บอกต่อ:

 

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนใจในวิชาการทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากผู้หนึ่ง จากการได้ศึกษาค้นคว้าตามแนวพระพุทธศาสนา ประกอบกับคดีโลกมาเป็นเวลาหลายปีทำให้เกิดความคิดเห็นว่าพระพุทธศาสนานี้ เป็นศาสนาที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่นใดเลยทั้งทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพราะในพระพุทธศาสนา ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นศาสนาสากล เพราะมีหลักจริยธรรม หลักเศรษฐกิจ หลักการปกครองทุกแบบอยู่ในตัวศาสนาเอง แล้วแต่เราจะมองในแบบไหนก็จะเห็นในแบบนั้น ถ้าเราจะพิจารณาว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเสรีประชาธิปไตยก็ถูก เพราะมีวิธีการหลายอย่างในพระพุทธศาสนาที่ตรงกับหลักประชาธิปไตย ถ้าในทุกวันนี้จะพิจารณาว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสังคมนิยมก็ถูกเหมือนกัน ถูกไปอีกแง่หนึ่งเพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ มีหลายอย่างหลายประการที่เข้ากันกับหลักสังคมนิยมสมัยนี้ ระบบเศรษฐกิจและการเมืองทุก ๆ แบบมีอยู่ในพระพุทธศาสนาทั้งนั้นพระพุทธเจ้าเป็นทั้งนักเผด็จการ นักประชาธิปไตย และทั้งเป็นธรรมราชาผู้อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสจะได้นำมาเขียนสู่ท่านผู้อ่านเป็นเรื่อง ๆ ไปในคราวนี้จะเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับหลักเศรษฐกิจ แบบโชลิดาริสม์ ซึ่งเป็นหลักเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง ที่นิยมแพร่หลายอยู่มากในยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศฝรั่งเศส

ข้าพเจ้าจะขอแปล ลัทธิโซลิดาริสม์ (Solidarism) นี้ว่า ลัทธิสังคมนิยม ทั้งนี้เพราะหลักใหญ่ของลัทธินี้หนักไปเรื่องสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญหลักหนึ่ง ที่รัฐบาลนี้ได้เคยส่งเสริมและสนับสนุนตลอดเวลา

ลัทธิโซลิดาริสม์ หรือ สังคมนิยม นี้ เป็นลัทธิหนึ่งที่มีบทบาทอันสำคัญยิ่งในด้านเศรษฐกิจของโลก มีผู้นิยมเชื่อถือกันมากในประเทศฝรั่งเศส ตามหลักแห่งลัทธินี้ถือว่ามนุษยชาติต้องพึ่งหาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าเป็นความจริง จากการแบ่งงานการแลกเปลี่ยนเป็นต้น เราจะอยู่ในโลกโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราจะปลีกตัวสละโลกจริง ๆ แล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือไปอยู่ตามถ้ำตามเขา ไม่เข้าสังคมกับใคร กินผลหมากรากไม้ นุ่งลมห่มฟ้าไปตามเรื่องราวของตน แต่ถ้ายังต้องอยู่ในสังคมของโลกแล้ว ก็จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราจะเห็นง่าย ๆ จากการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคน เราต้องมี

อาหารสำหรับบริโภค ต้องมีเสื้อผ้าสำหรับนุ่งห่มกันเหลือบยุงและร้อนหนาว ต้องมีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค และอะไรต่ออะไรอีกมากน้อยตามความต้องการหรือกิเลสของเรา

ลัทธินี้ถือว่า ทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพราะการกระทำของใครก็ตามย่อมกระทบกระเทือนถึงผู้อื่นเสมอ มากหรือน้อยแล้วแต่จะอยู่ไกล้หรือไกล เหมือนกับเราทิ้งก้อนหินลงไปในน้ำเราจะเห็นคลื่นแตกออกไปเป็นวงกลมโดยรอบ ตรงใกล้ก้อนหินตกก็เป็นคลื่นสูงใหญ่หน่อย ห่างไป ๆ ก็เล็กลงทุกที ๆ จนเกือบมองไม่เห็นเลย แต่ความจริง น้ำที่อยู่ไกล ๆ ออกไปก็ถูกกระทบกระเทือนเหมือนกัน แต่ได้รับการกระทบกระเทือนน้อยลงไปตามลำดับ หรือเหมือนกับว่า ถ้ามีโรคระบาดหรือไฟไหม้เกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกัน โรคนั้นหรือไฟนั้นก็จะระบาดหรือลุกลามแผ่อาณาเขตออกไปทุกที ฉะนั้นมนุษย์ทุกคนจึงจำต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันเสมอไป

