็ทรงประกาศสัจธรรมนั้นไปในหมู่ชนทุกชั้นวรรณะ ชี้ให้เห็นภัยและโทษในวัตถุและให้เห็นคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ เลิกการบำเพ็ญตนอย่างฟุ้งเฟ้อ หันมาดำเนินชีวิตอย่างนักบวช ซึ่งต้องเลี้ยงชีวิตโดยอาศัยอาหารจากชาวบ้านเป็นประดุจว่าขอทานฉะนั้น พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้เกียจคร้านหรือ จึงต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ถ้าเราจะพิจารณาโดยความเป็นธรรมแล้ว จะต้องรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์ที่ทรงอุตส่าห์สละความสุขส่วนพระองค์มาดำเนินชีวิตแบบนักบวช โดยมิได้กังวลถึงความทุกข์ยากเลย ทั้งนี้ก็เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่มหาชนนั่นเองพระพุทธเจ้าเป็นกาฝากสังคมหรือ? พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทำลายเศรษฐกิจของชาติหรือ?

เราลองหันมาพิจารณาดูให้ซึ้งลงไปอีก ในด้านสถิติของมนุษย์ทุกวันนี้ซึ่งนับวันแต่จะทวีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ เราจะเห็นว่าทุกหนทุกแห่ง มนุษย์เกิดมากกว่าตายทุกวันทุกคืน มนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันเวลา แต่โลกเรามิได้ขยายเนื้อที่ขึ้นให้สมดุลกันเลย นับวันแต่ว่ามนุษย์จะไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ไม่มีที่ทำมาหากินเวลานี้เราไม่เห็นหรือว่าปัญหาเรื่องประชาชนล้นประเทศเป็นปัญหาที่แก้ยากเพียงใด สมัยนี้เป็นสมัยที่โลกเจริญในด้านวิทยาการแผนใหม่มากขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข มีอนามัยดีกว่าเดิมนับวันแต่จะเป็นเหยื่อของโรคาพยาธิน้อยลง แต่ละวันมนุษย์เราตายน้อยกว่าเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว บัดนี้มนุษย์จะมีอนามัยดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บน้อยลง ยิ่งกว่านั้นเวลานี้นายแพทย์พยายามค้นคว้าหายาที่จะทำให้มนุษย์มีอายุยืนยิ่งขึ้นไปอีกปัญหาเรื่องพลเมืองจะล้นโลกคนหวาดกลัวเพียงใด ต่อไปอาหารเราก็ต้องแย่งกันกิน ที่อยู่เราก็จะต้องแย่งกันอาศัย ยิ่งมนุษย์มีมากขึ้นเพียงใด ก็หมายความว่าพื้นที่จะแคบลงไปตามด้วยเพียงนั้น และก็หมายความอีกว่า อาหารจะขาดแคลนยิ่งขึ้น ใครจะเป็นผู้แก้ไขปัญหานี้ได้เล่า

การที่ได้กล่าวมานี้คงจะไม่มีใครปฏิเสธใช่ไหมว่า พระพุทธเจ้าที่ทรงสละราชสมบัติออกผนวชนั้น มิใช่เพราะทรงเกียจคร้านแต่ตรงกันข้าม การตรัสรู้ของพระองค์ การที่พระองค์ทรงยอมทนลำบากเพื่อประกาศพระศาสนา ประกาศสัจธรรมไปในที่ต่าง ๆ จนกระทั่งมีสาวกเป็นจำนวนมากมายนั้น ทำให้สามารถแก้สถานการณ์ของโลกซึ่งไม่มีนักการเมืองนักเศรษฐศาสตร์คนใดแก้ได้นั้น ได้อย่างละม่อมที่สุด ซึ่งพอจะแยกได้ดังนี้

๑. ทรงแก้ปัญหาเรื่องจริยธรรม ในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นพวกนั้น ปัญหาที่สำคัญยิ่งก็คือปัญหาเรื่องศีลธรม เรื่องจริยธรรม เพราะว่ามนุษย์ปุถุชนนั้นย่อมเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง มีทิฐิมานะ อิจฉาริษยา และมีความเห็นแก่ตัวมากที่สุดถ้าทุกคนไม่มีศีลธรรมประจำแล้ว ต่างก็จะกอบโกยประโยชน์สุขเพื่อตนเอง เพื่อครอบครัวของตน โดยมิได้คิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ผู้ที่มีอำนาจมากก็จะถืออำนาจเอาเปรียบผู้น้อย รังแกผู้น้อยเข้าทำนองว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้เกิดอภิสิทธิ์นานาประการมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง เมื่อชนชั้นปกครอง ชนชั้นหัวหน้าไม่ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ผู้ที่อยู่ได้อำนาจก็จะประพฤติเอาเยี่ยงอย่าง มีอำนาจมากก็โกงได้มาก มีอำนาจน้อยก็โกงได้น้อยหน่อย เมื่อเกิดใช้ “อำนาจเป็นธรรม” ขึ้นเช่นนี้ ความเดือดร้อนก็ย่อมตกแก่ประชาชนผู้ไม่มีอำนาจ ผู้หากินโดยสุจริต เราจะไม่พบเห็น “ความเป็นธรรม” ในสังคมนั้น ๆ เลยเมื่อประชาชนต้องเดือดร้อน นั่นก็หมายความว่า ความสงบสุขไม่มีอยู่ในสังคมนั้นแล้ว ฉะนั้น ศีลธรรม จริยธรรม จึงนับว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับแก้ปัญหาข้อนี้ ถ้าผู้ปกครองประเทศมีศีลธรรมแล้ว ผู้อยู่ใต้ปกครองก็จะพากันมีศีลธรรมไปด้วย ทุกคนก็จะเกิดมีความเห็นอกเห็นใจกันประพฤติตนปฏิบัติตัวดุจว่าเป็นพี่น้องกัน เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ไม่เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว จริยธรรมจึงนับว่าสำคัญยิ่ง

แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมนโยบายการศึกษาของประเทศ ก็ได้แบ่งการศึกษาเป็นส่วนสำคัญ ๆ ๔ ประการ ด้วยกันคือ พุทธิศึกษา (ความรู้) จริยศึกษา (ศีลธรรม) พลศึกษา (อนามัย) และ หัตถศึกษา (การปฏิบัติ) ซึ่งนับว่าเหมาะสมอยู่ที่รัฐบาลได้มองเห็นความสำคัญของจริยธรรมอยู่บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น องค์ ๔ แห่งการศึกษาดังกล่าวนี้ ถ้าจะเทียบก็ดูคล้ายปืนหรือพลอง ๔ อันที่ทหารหรือลูกเสือตั้งรวมกันไว้ในเวลารวมปืนหรือรวมพลองฉะนั้น ปืนหรือพลองที่รวมกันเป็น ๔ เส้านั้น ถ้าเราไปดึงมันออกเสียเพียงอันเดียว ก็จะทำให้อันที่เหลือพลอยล้มไปด้วยฉันใด องค์ ๔ แห่งการศึกษาก็ฉันนั้น เราต้องให้ความสำคัญเท่า ๆ กัน ถ้าเราให้ความสำคัญเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จะไปไม่รอด แต่รัฐให้ความสำคัญแก่องค์แห่งการศึกษา ๔ นี้พอเหมาะพอสมควรแล้วหรือ? ข้าพเจ้าเห็นว่า รัฐให้ความสำคัญแก่จริยศึกษาน้อยเกินไป ทำให้จริยศึกษาไม่มีความหมายอะไร เพราะในคะแนนรวมของแต่ละชั้น ซึ่งมีจำนวนตั้ง ๖๐๐ – ๘๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ คะแนนนั้น คะแนนศีลธรมซึ่งรวมอยู่กับวิชาหน้าที่พลเมือง มีเพียง ๓๐ – ๔๐ คะแนนเท่านั้น ถ้าต้องแยกคะแนนศีลธรรมออกจากวิชาหน้าที่พลเมืองด้วยแล้ว ศีลธรรมจะมีค่าเพียง ๑๕ – ๒๐ คะแนนเท่านั้นทำให้เด็กมองไม่เห็นความสำคัญของศีลธรรมเลย ทั้ง ๆ ที่ศีลธรรม จริยธรรม เป็นองค์หนึ่งแห่งการศึกษา และทั้ง ๆ ที่จำก็ยาก แต่คะแนนกลับน้อย เด็กโดยมากอาจคิดเห็นว่า ศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ เอาวิชาอื่นทดแทนก็ยังได้

เมื่อเด็กมีความรู้ (พุทธิศึกษา) สูงขึ้น แต่จริยธรรมเขาไม่รู้เลย การศึกษาก็ย่อมไม่สมดุลกัน เมื่อเด็กนั้นโตขึ้นมีอำนาจวาสนาขึ้น ก็มักจะเอาวิชาความรู้นั้น ๆ ไปให้ในทางที่ผิด มีการหลอกลวง ทุจริตนานาประการตามความรู้ความสามารถของตน รู้มากก็โกงได้มากและสนิทมากขึ้น นั่นก็เพราะความไม่เข้าใจในด้านศีลธรรมพอ คือในด้านจิตใจยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อดุลอำนาจระหว่างพุทธิศึกษากับจริยศึกษาไม่เท่ากัน คือเมื่อพุทธิศึกษามีมากโดยขาดจริยศึกษาที่มีพลังพอที่จะควบคุมได้แล้ว คนก็มักเอาพุทธิศึกษาไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้เกิดความเดือดร้อน ความยุ่งยากแก่สังคมมากขึ้น เพราะวิชาความรู้ (พุทธิศึกษา) เป็นเสมือนดาบสองคม เราจะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ได้ เป็นโทษก็ได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นภัยในเรื่องนี้ จึงทรงสู้อุตส่าห์สละความสุขส่วนพระองค์แสวงหาสัจธรรม เอามาประทานแก่ชาวโลกเพื่อให้ดำรงอยู่ในศีลธรม จริยธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนมีจิตใจสูง จะได้เลิกเบียดเบียนกันและกัน เลิกการคดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งจะเป็นวิถีทางหนึ่งซึ่งจะทำให้สังคมมีความสงบสุขไปได้ตลอดกาลนาน

