พระพุทธศาสนาจะช่วยบรรเทาทุกข์ชาวโลกได้อย่างไร?

บอกต่อ:

 

ประเด็นแรกที่เราควรยกขึ้นพิจารณาก่อน ก็คือความหมายของคำว่า “พระพุทธศาสนา” ว่าจะจำกัดเอาแค่ไหนเพียงไร เพราะตามรูปศัพท์แล้ว “พระพุทธศาสนา” ก็แปลว่า “คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า” นั่นเอง เราจะหมายถึงใบลานและหนังสือที่เขาพิมพ์ขายกันเท่านั้นหรือ? จุดที่เรามุ่งหมายในที่นี้คงมิได้หมายเพียงแค่นั้นเป็นแน่ เพราะลำพังคัมภีร์ใบลานหรือหนังสือเป็นเล่ม ๆ นั้น ช่วยใครไม่ได้แน่คล้ายกับทองคำ โดยตัวของมันเองแล้วหามีค่าใด ๆ ไม่ ค่าของทองคำขึ้นอยู่กับความต้องการของสังคมต่างหาก สังคมเป็นผู้กำหนดค่าและราคาของทองคำ ถ้าสังคมต้องการมากแต่ทองคำมีน้อย อย่างนี้ทองคำก็มีค่ามาก ยิ่งมีน้อยเท่าไรและมีคนต้องการมากเท่าไรในขณะเดียวกันแล้ว ทองคำก็ยิ่งทวีค่ามากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าหากทองคำมีมาก จนเห็นเป็นของธรรมดาไป คนก็ไม่อยากได้ ค่าหรือราคาของทองคำก็ลดลงเป็นเงาตามตัวเช่นกัน แม้ว่าในโลกจะมีทองคำมากมาย แต่ถ้ายังไม่มีใครทราบว่ามันอยู่ที่ไหนบ้าง และยังไม่มีไครไปขุดเอาขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรแก่สังคม ทองคำจะทรงค่ามากขึ้นก็ต่อเมื่อคนรู้จักค่าของมันและเอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ต่างหาก พระพุทธศาสนาคือ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกันแม้ว่าคำสอนนั้นจะทรงคุณค่าอย่างมหาศาลเพียงใดก็ตามแต่ถ้าหากคนไม่เห็นความสำคัญของคำสอน และมิได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติแล้ว พระธรรมคำสั่งสอนนั้นก็หาก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมไม่ พระพุทธศาสนาจะทรงคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสังคมรู้จัก แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติได้ต่างหาก ยิ่งเอามาใช้ได้มากเพียงไร ก็ยิ่งจะเห็นคุณค่ามากขึ้นเพียงนั้น

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะมีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ตาม แต่ถ้าจะย่อลงแล้วก็จะเหลือเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ

๑. สพพปาปสฺส อกรณํ การไม่ได้ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา การสร้างความดีให้เกิดมีขึ้น

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ การชำระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว

นี่เป็นคำสอนที่เรียกว่า “หัวใจพระพุทธศาสนา” ไม่ว่าธรรมะบทใดก็ตาม เมื่อสรุปแล้วก็หนี ๓ หัวข้อนี้ไปไม่พ้นแน่

การที่จะทำให้สังคมรู้จักคุณค่าของศาสนานั้น ก็จำต้องมีเหตุมีปัจจัยด้วย เพราะการที่จะให้แต่ละคนเที่ยวศึกษาค้นคว้าเอาเองในทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างแล้วตัดสินเอาเองว่า อะไรดี อะไรชั่ว ไม่มีทางสำเร็จแน่ เพราะเราคงจะตายเสียก่อนที่จะตัดสินได้ว่าอะไรดีอะไรชั่วแน่ คนเราเกิดมาก็จะต้องตายภายในร้อยปี แม้จะมีบางคนมีชีวิตอยู่นานกว่านั้น แต่ก็คงเกินร้อยไม่กี่ปี เรื่องของโลก เรื่องของจักรวาลนั้นกว้างขวางเกินกว่าที่เราจะรู้ได้ด้วยเวลาเพียงเท่านี้ วิชาการต่าง ๆ ย่อมพัฒนากว้างขวางออกไปทุกที่ ๆ จนต้องแบ่งกันศึกษาค้นคว้าเฉพาะในเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเท่านั้น ถึงกระนั้นยังเอาดีไม่ค่อยได้เลย โดยเฉพาะในเรื่องของพระพุทธศาสนา แม้โดยหลักการแล้ว ก็ชอบที่ชาวพุทธทุกคนจะต้องศึกษาค้นคว้าให้เข้าใจโดยถ่องแท้ทุกถ้วนหน้า ไม่มียกเว้น แต่โดยความเป็นจริงแล้ว จะเป็นเช่นนั้นหาได้ไม่ เพราะถ้าทุกคนจะต้องมาศึกษาค้นคว้าแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวเล่า เมื่อเหตุจำเป็นมีอยู่เช่นนี้ เราจึงมอบให้บุคคลประเภทหนึ่งรับหน้าที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาโดยฉพาะ ทั้งนี้เป็นไปโดยพฤตินัย ผู้ที่สมัครเข้ามารับหน้าที่นี้แล้วไม่ต้องไปกังวลกับการประกอบอาชีพใด ๆ อีกแล้ว ต้องบำเพ็ญตนให้เป็นคนของสังคมจริง ๆ เพราะสังคมเป็นผู้เลี้ยงดูให้ความอุปถัมภ์อุปการะบุคคลประเภทนี้ได้แก่ “พระภิกษุและสามเณร” นั่นเอง