ลัทธินี้ดูเหมือนตรงกันข้ามกับความยุติธรรม เพราะหลักความยุติธรรมนั้นต้องการให้ทุกคนรับผิดชอบแต่เฉพาะการกระทำของตนเท่านั้น แต่ความจริงเป็นคนละเรื่องซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

สำนักนี้มีความปรารถนาจะให้การช่วยเหลือเจือจานกันนี้เป็นกฎแห่ความประพฤติของมนุษย์ให้เป็นหน้าที่ของธรรมจรรยา เหตุผลที่เขาอ้างมีอยู่ว่า เพราะมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันมาแต่แรกเกิดจนกระทั่งสิ้นลมปราณ การกระทำของเราย่อมก่อให้เกิดผลดีและผลร้ายแก่คนอื่น และการกระทำของคนอื่นย่อมกระทบกระเทือนถึงเราด้วย ถ้าหากมีบางคนที่ยากจน ทุกข์ยาก เราก็ต้องช่วยเหลือ เพราะเหตุผล ๒ ประการ คือ

  • เพราะเราอาจมีส่วนในการให้ความลำบากแก่เขา โดยการกระทำของเราก็ได้ ฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือเขา
  • เรารู้ว่าตัวของเรา หรือลูกหลานของเราอาจจะต้องได้รับทุกข์ อันเป็นผลจากการกระทำของคนอื่น เช่น โรคระบาดอาจติดเรา

ฉะนั้นการที่เราได้เกื้อกูลผู้อื่นก็เท่ากับเราเกื้อกูลเพื่อประโยชน์ของเราเอง

ความเห็นของลัทธินี้ตรงกับมติทางพระพุทธศาสนาในเรื่องการช่วยเหลือเจือจานกัน ทางพระพุทธศาสนาก็มีหลักธรรมในด้านสังคมสงเคราะห์อยู่เหมือนกัน เรียกว่า สังคมวัตถุ คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ซึ่งแบ่งเป็นหลักใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประการด้วยกัน คือ