๒. ทรงแก้ปัญหาเรื่องการแบ่งชาติชั้นวรรณะ ในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ตั้งแต่สังคมย่อย ๆ เช่น สังคมในครอบครัว สังคมในหมู่บ้าน เรื่อยไปจนถึงสังคมแห่งประเทศชาติ และสังคมของโลกธรรมที่ดูจำต้องปรารถนามากที่สุดก็คือ “สามัคคีธรรม” เพราะถ้าหมู่ใดคณะใดไม่มีความสามัคคีปรองดองกัน มีแต่การแบ่งพรรคแบ่งพวกแตกแยกกัน คอยชิงไหวชิงพริบกันแล้ว หมู่นั้นคณะนั้นก็ย่อมเดือดร้อน คอยระมัดระวังเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบกันแล้วย่อมเป็นทางให้ศัตรูสามารถค้นพบจุดอ่อนได้ ถ้าแก้ไขไม่ทันก็อาจถึงความหายนะเป็นที่สุด ดุจกษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีได้เคยประสบมาแล้วฉะนั้น

สามัคคีธรรมจึงชื่อว่าเป็นสิ่งอันพึงปรารถนาในทุกหมู่ ทุกสังคม ทุกชาติ ทุกประเทศ หมู่ใดสังคมใดเต็มไปด้วยสามัคคีธรรม หมู่นั้นสังคมนั้นก็ย่อมมั่นคงเป็นที่เกรงขามของข้าศึกศัตรูแต่ตรงกันข้าม ถ้าหมู่ใดสังคมใดปราศจากสามัคคีธรรม มีแต่ความแก่งแย่งแข่งดีกัน หมู่นั้นคณะนั้นก็จะพึงถึงความล่มจมเป็นที่สุด แต่นั่นยังเป็นส่วนแคบอยู่ ถ้าแต่ละประเทศชาติจักร่วมกันด้วยสามัคคีธรรม ถือเสมือนเป็นเพื่อนร่วมโลก ญาติพี่น้องร่วมทุกข์ในสังสารวัฏด้วยกันแล้ว สามัคคีธรรมนั้นก็ชื่อว่าได้ขยายวงออกไปกว้างขวางไพศาลยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ในประเทศอินเดียได้แบ่งชนออกเป็นวรรณะใหญ่ ๆ ได้ ๔ วรรณะด้วยกันคือ กษัตริย์ (นักรบ) พราหมณ์ (นักบวช) แพศย์ (ชนชั้นกลาง) และ ศูทร (กรรมกร) หรือเรียกว่าชนชั้นสูง (กษัตริย์, พราหมณ์) ชนชั้นกลาง (แพศย์) ชนชั้นต่ำ (ศูทร) ในชนทั้ง ๔ วรรณะเหล่านี้ กษัตริย์และพราหมณ์ถือว่าเป็นชนชั้นสูงจะไปคบค้าสมาคมกับชนในวรณะอื่นไม่ได้ ยิ่งพราหมณ์ด้วยแล้ว ถือว่าสืบเชื้อสายมาจากพรหมทีเดียว ชนชั้นต่ำไปแตะต้องไม่ได้ แม้แต่เงาของชนชั้นต่ำ (ศูทร) ก็จะไปถูกต้องพราหมณ์ไม่ได้ จะทำให้เป็นมลทินต้องไปชำระล้างกันเป็นการใหญ่ อาหารก็ต้องทำกินกันเองในเฉพาะพวกตนเท่านั้น ภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยของพราหมณ์ พวกชนชั้นต่ำจะไปจับต้องไม่ได้ ถ้าไปแตะต้องเข้าต้องเอาไปชำระล้างกันเป็นการใหญ่ หรือวรรณะกษัตริย์ซึ่งก็ถือว่าตนเป็นวรรณะที่สูงเช่นกัน ที่อยู่ของตน คนชั้นต่ำจะไปนั่งก็ไม่ได้ถ้าไปนั่งก็ต้องขัดพื้นกันด้วยน้ำผสมน้ำนมกันทีเดียว เรื่องนี้เคยเกิดแก่กษัตริย์ศากยะมาแล้ว ในคราวที่เจ้าชายวิฑูฑภะซึ่งเป็นหลานไปเฝ้า พอเจ้าชายเสด็จกลับ ก็ให้พวกทาสีไปขัดตรงที่เจ้าชายนั่งด้วยน้ำผสมน้ำนม แต่บังเอิญนายทหารของเจ้าชายได้ลืมอาวุธไว้ที่นั่น จึงกลับไปเอาอาวุธ เผอิญมาพบเหตุการณ์นั้นเข้า เมื่อทราบเรื่องราวแล้วก็กลับไปทูลเจ้าชายให้ทรงทราบ เจ้าชายทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง และได้อาฆาตไว้ว่า ถ้าพระองค์ได้ครองราชสมบัติเมื่อใดจะตัดพระศอพวกศากยะ เอาพระโลหิตล้างกระดานแผ่นนั้นให้ได้และเมื่อพระองค์ได้ราชสมบัติแล้ว พระองค์ก็ทรงทำจริง ๆ จนพวกศากยะต้องล้มตายไปสุดที่จะคณานับ นี้ก็เกิดจากเหตุแห่งการถือวรรณะนั่นเอง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเห็นว่าการแบ่งวรรณะเช่นนี้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อสังคม จึงได้ทรงพยายามที่จะแก้ไขปัญหาข้อนี้ เพราะทรงพิจารณาเห็นวการที่บุคคลเกิดมานั้น หาเลือกที่เกิดได้ไม่ การที่จะเอาชาติตระกูลเป็นหลักในการแบ่งชั้นวรรณะนั้นดูจะไม่เป็นธรรมแก่สังคมเลย มีถมไปที่คนเกิดในตระกูลพราหมณ์กลายเป็นคนปลิ้นปล้อนหลอกลวง คนที่เกิดในวรรณะต่ำบางคนกลับมีคุณธรรมความรู้สูงกว่าก็มี และความจริงนั้นกษัตริย์มาจากไหน? มาจากสวรรค์หรือ? ก็เปล่าทั้งนั้น กษัตริย์ แปลว่า นักรบ เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มชนให้เป็นหัวหน้า เพราะมีความรู้ความสามารถเท่านั้น กษัตริย์จึงชื่อว่าเป็นผู้นำของกลุ่ม แต่นาน ๆ เข้าความหมายของคำนี้ก็วิวัฒน์ขึ้นทุกที่ จนบางทีเข้าใจว่าเป็นเทพเจ้าไปก็มี พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าการแบ่งพวกกันเช่นนี้ ย่อมเป็นภัยแก่โลก พระองค์จึงได้ตั้งสังคมขึ้นใหม่ ซึ่งนับว่าแหวกแนวอยู่สำหรับในสมัยนั้น โดยการรับสมาชิกจากชนทุกชั้น ทุกวรรณะ ใครจะมาเข้าสังคมของพระองค์ก็ได้ทั้งนั้น ในสังคมนี้ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ให้ถือการเคารพนับถือกันตามอายุนับตั้งแต่มาเข้าเป็นสมาชิกสังคม ใครเข้าก่อนก็นับว่าเป็นพี่ ใครเข้าทีหลังแม้จะเป็นชนในวรรณะสูงก็ต้องเคารพนับถือชนวรรณะต่ำที่เข้าก่อนว่าเป็นพี่ เลิกถือทิฐิมานะ ใครมีคุณธรรมมีความสามารถสูงก็ได้รับยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นเอดทัคคะ โดยไม่ต้องคิดว่า ผู้นี้เป็นแพศย์ ผู้นี้เป็นศูทรมาก่อนอีกต่อไป ทุกคนในสังคมมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด ต้องอยู่ในกรอบวินัยอันเดียวกัน ไม่มีใครได้ “อภิสิทธิ์” มากกว่ากัน และสังคมของพระพุทธองค์นี้ได้รับการยกย่องจากมหาชนมาก พระพุทธองค์ได้ทรงจัดระเบียบของสังคมไว้ได้เรียบร้อยน่าอัศจรรย์ยิ่ง ควรที่อนุชนซึ่งเกิดมาในภายหลังจักได้ถือเอาเป็นเนตติ คือ แบบแผนต่อไป