เมื่อเราพูดถึง “พระพุทธศาสนา” ในประโยคว่า “พระพุทธศาสนาจะช่วยบรรเทาทุกข์ชาวโลกได้อย่างไร” แล้ว ก็น่าจะมีความหมายหนักไปทางพระภิกษุสามเณรมากกว่า เพราะลำพังใบลานหรือหนังสือเล่ม ๆ นั้น ช่วยใครไม่ได้แน่ แต่มิได้หมายความว่าใบลานหรือหนังสือนั้น ๆ ไม่มีค่าอะไร ค่านั้นมีอยู่ แต่คนจะรู้คุณค่าก็ต่อเมื่อมีใครเอาคุณค่าที่มีอยู่นั้นออกมาตีแผ่ให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกได้ต่างหาก เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงหมายถึงพระภิกษุสามเณรโดยตรงทีเดียว

ในฐานะที่พระภิกษุสามณรเป็นคนของสังคม เพราะเป็นผู้ที่สังคมได้อุปถัมภ์ก็บำรุงมาก็ชอบที่พระภิกษุสามเณรจะได้หาโอกาสสนองคุณประชาชนบ้าง ตามวิสัยและหน้าที่ของตน หน้าที่ของพระภิกษุสามเณรก็คือต้องศึกษาให้เข้าใจในเรื่องของพระพุทธศาสนาโดยแจ่มแจ้งในเบื้องแรก ต้องประพฤติตัวปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ต้องแนะนำสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมในพระพุทธศาสนาจะต้องช่วยบำบัดทุกข์ อำนวยสุขให้แก่ประชาชนโดยทุกวิถีทางเท่าที่อยู่ในวิสัยของตน มิฉะนั้นแล้วจะได้ชื่อว่าเป็น “ลูกหนี้” สังคมตลอดกาล

การที่พระจะช่วยบรรเทาทุกข์ของชาวโลกได้นั้น พระก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อนว่าทุกข์นั้นเกิดมาจากเหตุใด ต้องแก้ให้ถูกจุด ให้ตรงกับต้นเหตุของมัน แต่ก็มิใช่ว่า พระจะแก้ทุกข์ของชาวโลกได้ทุกอย่างเสมอไป แต่ก็มีมากทีเดียวที่พระจะช่วยได้แม้บางอย่างจะช่วยโดยตรงไม่ได้ แต่ก็พอช่วยได้โดยทางอ้อม ซึ่งพระก็ไม่ควรหลีกเลี่ยงเลย เพราะถ้าประชาชนเป็นทุกข์แล้ว พระจะเป็นสุขได้อย่างไร เพราะประชาชนเป็นรากฐานของพระ ถ้ารากไม่ดีจะให้ยอดดีนั้นเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าทุกข์จะมีมากมายหลายอย่างแค่ไหนก็ตาม แต่เท่าที่เราประสบอยู่ในขณะนี้ ก็พอจะสรุปได้ดังนี้ คือ