  • ทาน ได้แก่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อาจจะเป็นโดยวัตถุเรียกว่า อามิสทาน หรือโดยทางธรรมทางด้านจิตใจ ซึ่งเรียกว่าธรรมทาน ก็ได้ ที่ไม่ได้แปล ทาน ว่า การให้ นั้นเพราะเห็นว่า ถ้าแปลเช่นนั้น ในที่นี้จะทำให้ความหมายของ ทาน แคบไป สมมุติเช่นเมื่อเกิดมีคนตายขึ้นในบ้านใกล้เคียง เราได้ทราบข่าวแล้วไปเยี่ยมลูกหลานญาติพี่น้องซึ่งเป็นเจ้าภาพในงานศพนั้น บางทีเราไม่ได้ให้ของ ไม่ได้ไปฟังธรรม แม้เพียงเท่านี้ก็ย่อมทำให้เขาเกิดปิติชุ่มชื่นใจ ทาน ในที่นี้จึงควรแปลอย่างกลาง ๆ ว่า ความเอื้อเฟื้อ ซึ่งได้ผลในด้านจิตใจด้วย จึงจัดว่าเป็นธรรมในด้านสังคมสงเคราะห์ประการหนึ่งเหมือนกัน
  • ปิยวาจา เจรจาถ้อยคำนิ่มนวล อ่อนหวาน ซึ่งเป็นคำที่ผูกมิตร ไม่ใช่เจรจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย แสลงหู กินใจคนอันเป็นการทำลายมิตร เพราะทุกคนต่างก็ชอบฟังคำระรื่นหูด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ตัวเราเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเมื่อจะพูดจะกล่าวอะไรออกไป ก็ควรจะได้คิดเสียก่อนว่า คำพูดนั้นเป็นคำแสลงหู ทิ่มแทงใจคนหรือเปล่า โดยเอาตัวเราเองเป็นเครื่องเทียบเคียงว่า ถ้าเขาพูดกับเราเช่นนั้น เราจะชอบไหม ถ้าเราไม่ชอบ เราก็ไม่ควรพูดคำเช่นนั้นกับคนอื่น คำอ่อนหวาน อ่อนโยนนี้ ย่อมผูกใจคนได้ดียิ่งอย่างหนึ่งเหมือนกัน ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันได้ธรรมข้อนี้จึงจัดว่าเป็นสังคมธรรม อันจะถือเป็นหลักในด้านการสังคมสงเคราะห์ได้อีกประการหนึ่ง
  • อัตถจริยา ประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ ต้องเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ได้ประโยชน์ตน แต่หักล้างประโยชน์ผู้อื่น ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน เพราะการอยู่ในโลกก็จำต้องพึ่งพาอาศัยกัน ต้องอยู่กันด้วยสามัคคีธรรมจึงจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้ ถ้าทุกคนต่างคอยหักรานประโยชน์ของกันและกันด้วยอำนาจโลภะ โทสะ โมหะแล้ว โลกย่อมเดือดร้อนทุกหนทุกแห่ง ถ้าทุกคนต่างทำตนให้เป็นคนมีค่า มีประโยชน์ในสายตาผู้อื่นได้แล้ว ก็นับว่าชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่งเป็นชีวิตที่ไม่เป็นหมัน แม้ตายไปแล้วก็ยังได้รับยกย่องสรรเสริญอยู่ตลอดกาล
  • สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนสม่ำเสมอ คือการรู้จักวางตัวให้เหมาะสม ให้ถูกกาลเทศะ เข้ากับคนอื่น ๆ ได้ทุกคน ในแง่ที่ไม่ผิดครรลองคลองธรรม ไม่ลืมตัว ไม่ไช่พอได้ดีมีชื่อเสียงแล้ว ลืมญาติพี่น้องมิตรสหายเสียสิ้น นึกว่าตัวเป็นเทวดา ต้องถือว่าชีวิตเป็นเพียงการแสดงละครฉากหนึ่ง ๆ เท่านั้น เมื่อเขาให้เป็นพระเอกก็ใช่ว่าจะเป็นพระเอกตลอดเวลา ก็หามิได้ หรือเขาให้แสดงตัวเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ต้องไม่ลืมตัวคิดว่าตัวเป็นกษัตริย์จริง ๆ ต้องคิดอยู่เสมอว่า นั่นเป็นเพียงการสมมุติเท่านั้น โลกเราย่อมฟูขึ้นและยุบลงด้วยอำนาจโลกธรรม ๘ อย่าง คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ สรรเสริญ และนินทา ไม่มีใครพ้นจากโลกธรรมเหล่านี้ไปได้ เมื่อมีคนชอบ ก็มีคนเกลียดบ้างเป็นธรรมดา อย่าไปถือเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์ เป็นเครื่องยึดมั่นว่า เป็นจริงเป็นจังตลอดไป ถ้าขืนลืมตัวในขณะมีลาภ มียศแล้วละก็ เวลาเสื่อมลาภ เสื่อมยศจะเอาตัวไม่รอด ฉะนั้นจึงควรวางตนให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ อย่าเป็นคนฟู ๆ ยุบ ๆ ควรถือว่าทุกคนเป็นเพียงเพื่อนร่วมโลกร่วมทุกข์กัน เป็นหมือนพี่น้องกัน จึงควรปฏิบัติตนประพฤติตัวต่อชนเหล่านั้นดุจพี่น้องญาติสายโลหิตของคนทีเดียว ตามหลักแห่งภราดรภาพ การกระทำเช่นนี้ย่อมจัดเป็นการสงเคราะห์กันและกันได้อย่างหนึ่งเช่นกัน

บางท่านอาจคิดว่า ลัทธินี้อาจทำลายเอกัดภาพ (Individuality) การช่วยตนเองและการนับถือตนเองเสียหมด ความจริงแล้วลัทธินี้หาทำลายเอกัดภาพไม่ แต่ต้องการให้ช่วยตัวเองเสียก่อนแล้วจึงช่วยผู้อื่น ถ้าตัวเองก็ยังช่วยไม่ได้แล้ว จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสไว้หลายแห่งในเรื่องเช่นนี้ เช่นตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย ว่า