ถ้าประเทศใดสังคมใดปฏิบัติได้เช่นนี้ ไม่ถือชั้นวรรณะไม่ถือพรรคถือพวก ถือความสำคัญของบุคคลเป็นประการสำคัญแล้ว ประเทศนั้นสังคมนั้นก็นับวันแต่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปหาที่สุดมิได้

ในสังคุมของพระก็เช่นเดียวกัน ในเวลานี้บางแห่งบางวัดได้ทิ้งอุดมคตินี้ไปบ้างแล้ว แม้จะไม่ใช่โดยนิตินัย แต่ก็โดยพฤตินัย เช่น บางวัดที่มีนายทหาร นายตำรวจ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มียศศักดิ์เป็นหลวง พระ พระยา เข้ามาอุปสมบท เราก็มักจะเอายศศักดิ์เหล่านั้นมาใช้ในวงการพระอยู่ ยังไม่ยอมลอกคราบเก่าออกเลย เช่น พระ ร.ต.อ… พระ พลตรี… พระ พระยา… เป็นต้น อย่างนี้ดูไม่เหมาะสมกับภาวะของพระเลย เพราะยังเชื่อว่าทำให้แยกชั้นกันอยู่ ในสมัยพุทธกาลไม่เคยปรากฏเลยว่า กษัตริย์ ขุนนาง ที่มาอุปสมบทเอายศศักดิ์เดิมมาให้ ยศศักดิ์ต่าง ๆ เหล่านั้นหมดไปพร้อมกับความเป็นพระ ถือว่าเมื่อบวชใหม่ก็ต้องเป็นคนใหม่ต้องเคารพผู้ที่อุปสมบทก่อนตามสถานะ แต่เดี๋ยวนี้บางทีไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเราเอายศศักดิ์ของฆราวาสซึ่งไม่เกี่ยวกับพระมาปะปนยุ่งเหยิงอย่างนี้ ย่อมทำให้ระเบียบการของพระพุทธศาสนาเสื่อมไปในปัญหาเรื่องนี้ เราควรจะได้รีบแก้ไขเสียที เพื่อรักษาอุดมการณ์เดิมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางไว้ เราจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธบุตร เป็นศาสนทายาทที่แท้จริงขึ้น เราจะได้ขจัดภัยแห่งการแบ่งวรรณะให้หมดไป อย่าไปเห็นแก่เหตุเพียงแต่จะชื่อว่า วัดฉันมีขุนนางข้าราชการเข้ามาบวชมากเลย ถ้าเราสามารถรักษาอุดมการณ์เดิมของพระพุทธองค์ไว้ได้ พระพุทธศาสนาคงจะหมดจดยิ่งขึ้น ภัยของสังคมแห่งคณะสงฆ์จะหมดไป อภิสิทธิ์ก็จะไม่มีอีกต่อไป เราต้องการแก้ปัญหาสังคมเรื่องการแบ่งชั้นวรรณะไช่ไหม? ฉะนั้นเราจึงต้องแก้ที่ตัวเองก่อน ต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีก่อน