๑. ทุกข์ทางเศรษฐกิจ

๒. ทุกข์ที่เกิดเพราะศีลธรรมเสื่อมทราม

๓. ทุกข์ที่เกิดเพราะลัทธิต่าง ๆ

เราควรจะหยิบยก “ทุกข์ทางเศรษฐกิจ” ขึ้นมาพูดเป็นอันดับแรก เพราะในขณะนี้ไม่ว่าเราจะเหลียวแลไปทางไหน มักจะพบแต่ประชาชนที่บ่นว่า แย่ ๆ หากินไม่พอปากพอท้อง เงินฝืด ค้าขายไม่คล่องเลย มีแต่ขาดทุนโดยมาก ฯลฯ เหล่านี้เป็นความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการเศรษฐกิจทั้งนั้น ยิ่งในสมัยนี้ การเศรษฐกิจของเมืองไทยอยู่ในกำมือของชาวต่างประเทศด้วยแล้ว เขาจะบีบเราให้หนักขึ้นไปอีกเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องดูที่อื่นไกลดอก เพียงเวลาตรุษจีนชาวจีนเขาปิดร้านกัน ๒ – ๓ วันเท่านั้น พวกเราคนไทยก็แย่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ พร้อมกันนั้นทั้ง ๆ ที่เราบ่นว่าหากินไม่พอใช้ ของแพง เงินไม่มี ฯลฯ นั้นเอง ถ้าหากเราจะได้ย่างกรายไปตามโรงภาพยนตร์แล้ว เราจะเห็นว่ามีคนแน่นแทบทุกโรงและแทบทุกรอบทีเดียว ถ้าภาพยนตร์เรื่องดี ๆ ต้องจองบัตรล่วงหน้าหลาย ๆ วันทีเดียว ถ้าเราจะพิจารณาโดยรอบคอบแล้วจะเห็นว่า ก็พอ ๆ กันนั่นแหละ ประชาชนไม่รู้จักประมาณตัว เห็นแก่ความสนุกสนานเพลิดเพลินกันจนเกินไป ไม่คิดจะประหยัดอดออมกันบ้างเลย เมื่อทุกข์เกิดขึ้น เพราะไม่พอกินพอใช้ เขาก็คิดหาวิธีแก้ทุกข์ง่าย ๆ โดยการไปปล่อยทุกข์กันตามโรงสุรา โรงภาพยนตร์ โรงละคร อย่างนั้นไม่ใช่การแก้ทุกข์ เป็นการกลบทุกข์ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เพิ่มทุกข์ขึ้นในภายหน้าต่างหาก ในเรื่องอย่างนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเกี่ยวกับการครองเรือนไว้อย่างน่าชมเชยมาก

หลักการครองเรือนที่จะก่อให้เกิดความสุขแก่ชีวิตและครอบครัวนั้นท่านเรียกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์” ซึ่งแปลว่า ประโยชน์ที่จะหาได้ในชาตินี้ เราไม่ต้องพูดถึงชาติหน้ากันดอก ควรจะแก้ปัญหาในชาตินี้ ชีวิตนี้ให้ตกเสียก่อน เรื่องอนาคตเป็นเรื่องยังมาไม่ถึง มีความสำคัญน้อยกว่าปัจจุบันมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของผู้ครองเรือนซึ่งจะต้องใช้จ่ายมาก ยิ่งคนมีครอบครัวด้วยแล้ว รายจ่ายยิ่งทวีพอกพูนขึ้นเป็นเงาตามตัวทีเดียว พระพุทธองค์มิได้ทรงสอนเพื่อให้ทุกคนเป็นพระอรหันต์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะมันจะเป็นไปไม่ได้เลย คนเราส่วนมากยังเป็นผู้มีกิเลสตัณหาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น โดยเหตุนี้เองที่ทำให้พระพุทธองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวโลก ทรงเป็นห่วงผู้ที่ยังไม่สามารถตัดกิเลสได้ จึงได้ทรงแนะวิธีการสร้างความสุขในการครองเรือนไว้ ซึ่งเรียกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์” โดยทรงจำแนกออกเป็น ๔ หัวข้อด้วยกัน ถ้าผู้ใดต้องการให้ชีวิตของคนมีความสุขความเจริญแล้ว จะต้องดำเนินตามหลักการ ๔ ข้อนี้ คือ

  • อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น ถ้าเป็นเด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียน ก็ต้องขยัน

ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตในภายหน้า ถ้าเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษามาแล้วก็ต้องขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ แต่ความขยันนั้น จะต้องประกอบด้วยปัญญาด้วย ยิ่งมีปัญญามากเท่าใด ยิ่งช่วยให้ความขยันที่มีอยู่ประสบผลสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ถ้าลำพังขยันเฉย ๆ ปราศจากปัญญากำกับแล้ว อาจได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผลเลย เช่นในฤดูแล้ง เราขยันไถนาเพื่อปลูกข้าวทั้ง ๆ ที่น้ำไม่มี อย่างนี้จะก่อให้เกิดผลได้อย่างไร ฉะนั้นปัญญาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมากและปัญญานั้นจะเกิดมาได้ก็ต้องอาศัยการขยันหมั่นเพียรในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในขั้นต้นนั่นเอง เมื่อมีปัญญา มีความรู้แล้วย่อมหาทรัพย์ได้เสมอ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องขยันด้วย มีแค่ความรู้ถ้าขี้เกียจเสียแล้ว จะหาเงินทองมาได้อย่างไร เมื่อสรุปแล้วก็คือ

ในขั้นแรกต้องขยันก่อน

  • อารักขสัมปทา แปลว่า ความถึงพร้อมด้วยการรักษา คนเรานั้นแม้จะมีปัญญา แถมขยันอีกด้วย

จะขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบไว้บ้างแล้ว จะเป็นคนมีเงินได้อย่างไร ถ้าเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะรุ่มรวยขึ้นมาได้ นอกจากจะโกงเขา หรือฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้อำนาจกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวเท่านั้น ถ้าอยากให้ตนมีฐานะมั่นคง เป็นหลักประกันเสถียรภาพในครอบครัวได้แล้วก็จำต้องเป็นคนที่รู้จักเก็บบ้าง แต่ให้ถือหลักว่า “จงอย่าตระหนี่ แต่ให้มีมัธยัสถ์” เข้าไว้ ถ้าเก็บเสียจนดึงไม่ออกเหนียวเป็นตั้งเม อย่างนี้เลยธง! เพราะจะกลายเป็นคนใจคับแคบเข้าสังคมที่ไหนไม่ได้ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป ที่ว่าให้มีมัธยัสถ์นั้นคือให้รู้จักใช้แต่พอเหมาะพอควร อย่าสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป ถึงคราวเสียต้องยอมเสีย ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งใช้เสียหมด อย่าไปดูถูกเงินว่าจำนวนน้อย ของน้อย ๆ เมื่อเก็บไว้บ่อย ๆ เข้าก็มากขึ้นเอง ขอให้นึกถึงคำสุภาษิตที่ว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มาก จะยากนาน” เพราะน้ำที่หยดลงมาที่ละหยด ๆ ยังสามารถทำให้เต็มโองได้เลย เราควรจะนึกถึงความจริงข้อนี้ไว้บ้าง อย่าดูถูกเงินทองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะของใหญ่จะต้องมาจากของน้อย ๆ ก่อนเสมอ

  • กัลยาณมิตตตา แปลว่า ความเป็นผู้มีเพื่อนดี เพื่อนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อชีวิตมากเช่นกัน

คนที่ได้ดีเพราะเพื่อนก็มาก และชั่วเพราะเพื่อนก็ไม่น้อยเช่นกัน การคบคนก็เช่นเดียวกับการซื้อผ้าคือต้องดูกันให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะถ้าเพื่อนดีก็อาจทำให้เราพลอยดีไปด้วย อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ต้องตกไปสู่ความชั่วนานาชนิด ถ้าหากคบคนชั่วเป็นมิตรแล้ว มีหวังว่าชีวิตของเราจะต้องตกต่ำไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเพื่อนก็เป็นเสมือนสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าไปได้เพื่อนที่เป็นนักเลงการพนัน นักเลงสุรา นักเลงหญิงแล้ว ในที่สุดเพื่อนผู้นั้นก็ชักจูงเราไปเป็นนักเลงการพนัน นักเลงสุรา นักเลงหญิง ฯลฯ ไปด้วย บุคคลประเภทนี้เราควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลทีเดียว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิต เกียรติยศ ชื่อเสียงของเรามาก ถ้าหากเราไปคลุกคลีกับ

บุคคลประเภทนี้ แม้เราจะมีใจแข็ง ไม่คล้อยตามเขาไปด้วยก็ตามแต่ความเชื่อถือในวงสังคมจะลดลงไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรหลบให้ห่างที่สุด เพราะ “คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วปราชัย” หรือ “คบพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

เราจะดูให้รู้อย่างไรว่า เพื่อนที่ดีที่จัดเป็นกัลยาณมิตรนั้น มีลักษณะอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดลักษณะของมิตรที่ดีและชั่วไว้ดังนี้.