อตตทตฺถํ ปรตฺเถน    พหุนาปิ น หาปเย  

อตฺตทตฺถมภิญฺญฺาย     สทตฺถปฺปสุโต สิยา  

ซึ่งแปลว่า บุคคลไม่ควรทำประโยชน์ตนให้เสียไป (แม้แต่น้อย) เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก (ต่อเมื่อ) รู้แจ้งประโยชน์ตนก่อนแล้ว จึงควรขวนขวายในประโยชน์ผู้อื่น แต่ในที่นี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้คนเห็นแก่ตัว จนไม่ทำประโยชน์ให้แก่ใคร ๆ เสียเลยเช่น กิจการงานของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีคุณ เราจะหลีกเลี่ยงเสียโดยอ้างว่าจะทำให้เสียการงานของตนหาได้ไม่ หากหมายถึงว่า ถ้ายังทำประโยชน์ให้ตนเองไม่ได้แล้ว ก็อย่าเพิ่งเที่ยวแส่ไปรับภาระคนโน้นคนนี้โดยไม่จำเป็น ต่อเมื่อบำเพ็ญประโยชน์ตน งานของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงควรช่วยผู้อื่นที่ตนพอช่วยได้ตามสติปัญญาตามความสามารถของตน เป็นการผูกไมตรีเอาไว้ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม อยู่ในสังคมเดียวกัน ถ้าเรื่องของตนยังแก้ปัญหาไม่ตกแล้ว ยังแส่ไปทำโน่นทำนี่นอกหน้าที่แล้ว ในที่สุดประโยชน์ตนก็ไม่ได้ ประโยชน์ผู้อื่นก็จะพลอยเสียไปด้วย เป็นการเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จึงควรทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป ดีกว่าที่จะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียเลย กลายเป็นคนจับจุดไปในที่สุดแม้แต่ในการสั่งสอนผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่จะสอนเขาต้องพิจารณาดูตัวเองเสียก่อนว่า ตนปฏิบัติได้ดีแล้วหรือ ถ้าตัวเองยังทำให้เป็นแบบให้คนอื่นไม่ได้แล้ว อย่าไปสอนเขาดีกว่า เพราะจะทำให้เขาหัวเราะเยาะเราเข้าทำนองว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ในข้อนี้พระบรมศาสดาของเราได้ทรงแนะนำไว้ว่า

ทเมยฺยาโทว สตฺตานํ    มญฺเญ ยญฺณ นุสาสิดุ 

สตฺตานคฺเค ปเวเสยฺย  ยสฺส ปรํ นุสาสโก.  

ซึ่งแปลความว่า ผู้ที่สำคัญคนว่า จะสอนผู้อื่นนั้น ควรฝึกตนเองให้ดีเสียก่อน ผู้จะสอนผู้อื่นนั้น ควรตั้งตนไว้ในฐานะที่สูงเลิศ ซึ่งหมายความว่า ถ้าตนเองยังปฏิบัติไม่ได้แล้ว อย่าไปสอนผู้อื่นเขาเลย ผู้ที่จะสอนเขา ต้องตั้งตัวอยู่ในฐานะที่น่าเคารพต้องพูดจริงทำจริง ไม่ใช่พูดแต่ปาก ไม่ใช่สอนแบบว่า “จงทำอย่างที่ฉันสอน อย่าทำอย่างที่ฉันทำ” เลย อย่างนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรเข้าทำนอง “แม่ปู ลูกปู” ฉะนั้นก่อนที่แม่ปูจะดุว่าลูกปูเดินไม่ตรงทางนั้น ตนควรพิจารณาดูตัวเองเสียก่อนว่า ตัวเดินตรงแล้วหรือ?

ลัทธินี้ แก้ความไม่เสมอภาคด้วยการผูกมัดคนอ่อนแอกับผู้แข็งแรงไว้ด้วยกัน โดยการร่วมกันโดยสมัครใจ ตามแบบนี้พระพุทธองค์ทรงแก้ระบบสังคมอินเดียในสมัยพุทธกาลนั้นได้ สมัยนั้นอินเดียถือชั้นวรรณะอย่างรุนแรง โดยแบ่งออกเป็น ๔ วรรณะคือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร วรรณะสูง คือพราหมณ์กับกษัตริย์ ดูหมิ่นวรรณะแพศย์และศูทรว่าเป็นวรรณะที่ต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณะศูทรถูกเหยียดหยามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก เพราะแม้แต่เงาของศูทรจะไปถูกพราหมณ์ก็ไม่ได้ พราหมณ์และกษัตริย์ถือว่า ศูทรเป็นบุคคลประเกทที่จะไปแตะต้องไม่ได้ (Untouchable) ทีเดียว แต่พราหมณ์กลับบูชาโค โดยถือว่าเป็นพาหนะของพระอิศวรผู้เป็นเจ้า แม้แต่มูลโคเขาก็กอบโกยไปโดยไม่รังเกียจ แต่พวกศูทรเขาขยะแขยงแตะต้องไม่ได้ พวกโคได้รับเกียรติให้เดินไปตามถนนหลวงได้อย่างเสรี ใครไปทำร้ายไม่ได้ได้รับเกียรติยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก

คิด ๆ แล้วก็น่าขำแกมสลดสังเวชใจในความคิดอันแปลกประหลาดของมนุษย์เสียเหลือเกิน พระพุทธองค์ได้ทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นโดยรับสมาชิกทุกวรรณะ และให้สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ ไม่มีเอกสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ถือธรรมเป็นใหญ่ ปรากฏว่าชนชั้นศูทรหลายคนได้รับการยกย่องในตำแหน่งที่สูงศักดิ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แก้ยากมาก แม้ว่าโดยนิตินัยจะแก้ได้ แต่โดยพฤตินัยหาแก้ได้ง่าย ๆ ไม่ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงถึงความสำคัญของมนุษย์ทุกคนว่ามีความสำคัญเหมือน ๆ กัน คนจะดีจะชั่วขึ้นอยู่กับกรรม คือการกระทำของตนเองต่างหาก ไม่ใช่โดยชาติกำเนิด หรือเผ่าพันธุ์วรรณะ ไม่ใช่กรรมพันธุ์เท่านั้นที่สำคัญ สิ่งแวดล้อมก็สำคัญเช่นกัน บางทีกลับสำคัญกว่ากรรมพันธุ์เสียด้วยซ้ำไป ฉะนั้นการแก้ความไม่เสมอภาคของสังคม จึงต้องแก้ที่ตัวสังคมนั่นเอง ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน ต้องนึกว่าเราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกร่วมเกิดร่วมตายกันมา เกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรมาเวลาตายก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปได้เลย จึงมีหน้าที่ที่จะได้สงเคราะห์อุดหนุนจุนเจือกันบ้าง ถ้าทุกคนจะนึกว่าผู้นี้เคยเป็นญาติพี่น้อง ปู่ยา ตายาย หรือบิดามารดา มิตรสหายของเราในชาติก่อนบ้างแล้ว คงจะทำให้เรามีเมตตากรุณากันมากขึ้น ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้ทรงต่อสู้เพื่อยกระดับฐานะทางสังคม ยกระดับฐานะของสตรีให้เท่าเทียมบุรุษ เพราะในสมัยนั้น เขาถือกันว่าสตรีเป็นประดุจทรัพย์สินอย่างหนึ่ง อยากจะขายหรือยกให้ใครเมื่อไรก็ได้สตรีไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น พระพุทธองค์นี่แหละเป็นบุคคลแรกที่ได้ยกระดับของสตรีขึ้นสูงกว่าเดิมมากมาย โดยรับสตรีเป็นสมาชิกในสังฆมณฑล เรียกว่า ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี แต่พอพระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้วไม่นาน พระพุทธศาสนาในอินเดียก็เริ่มอับแสง เพราะสู้อิทธิพลอันโหดเหี้ยมของศาสนาอื่น ๆ ไม่ใด้ ในที่สุดลัทธิเรื่องวรรณะก็กลับฉายแสงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วคงรุ่งโรจน์มาจนถึงทุกวันนี้ พวกศูทรคงได้รับการดูหมิ่นว่าเป็นวรรณะที่ต่ำซ้าเช่นเดิม จนเมื่อเร็ว ๆ นี้เราคงได้ทราบข่าวที่น่าชื่นชมยินดีที่ท่าน ดร. อัมเบดการ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย ซึ่งเป็นชนในวรรณะศูทรที่นับถือพระพุทธศาสนา ได้พาพวกศูทรหลายหมื่นคนปฏิญาณคนเป็นชาวพุทธ ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะยกระดับของพวกเขาให้สูงเท่าวรรณะอื่น ๆ ได้ แม้อาจมีการเมืองเป็นเบื้องหลังบ้าง ก็จะไม่ขอพูดถึง แต่ก็น่าดีใจที่พระพุทธศาสนาได้ช่วยมีส่วนยกสถานภาพทางสังคมให้ทัดเทียมกันได้ แม้ในปัจจุบันนี้