๓. ทรงแก้ปัญหาเรื่องพลเมืองล้นประเทศ แม้ว่าความมุ่งหมายของพระพุทธองค์จะทรงประกาศพระศาสนาเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะกลายเป็นพระอรหันต์ไปได้ทั้งหมดก็หาไม่ ผู้ที่ได้สั่งสมอุปนิสัยบารมีแก่กล้าแล้วเท่านั้นจึงจะบรรลุมรรคผลได้ เมื่อเทียบสถิติแล้ว มีเป็นส่วนน้อย เหมือนกับผู้ที่ศึกษาจนสำเร็จปริญญานั้นมีน้อยกว่าผู้ที่ต้องเลิกเสียกลางคัน แต่ผลพลอยได้ นอกจากการบรรลุมรรคผล นอกเหนือจากการหลุดพ้น ยังมีอยู่อีก ผลพลอยได้นั้นก็คือ ความสามารถแก้ปัญหาเรื่องพลเมืองล้นประเทศได้ เพราะว่าผู้ที่เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ตาม ต้องยอมเสียสละสิทธิหลายอย่างหลายประการ ต้องเว้นชีวิตของคนคู่ ทุกคนต้องประพฤติพรหมจรรย์ คือ ต้องตัดปัญหาเรื่องกามารมณ์ทิ้งเสีย ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี จะต้องเว้นจากการดำรงชีวิตแบบฆราวาส ต้องประพฤติเมถุนวิรัติ คือต้องประพฤติตนเป็นโสดไม่ข้องแวะในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งสามารถตัดปัญหาการเพิ่มพลเมืองได้ปีละมิใช่น้อย อย่างในเมืองไทยมีพระภิกษุสามเณรอยู่ ๒ แสนเศษ ซึ่งท่านเหล่านี้เมื่อยังดำรงชีวิตในสมณเพศอยู่ ต้องตัดปัญหาในเรื่องกามารมณ์ทิ้งไป ต้องเสียสิทธิต่าง ๆ ไปมากมาย ทำให้พลเมืองเพิ่มขึ้นได้ไม่เท่าที่ควรจะได้ ถ้าไม่มีพระเณร พลเมืองของชาติไทยเราคงมีมากกว่า ๒๐ ล้านเป็นแน่ และถ้าในโลกนี้มีพระสัก ๑ ล้าน คงแก้ปัญหาเรื่องพลเมืองเพิ่มขึ้นจนล้นประเทศได้มากพอดู แทนที่คนจะล้นโลกใน ๑๐ ปี ก็จะกลายเป็น ๑๕ ปี ดังนี้เป็นต้น หมายความว่าได้ยืดเวลาให้โลกมีที่ว่างพอบรรจุพลเมืองมากขึ้นนั่นเอง ในประเทศญี่ปุ่นเวลานี้กำลังประสบปัญหาเรื่องพลเมืองล้นประเทศอยู่รัฐบาลต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ปัญหานี้ แค่ก็ยังแก้ไม่สำเร็จเพราะขยายโลกออกไปไม่ได้ และไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องพลเมืองล้นประเทศหรือที่ญี่ปุ่นต้องทำสงครามที่แล้วมานั้น เราจะเห็นแล้วว่าปัญหาพลเมืองล้นประเทศเป็นภัยที่ใหญ่หลวงเพียงใด ถ้าญี่ปุ่นสละฆราวาสวิสัยมาบวสักแสนรูปตั้งแต่พันปีก่อนโน้นเป็นต้นมาแล้วญี่ปุ่นคงไม่ต้องประสบปัญหาเรื่องพลเมืองล้นประเทศอย่างที่ต้องประสบอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นแน่ พอจะเห็นหรือยังว่า พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ บางท่านอาจค้านว่าถ้าคนบวชมาก ๆ แล้ว ประเทศชาติมิแย่หรือ เพราะต้องขาดแรงงานไปมาก ใครจะผลิตวัตถุที่เป็นปัจจัยแห่งการยังชีพให้พระเล่า ซึ่งปัญหาข้อนี้จะได้พิจารณากันต่อไป

๔. ทรงแก้ปัญหาเรื่องการเศรษฐกิจ บางท่านจะสงสัยว่าพระจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจได้อย่างไร มีแต่จะทำลายเศรษฐกิจเสียแหละมากกว่า จริงอยู่ในด้านวัตถุพระไม่ได้ผลิตอะไรให้เกิดขึ้นเลย พระไม่ได้ทำนา ไม่ได้ทำสวน ไม่ได้ค้าขาย แต่ดังที่ได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วว่า แม้ผู้มิได้ผลิตวัตถุโดยตรงก็สามารถทำให้โภคทรัพย์มีค่าทางเศรษฐกิจได้เหมือนกัน เช่น พ่อค้า ข้าราชการ เป็นต้น พระก็เช่นเดียวกัน พระเป็นครูของประชาชน ในสมัยโบราณปรากฏว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในวัด ครูก็คือพระ พระเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ชาวบ้าน ประสิทธิ์ประสาทจริยธรรมให้แก่ชาวบ้านพระเป็นนายแพทย์ประจำหมู่บ้าน เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้นำ ฯลฯ ของประชาชน ในวลานั้นทุกคนก็เห็นความสำคัญของวัด เห็นความสำคัญของพระ แต่ในบัดนี้เมื่อรัฐได้ขยายโรงเรียนแยกไปจากวัด เพราะ (ส่วนมาก) มีโรงพยาบาลของรัฐโดยเฉพาะ ฯลฯ ความสำคัญของวัดของพระดูเหมือนจะลดน้อยลงไปทุกที ถึงกระนั้น วัดและพระก็ยังมีความหมายอยู่ เพราะในด้านจิตใจ ชาวบ้านกับพระยังจะต้องผูกพันกันอยู่ตลอดไป