ลักษณะของมิตรที่ดี หรือมิตรแท้ มี ๔ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. มิตรที่มีอุปการะ

๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

๓. มิตรที่แนะนำประโยชน์

๔. มิตรที่มีความรักใคร่

ก. ลักษณะของมิตรที่มีอุปการะนั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ

๑. ป้องกันเพื่อนที่อยู่ในฐานะประมาท

๒. ป้องกันรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน เมื่อคราวประมาท

๓. เมื่อมีภัย เอาเป็นเพื่อนที่พึ่งพำนักได้

๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปากขอ

ข. ลักษณะของมิตรที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์กันนั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ

๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน

๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่หลาย

๓. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ

๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้

ค. ลักษณะของมิตรที่แนะประโยชน์นั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ

๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒. แนะให้ตั้งอยู่ในความดี

๓. เรื่องที่เพื่อนยังไม่ได้ยินได้ฟัง ก็พยายามเล่าให้ฟัง

๔. บอกทางที่จะสร้างความทุกข์แก่ชีวิตให้

ง. ลักษณะของมิตรที่มีความรักใคร่นั้น ก็ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ

๑. เวลาเพื่อนตกทุกข์ ก็ยอมร่วมทุกข์ด้วย

๒. เวลาเพื่อนมีความสุข ก็ร่วมสุขด้วย

๓. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน

๔. สนับสนุนคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน

นี่เป็นลักษณะของมิตรที่ดีแบบต่าง ๆ ที่เราควรจะได้คบหาสมาคมไว้ แต่บุคคลที่ตรงข้ามจากนี้ เป็นบุคคลที่เราควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลที่สุด เพราะบุคคลประเภทนั้นไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมมากกว่า บุคคลที่จัดว่าเป็น “มิตรเทียม” นั้น ก็มี ๔ ประเภทเช่นเดียวกัน คือ

๑. คนปอกลอก

๒. คนดีแต่พูด

๓. คนหัวประจบ

๔. คนชักชวนไปในทางวิบัติ

ก. ลักษณะของคนปอกลอก มีลักษณะที่แสดงออกให้เราสังเกตได้ ดังนี้

๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คือเป็นคนเอาเปรียบเพื่อน

๒. เสียให้น้อย แต่คิดเอาจากเพื่อนให้มากที่สุด

๓. เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน

๔. คบเพื่อนเพราะเห็นประโยชน์ของตัว

ข. ลักษณะของคนที่ดีแต่พูด ประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ

๑. เก็บเอาเรื่องที่ล่วงแล้วมาพูด

๒. อ้างเอาเรื่องที่ยังไม่มีมาพูด

๓. จะสงเคราะห์เพื่อนก็เฉพาะสิ่งที่หาประโยชน์มีได้

๔. ออกปากพึ่งมิได้

ค. ลักษณะของคนหัวประจบนั้น มีลักษณะ ๔ อย่างด้วยกัน คือ

๑. เพื่อนจะทำชั่วก็คล้อยตาม

๒. เพื่อนจะทำดีก็คล้อยตาม

๓. ต่อหน้าก็สรรเสริญ

๔. ลับหลังก็นินทา

ง. ลักษณะของเพื่อนที่ชักชวนไปในทางวิบัติ ประกอบด้วยลักษณะ ๔ ดังนี้ คือ

๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา

๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน เที่ยวตามซ่อง

๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น เอาแต่สนุก

๔. ชักชวนให้เล่นการพนัน

นี่เป็นลักษณะของมิตรที่ดีและชั่ว เมื่อเราทราบว่า มิตรชั่วย่อมก่อให้เกิดความหายนะ และมิตรที่ดีย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สุขเช่นนี้ เราก็สามารถเลือกสรรเฉพาะมิตรที่ดีได้ มิตรที่ดีนั้นมีความสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตมาก เราจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ จำต้องคบคนมากมาย ฉะนั้นจึงควรเลือกคบเฉพาะคนที่ดีเท่านั้น