แม้ว่พระพุทธศาสนาจะมีวัตถุประสงค์ที่จะยกฐานะคนยากจนให้สูงขึ้น โดยนโยบายประนีประนอม คือโดยการชี้แจงให้คนรุ่มรวยเห็นอกเห็นใจคนจน ให้เข้าใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่เป็นแก่นสารของสิ่งต่าง ๆ เพราะเมื่อเราตายแล้ว เราก็เอาอะไรไปไม่ได้ทำไมเราจึงยังยึดถือว่า เป็นเรา ว่า เป็นของของเรา กันอยู่อีกเล่าทุกคนที่เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรานี้ บางคนก็ยากจนอย่างน่าสงสาร แต่บางคนก็รุ่มรวยเสียจนไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ฐานะอันแตกต่างกันอย่างมากมายนี้เองที่ทำให้คนต่างคนต่างอยู่ และอยู่ในฐานะที่ห่างไกลกันเหลือเกินจนไม่สามารถจะเข้ากันได้ ทั้งนี้เพราะมีอะไรมากางกั้นอยู่ สิ่งนั้น คือ เงินทอง และยศศักดิ์ เงินและยศนี้แหละที่ทำให้คนลืมตัวลืมคิดว่าตนเป็นมนุษย์เหมือนผู้อื่น ลืมนึกถึงความลำบากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้เกิดมีการเหยียดหยามกันขึ้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้ชนชั้นสูงและชั้นต่ำนี้เข้าถึงกัน ให้มีมิตรไมตรีต่อกัน จึงได้ทรงพยายามเทศนาให้คนรุ่มรวยที่เคยขี้เหนียวจนกระทั่งตัวเองก็ไม่อยากกินอยากใช้นั้นได้สละเงินทองของตนไปในทางสาธารณสงเคราะห์ด้วยความเต็มใจ เมื่อ เงิน ซึ่งเป็นตัวกางกั้นนี้ถูกขจัดไปแล้วความต่างกันระหว่างคนรุ่มรวยกับคนยากจนก็ไม่มี ทุกคนจะรักกันฉันพี่น้อง ฉันเพื่อน สังคมอินเดียสมัยนั้นจึงเต็มไปด้วยสันติสุขพระพุทธองค์มิได้ทรงส่งเสริมให้คนเกียจคร้านคอยพึ่งคนอื่นเสมอไปดังที่บางคนเข้าใจเลย แล้วกลับทรงสอนให้รู้จักพึ่งตนเอง ให้เป็นตัวของตัวเอง ให้ขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาชีพ พร้อมกันนั้นก็สอนให้ประชาชนเห็นอกเห็นใจกัน ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปในตัว ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้ชื่อว่า ทำลายเอกัดภาพของมนุษย์เลย

แต่ลัทธินี้ให้อำนาจแก่รัฐมากไปหน่อย เช่น ยอมให้รัฐสอดเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยการออกกฎหมายควบคุมแรงงาน กฎหมายสาธารณสุข หรือกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปราม เพื่อป้องกันความเสื่อมทรามของมหาชน ยอมให้รัฐบาลบังคับให้พลเมืองเอาประกันภัย เพื่อให้คนชั้นต่าง ๆ ของชาติสำนึกในความรู้สึกพึ่งพาอาศัยกัน แต่พระพุทธศาสนาถือหลักประนีประนอม โดยไม่ให้ซ้ำทั้งสองฝ่ายมากกว่า เราจะลืมมิได้ว่า ตัวของรัฐเอง คือตัวอย่างที่เก่าที่สุด และสำคัญที่สุด ในการพึ่งพากันระหว่างมนุษย์ จริงอยู่ลัทธินี้ ย่อมจะไม่ได้รับคุณค่าทางจรรยาโดยเต็มเปี่ยม ถ้าคนยังไม่สำนึก หรือไม่ได้กระทำโดยสมัครใจ กฎหมายที่สภาบังคับให้คนรู้สึกดังว่าย่อมจำเป็น เพื่อเตรียมรากฐานสำหรับให้มนุษย์เคยชินเพื่อร่วมใจร่วมกายกันโดยสมัครสมานสืบไป แต่ก็ดูจะเป็นความหลังที่เลือนรางเต็มที