แม้ว่าพระจะเป็นผู้สละโลก แต่ก็ยังไม่พ้นโลก ยังต้องเกี่ยวพันกับโลกอยู่ เพราะพระอยู่ได้ด้วยชาวบ้าน แต่พระก็หาใช่ว่าจะทำลายเศรษฐกิจของชาติเพราะเหตุที่ไม่ได้ผลิตวัตถุขึ้นมาเท่านั้นไม่โลกเจริญขึ้นทุกวันในด้านวัตถุ ความเจริญในด้านวัตถุนี้เองทำให้มนุษย์สามารถใช้เครื่องจักรแทนแรงงานได้ แทนที่จะใช้แรงงานคนตั้ง ๑,๐๐๐ คน เราอาจใช้คนเพียง ๑๐ คนท่านั้น ถ้าเราใช้เครื่องจักรเป็นเครื่องมือ ความต้องการที่จะใช้แรงงานของคนลดน้อยลงทุกที โดยเครื่องจักรนี้เอง เราสามารถผลิตวัตถุต่าง ๆ ได้มากขึ้นอีกหลายสิบหลายร้อยเท่าทีเดียว เมื่อความจำเป็นที่จะใช้คนน้อยลงปัญหาเรื่องคนว่างงานก็จะมีมากขึ้น เมื่อเราผลิตมากมายเกินความต้องการของมนุษย์ ปัญหาเรื่องวิกฤติ (Crisis) คือการขาดดุลยภาพทางเศรษฐกิจก็จะต้องเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัวในทำนองผลผลิตมากกว่าผู้บริโภค

ถ้าจะเปรียบองค์เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีชีวิตแล้ว วิกฤติก็คืออาการของโรคอย่างหนึ่งที่เกิดแก่องค์เศรษฐกิจนั้น มีอาการเห็นได้คล้ายกับอาการป่วยที่คนเป็น บางทีมีลักษณะเจ็บ เป็นคราว ๆ คล้ายไข้มาลาเรีย บางทีจับไม่เป็นเวลา บางทีเป็นเร็วหายเร็ว บางทีรุนแรงคล้ายกับอาการไข้ บางทีก็จับอยู่แต่ภายในประเทศหนึ่งบางทีก็ระบาดติดต่อกันไปทั่วโลก บางทีก็เป็นโดยเชื่องช้าคล้ายโรคโลหิตจาง

การเปรียบดังนี้ เป็นการพิจารณาวิกฤติในแง่พยาธิวิทยาไปเราอาจถือว่าวิกฤติอาจเป็นลักษณะทางชีววิทยาก็ได้ ถือเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เป็นรูปแห่งการเติบโตก้าวหน้าของเศรษฐกิจ ทำนองเดียวกับกรามของผู้ใหญ่ขึ้น ย่อมมีอาการไข้ การที่กรามขึ้นเป็นไปตามธรรมดา แสดงว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำนองเดียวกัน ถ้าวิกฤติไม่เกิดขึ้นเลยก็เท่ากับว่าเป็นการเชื่องซึมซึ่งเป็นภาระของการหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้า

คราวนี้เราจะหาทางแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจได้อย่างไร? ชาลส์จีด ได้กล่าวว่า ถ้าเรามองดูวิกฤติในแง่ว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ หรือเป็นการเป็นไปเองโดยสภาพธรรม เราต้องปล่อยให้เป็นไปเอง แต่ถ้าเราถือว่าวิกฤติเป็นโรคเราต้องหาทางแก้ วิธีบำบัดก็ต้องดูสมุฏฐานทั้งหลายก่อน คือวิกฤติเกิดจากเหตุใด ก็ต้องแก้จากเหตุนั้น

ถ้าเราเชื่อว่าวิกฤติเกิดจากการประดิษฐ์มากขึ้นเกินไป เราต้องบำบัดประดิษฐกรรมโดยวิธีการของ คาเดล และ ทรัสด์ เพื่อป้องกันมิให้ราคาสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป หรือแก้จากทางสหกรณ์ซึ่งประดิษฐ์เพื่อความต้องการ มิใช่ประดิษฐ์เพื่อกำไร โดยวิธีนี้จึงจะไม่มีช่องทางทำให้เกิดการประดิษฐ์มากเกินไป

ถ้าเราเห็นว่า สาเหตุของวิกฤติคือคนงานไม่มีเครื่องมือซื้อผลประดิษฐ์ได้ เราต้องหาทางแก้ไขโดยตั้งรูปสมาคมแบบโซเรียลิสต์เพื่อให้คนงานได้ผลตอบแทนคุ้มกับแรงงาน