ม. เลออง บูรจัวส์ (M. Leon Bourgeois) ได้พยายามอธิบายลัทธินี้โดยใช้กฎหมาย ท่านกล่าวว่า ทุกคนเป็นลูกหนี้แก่สมาคมโดยสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านเรียกว่า Quasi – Contract (เสมือนสัญญา) คนเราต้องชำระหนี้นี้ เช่น เบี้ยประกันภัยสงเคราะห์คนอนาถา อุดหนุนการศึกษา และวิธีอื่น ๆ อีก

คงมีผู้ค้านความคิดของบูรจัวส์ว่า เราไม่อาจมีลูกหนี้โดยไม่มีเจ้าหนี้ ไม่เป็นการง่ายเลยที่จะกล่าวว่า ใคร ผู้ใดในสังคมที่จะนับถือว่าเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นลูกหนี้ หรือทุกคนเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ แต่ก็คงไม่ยากถึงกับจะกำหนดไม่ได้เสียเลย ถ้าถือหลักตามแบบพระพุทธศาสนา ตราบใดที่คนเรายังมีกิเลส ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ก็ย่อมจะมีความเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้หาพ้นไม่คราบนั้น นอกเสียจากว่าจะตัดกิเลสอาสวะเสียได้นั่นแหละ จึงจะชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้โดยส่วนเดียว ซึ่งบางทีท่านคงจะยังไม่เข้าใจข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พอฟังกันง่าย ๆ ต่อไป

ไม่ต้องสมมุติให้ไกลตัวนัก ตัวเรานี่เองต่างก็เป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ด้วยกันทุกคน เพราะตั้งแต่เราถือปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดานั้น ถ้าหากมารดาจะมีใจบาปหยาบช้าแก่เราแล้ว เราคงไม่มีโอกาสได้เกิดมาชมโลกเป็นแน่ ดังที่สตรีบางคนในโลกนี้ที่ได้ทำลายบุตรในครรภ์ของตนก็ยังมี ซึ่งแสดงว่าระดับจิตใจของเธอต่ำมาก สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักรักลูกถนอมลูก ไม่ยอมให้ใครมารังแกทำร้ายลูกของมัน นี่คน ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูงแท้ ๆ ทำไมกลับมีใจต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานอีกเล่า เธออาจมีธาตุยักษ์ธาตุมารผสมอยู่ในจิตใจของเธอก็ได้ แต่การที่เรามีชีวิตได้ชมโลกอยู่ทุกวันนี้ต่างก็เป็นหนี้พระคุณอันสูงส่งของมารดาบิดาด้วยกันทั้งนั้น และโดยนัยเดียวกัน เราก็ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้ผู้มีพระคุณต่อบุตรของเราต่อไปอีกสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่อยู่เช่นนี้ นี่เป็นการพิจารณาในวงแคบ ถ้าเราจะขยายออกไปในวงกว้างบ้าง โดยการเทียบเคียงก็จะเข้าใจได้ว่าเราทุกคนล้วนเป็นลูกหนี้แห่งสังคมทั้งนั้น เราได้เกิดมาในประเทศในสังคม ได้รับการศึกษาเล่าเรียน ได้รับความสะดวกสบายจากสังคม ก็ชื่อว่าเป็นลูกหนี้สังคม แต่เมื่อเราได้ตอบแทนเป็นการใช้หนี้สังคมแล้ว พร้อมกันนั้นก็ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้ไปในตัวด้วย เพราะหนี้อย่างนี้ เราจะหักกลบลบกันไม่ได้ ในฐานะที่เราเป็นผู้รับ เราก็เป็นลูกหนี้ ในฐานะเราเป็นผู้ให้ เราก็เป็นเจ้าหนี้ ถ้าเรารับมากให้น้อย เราก็ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ ถ้าเรารับน้อยให้มาก เราก็ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้ แต่พระอรหันต์ผู้พ้นจากอาสวกิเลสนานาประการโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านย่อมชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้โดยส่วนเดียว เพราะท่านล้วนเป็นผู้ประกอบไปด้วยเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ เพราะท่านได้ทำประโยชน์ไห้แก่สังคมโดยมิได้หวังผลตอบแทนใด ๆ เลย นอกจากจะช่วยยกระดับสังคม ช่วยแก้ปัญหาสังคม สร้างสังคมให้มีระเบียบโดยส่วนเดียวเท่านั้น สิ่งที่ท่านรับเป็นการตอบแทนก็เพียงเครื่องนุ่งห่มอาหารเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเทียบกัประโยชน์ที่ท่านได้สร้างให้แก่สังคมแล้วเทียบกันไม่ได้เลย ท่านจึงชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้โดยส่วนเดียว แต่เราผู้เป็นปุถุชนยังหวังผลตอบแทนอยู่ หวังชื่อเสียง หวังบุญกุศล หวังยศศักดิ์ ฯลฯ เป็นเครื่องตอบแทนด้วยกันทั้งนั้น จึงชื่อว่าเป็นลูกหนี้อยู่โดยแท้ ยิ่งหวังมาก กอบโกยเอาผลประโยชน์มากเท่าใด ก็ชื่อว่าเป็นลูกหนี้มากเท่านั้น เพราะถ้าเทียบกับประโยชน์ที่เขาทำให้แก่สังคมแล้ว จะเห็นว่าน้อยกว่าประโยชน์ที่เขาได้กอบโกยเอาจากสังคมเพื่อเป็นเครื่องตอบแทนทั้งโดยทางสุจริตและทุจริต แต่การที่คนมั่งมีทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากมิใช่เพราะเขาเป็นลูกหนี้มาก แต่อาจเป็นว่าเขาพยายามสร้างตัวให้เป็นเจ้าหนี้ใหญ่ต่างหาก ตรงข้าม คนจน ๆ ที่ไม่พยายามทำอะไร เป็นกาฝากเกาะกินแรงงานสังคมตลอดเวลา พยายามกอบโกยประโยชน์ถ่ายเดียว พวกนี้แหละชื่อว่าเป็นลูกหนี้สังคมอย่างยิ่ง ท่านล่ะ! อยากเป็นบุคคลประเภทไหน คืออยากเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้?