ถ้าเราวินิจฉัยว่าการลงทุนมากเกินไปเป็นสาเหตุของวิกฤติเราต้องเอาใจใส่ธนาคารซึ่งเป็นที่แห่งเดียวที่จัดสรรเครดิต ควรให้ธนาคารขัดขวางความกระหายอยากมั่งมีของมหาชน เมื่อเวลาใบหุ้นราคาขึ้น โดยขึ้นอัตราร้อยละให้สูง เมื่อเวลาตกต่ำธนาคารต้องป้องกันมิให้เจ้าของทุนรีบถอนทุน โดยอำนาจกฎหมายอาจป้องกันได้โดยบังคับการออกหุ้น สำหรับการประกอบการจะตั้งใหม่ ให้อยู่ในเงื่อนไขบางอย่าง เช่นบังคับให้ดำเนินงานไปตามเวลาที่กำหนดอย่างต่ำไว้ มิให้บริษัทเล่น ๆ ตั้งขึ้นได้

เราจะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจตามวิธีที่กล่าวมาแล้วนั้นหาได้ผลแน่นอนเสมอไปไม่ ทั้งเป็นวิธีการที่ต้องใช้การบีบบังคับอีกด้วย ซึ่งไม่ชอบด้วยระบอบของเสรีชนเลย ทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอิสระในใจบ้าง ในอันที่คิดจะทำสิ่งต่าง ๆ แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่เช่นนั้น พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อถือ นับถือหรือไม่ อย่างเต็มที ไม่มีการบังคับ อ้างโน่นอ้างนี่อ้างนรกเข้าขู่ อ้างสวรรค์เข้าล่อ ไม่ใช่เช่นนั้น พระพุทธองค์ต้องการให้ทุกคนต้องใช้สมองของตนอย่างเสรี อย่างอิสระที่สุด เพื่อต้องการให้เป็นตัวของตัวเอง พร้อมกันนั้นก็นับว่าได้แก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจไปในตัว และแก้อย่างนุ่มนวลเสียด้วย

ตามหลักของพระพุทธศาสนา ผู้ที่เข้ามาบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุสามเณรแล้ว ไม่ว่าจะมาจากชาติตระกูลสูงต่ำเพียงใด จะต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยเสมอเหมือนกันหมด ต้องเป็นอยู่โดยการบิณฑบาตรับอาหารที่เป็นส่วนเกินจากผู้อื่นแต่อย่างเดียว และพระเณรทุกรูปก็จะต้องออกบิณฑบาตได้เฉพาะเวลาเช้าเท่านั้น จะออกเวลาบ่าย เย็น กลางคืน หาได้ไม่ ทั้งยังจำกัดเวลาไว้อีกด้วยว่าให้ฉันได้ตั้งแต่เวลาอรุณขึ้นถึงเที่ยงเท่านั้น พ้นจากเวลาระหว่างนี้แล้ว พระเณรจะฉันอาหารหาได้ไม่ นับว่าเป็นการตัดกังวลเรื่องอาหารไปได้อย่างหนึ่งแล้ว ทั้งอาหารที่ได้รับก็เป็นอาหารเหลือกินเป็นส่วนเกินของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องให้ พระจะรับอาหารจากทายกที่ถวายด้วยความเต็มใจเท่านั้น เมื่อไม่ให้ท่านก็ไม่รับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คงเกรงประชาชนบางหมู่จะเข้าใจผิดว่า พระอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์เป็นอยู่ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย จึงได้ทรงกำหนดเวลาให้พระฉันอาหารได้จำกัด แต่หาได้กำหนดเวลาทำงานไว้ไม่ว่าให้ทำเพียง ๓ – ๕ ชั่วโมง กลับทรงสั่งสอนให้พระขยันศึกษาเล่าเรียน หมั่นประกาศพระศาสนา บางทีพระต้องทำงานมากกว่าฆราวาสบางคนด้วยซ้ำไป บางรูปต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน ทั้ง ๆ ที่ต้องฉันอาหารเพียง ๒ เวลาเท่านั้น อย่างนี้พระเอาเปรียบสังคมหรือ?

ในด้านเศรษฐกิจ ถ้าเราผลิตวัตถุขึ้นมามากเกินความต้องการของประชาชน วัตถุนั้นก็จะมีค่าทางเศรษฐกิจลดลง ถ้าเรากันผู้ผลิตส่วนหนึ่งออกไปเสียต่างหาก ทำให้ผู้ผลิตลดลง วัตถุที่ผลิตได้ก็ลดลงด้วย แต่ชนกลุ่มที่ถูกแยกออกนั้นไม่ได้ผลิตวัตถุอะไรขึ้นมา แต่ก็ยังต้องใช้วัตถุต่าง ๆ ให้หมดเปลืองไปเหมือนกัน ฉะนั้นชนกลุ่มนี้แหละจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำให้วัตถุนั้น ๆ มีค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ชนกลุ่มที่ถูกแยกออกซึ่งไม่ต้องผลิตอะไรนั้น เราไม่ได้แยกเอาไปกักไว้เฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เรากลับเอาไปใช้ในด้านอื่น คือในด้านการค้นคว้าในทางศีลธรรม เพื่อนำมาสั่งสอนพลโลกให้มีจิตใจยึดมั่นในหลักธรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งชั้นวรรณะกัน ให้มีสามัคคีธรรม ให้มีความรักใคร่กันฉันพี่น้องทั้งนี้จุดใหญ่ก็เพื่อต้องการให้โลกมีความสงบสุข ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกันนั่นเอง โดยที่เราต้องยอมเสียวัตถุแรงงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อชนกลุ่มนั้นซึ่งก็คือพระนั่นเอง ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ? ยังไม่คุ้มค่ากับอาหารที่ชาวบ้านสละให้พระอีกหรือ?

การที่โลกไม่วุ่นวายกันจนเกินไป การที่ประชาชนอยู่กันโดยสันติสุข การที่ไม่มีโจรผู้ร้ายมากจนเกินไปนัก ใครจะปฏิเสธเล่าว่าไม่ใช่ผลของการปฏิบัติงานของพระสงฆ์ ของศาสนา แม้แต่ท่าน ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวยอมรับต่อหน้าพระสงฆ์เถรานุเถระเมื่อคราวประสาทปริญญาพุทธศาสตร์บัณทิต ณ ห้องประชุมมหาจุหลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุว่า “…พระพุทธศาสนานั้นเป็นดวงประทีปอันยิ่งใหญ่ในการที่จะนำประเทศชาติให้มีความเจริญ ส่วนทางฝ่ายราชอาณาจักรนั้นมีแต่เพียงนิดเดียว รวมความว่า พระพุทธศาสนานั้นย่อมทำหน้าที่เป็นแสงประทีปให้ดวงใจของมนุษย์ทุก ๆ ดวงเดินตามไปในทางที่ถูกที่ควร เว้นในทางที่ควรเว้น สิ่งที่เหลือที่เป็นธาตุที่พลอยได้ของราชอาณาจักรก็คือ เก็บผลจากความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนานั่นเอง กระผมใคร่ที่จะกราบเรียนว่า กฎหมายอาญาทั้งฉบับนั้นไม่ได้เขียนไว้สำหรับผู้อยู่ในศีลธรรมของพระพุทธศาสนาเลยกฎหมายอาญาทั้งเล่มลงโทษคนนับตั้งแต่ประหารชีวิตลงไปนั้น ก็เป็นเพราะเหตุที่ยังมีบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาอยู่ เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า คนดีจำนวนตั้งเกือบ ๒๐ ล้านคนในประเทศไทย เวลานี้มีคนที่ต้องทัณฑ์อยู่ในเรือนจำประมาณ ๒ หมื่นคน เพราะฉะนั้นกฎหมายอาญาฉบับนั้น เราจำเป็นต้องลงแรงลงทุนกันมากมาย แต่ก็เพื่อคนจำนวนปีละ ๒ หมื่นคน คน ๒ หมื่นคนนี้ ถ้ากำหนดให้นับถือ ให้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะเพียงปฏิบัติตามศีล ๕ เท่านั้น กระผมคิดว่ากฎหมายอาญานั้นอาจไม่ต้องใช้ กฎหมายที่ออกมาแล้วนั้นก็จะกลายเป็นหมันไปก็ได้…” และอีกตอนหนึ่งว่า “…เป็นข้อยืนยันว่า ฝ่ายราชอาณาจักรนั้นเป็นแต่เพียงการกระทำให้สำเร็จเป็นส่วนน้อยนิดเดียว กระผมพูดเฉพาะแต่กฎหมายอาญาดังที่กล่าวมาแล้ว พระคุณเจ้ารั้งเอาคน ๑๙ ล้าน ๙ แสน ๙ หมื่น ๙ พันไว้ได้ และพวกกระผมก็เอาคนมาแค่เพียง ๒ หมื่นคน หามาใส่คุกไว้หรือเอาไปเนรเทศ ท่านจะเห็นได้ว่า จำนวนที่อยู่ภายใต้การโอบอุ้มของพระพุทธศาสนา และของพระคุณเจ้านั้นมากมายสุดที่จะคณานับ ส่วนทางราชอาณาจักรก็ทำแต่เพียงนิดเดียว ถ้าหากจะเป็นไปได้ ถ้าพระคุณเจ้าให้ทุกคนไม่กระทำความผิดแม้แต่คนเดียว เกิดมีปาฏิหาริย์ขึ้นเช่นนั้น พวกกระผมก็ไม่ต้องเป็นรัฐบาลแน่ คือว่าเลิกกันที…” และกล่าวอีกตอนหนึ่งว่า “…ผู้ใดที่ตั้งใจปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาโดยเคร่งครัด ผู้นั้นก็เท่ากับดั่งหางเสือคือจิตใจไปในทางที่ถูก ก็จะได้ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ผู้ใดละเมิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ผู้นั้นย่อมได้รับบาปกรรมในที่สุด…”

จากวาทะของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ท่านก็ยอมรับแล้วว่าที่บ้านเมืองมีความสงบสุขมาได้ถึงเพียงนี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นผลสะท้อนมาจากการที่ประชาชนปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งพระสงฆ์เป็นผู้ดำรงไว้ เป็นผู้นำมาเผยแผ่แก่ประชาชนนั่นเอง เพียงเท่านี้พอจะเห็นได้หรือยังว่า “พระหาใช่เป็นกาฝากของสังคมไม่ พระมิได้กินแรงงานของสังคมอย่างเดียวโดยไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ ให้แก่สังคม พระหาใช่ผู้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่” เท่าที่ได้เขียนมานี้ก็รู้สึกว่าจะมากเกินไปแล้ว ต้องขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๙