เราคงจะมีใจเป็นธรรมพอที่จะพิจารณาเห็นว่า แต่ละลัทธิล้วนมีอะไรดี ๆ แฝงอยู่ด้วยกันหมือนกัน แต่จะให้ดีไปเสียหมดนั้นก็ยากอยู่ อะไรที่เราเห็นว่ามีประโยชน์ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นแล้ว ก็ควรจะมีใจกว้างน้อมนำมานึกคิดดูบ้าง เพื่อจะได้เอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตและสังคมของเราให้ถูกส่วน เหมาะแก่กาลเทศะแต่ขอให้ถือคติว่า “จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา” ก็แล้วกันคืออย่าเอาแบบเขาจนเป็นเถรตรงเกินไป ควรพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน สิ่งใดที่ไม่ดีไม่เหมาะแก่นิสัยใจคอของประชาชน ไม่เหมาะแก่บรรยากาศและภูมิประเทศ เราก็อย่าเอามาใช้ หรือถ้าจะเอามาก็ต้องเอามาประยุกต์ให้เข้ากับอุปนิสัยใจคอ บรรยากาศ และภูมิประเทศเสียก่อน แล้วเราก็คงไม่ผิดหวังเช่นนั้น ไม่ต้องดูอื่นไกลเลยพระพุทธศาสนานี่แหละ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ของไทยมาก่อน แต่เราก็ยอมรับนับถือจนดูเหมือนว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไทยไปเลย นี่เพราะคนโบราณเขารู้จักเอาพระพุทธศาสนามาประยุกต์เข้ากับอุปนิสัยใจคอบรรยากาศ และภูมิประเทศของเมืองไทยหรือมิใช่? เราควรจะยกเอาความสามารถของท่านเหล่านั้นมาพิจารณาดูบ้าง ไม่ควรตื่นของใหม่จนเกินไป เพราะเพียงแต่เราได้ดื่มกาแฟที่เขาเอามาให้ แล้วเราจะรีบชมว่าอร่อยเหลือเกิน โดยมิทันได้พิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า ถุงกาแฟนั้นสะอาดหรือเปล่า ยังจะมียาพิษเจือปนบ้างหรือไม่นั้น จะเป็นการสมควรละหรือ?

ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสจะได้เขียนเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับลัทธิการปกครอง และลัทธิเศษฐกิจเล่าสู่กันฟัง เท่าที่เวลาและความรู้จะอำนวย ทั้งนี้ขอให้ถือว่าเป็นทรรศนะหนึ่งที่ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา และความยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาขึ้นในโลก เมื่อ ๒๕๔๔* ปีก่อนโน้น.

ขอพรและเมตตาธรรมจงมีแก่ทุก ๆ ท่าน

๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

 

 

                                                 

* ถ้านับถึง พ.ศ ๒๕๓๙ ก็นับเป็นเวลา ๒๕๘๒ ปีแล้ว