  • สมชีวิตา หมายความว่า ความเป็นผู้รู้จักเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก แต่ก็มักปรากฏว่าคนโดยมากไม่รู้จักประมาณ มีน้อยแต่พยายามใช้ให้มาก พยายามเอาอย่างคนที่มีเงินมาก เขามีได้ เขาทำได้ ฉันก็ควรมีได้ และทำได้เช่นกัน โดยไม่คำนึงถึงอัตภาพของตนเองเสียก่อน การไม่รู้จักประมาณตัวเองนี้แหละ จะเป็นเหตุนำไปสู่ความเดือดร้อนอย่างที่สุด ทั้ง ๆ ที่ทุกข์ บ่นว่าไม่มีเงิน แต่ตามโรงหนัง โรงละครก็มีคนไปซื้อตั๋วเข้าดูกันแน่น ๆ ทุกโรง และแทบทุกรอบเสียด้วย ถ้าเราไม่ทะเยอทะยานจนเกินพอดี มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน คตินี้เราควรนำมาใช้ไม่ควรเพิกเฉยเสียทีเดียว คนโบราณนี่เขามักพูดอะไรเป็นคติสอนใจเสมอ ถ้ามีน้อยใช้มากในที่สุดก็จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขาต่อไป พอเงินเดือนออก เจ้าหนี้ก็มาทวงเต็มไปหมด น่าละอาย จิตใจเราจะต้องกระสับกระส่าย มองหน้าใครไม่ติด เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลาแล้วร้อนอะไรเล่าจะเท่าเทียมกับ ร้อนเพราะความเป็นลูกหนี้ ถ้าเรารู้จักคำนึงถึงฐานะตัวเอง คำนึงถึงอนาคตของลูกหลานบ้างแล้วอาจทำให้เรารู้จักมัธยัสถ์ขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเหนียวจนดึงไม่ออกเสียทีเดียว เรามีเงินเดือน ๖๐๐ บาทก็อย่าให้ให้เกิน ๖๐๐ บาทถ้าเราจะตามใจตนเอง คือตามใจกิเลสอันได้แก่ตัณหาแล้ว อย่าว่าแต่เงินพันเงินหมื่นเลย เงินล้านก็หาสนองกิเลสตัณหาได้ไม่ ได้เท่านี้ก็จะเอาเท่านั้น ไม่รู้จักสิ้นสุด เมื่อเรารู้ตัวว่าไม่อาจสนองกิเลสได้อย่างแน่นอนเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่เราจะได้ระงับกิเลสไว้บ้าง อย่าพยายามตามใจมันมากนัก ถ้าขืนตามใจกิเลสแล้ว เราย่อมหนีความเดือดร้อนไม่พ้นแน่ นั่นคือเราจะต้องรู้จักประมาณในการครองชีพนั่นเอง จงครองชีพให้สมกับฐานะของตัว

ทุกคนที่เกิดมาแล้ว ต่างก็ต้องการที่จะให้ชีวิตของคนประสบความสุขความเจริญด้วยกันทั้งนั้น โดยฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ครองเรือนซึ่งต้องมีภาระมากมาย ความสุขของฆราวาสหรือผู้ครองเรือนนั้นจะเกิดมีได้ก็เพราะ

๑. มีทรัพย์

๒. รู้จักใช้จ่ายทรัพย์บริโภค

๓. ไม่ต้องเป็นหนี้

๔. ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

ทุกคนต้องยอมรับว่า “การมีทรัพย์” นั้น เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขแน่ เพราะทุกคนที่ดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้มิใช่เพื่อทรัพย์เป็นจุดแรก หรือพอมีทรัพย์เสียแล้วคำพูดดูจะมีน้ำหนักขึ้น แต่การจะมีทรัพย์ได้ก็ต้องประกอบไปด้วย อุฏฐานสัมปทาและอารักขสัมปทา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือต้องขยันแสวงหาทรัพย์ ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบไว้บ้าง ถ้าได้มาเท่าใดใช้หมดเท่านั้นจะมีทรัพย์ได้อย่างไรนอกจากทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่สั่งสมไว้ให้เท่านั้น ถ้ารู้จักหา รู้จักเก็บแล้ว ปัญหาเรื่อง “จน” ก็จะไม่มี แต่ถ้าหากมีทรัพย์แล้วไม่รู้จักใช้ทรัพย์ จะสร้างสุขได้อย่างไร มีแต่จะต้องมัวกังวลเป็นทุกข์เกรงว่าคนอื่นจะมาปล้นสะดม แย่งชิงมากกว่า อาจเป็นอันตรายถึงสิ้นชีวิตเพราะทรัพย์ก็ได้ เมื่อมีทรัพย์แล้วรู้จักเก็บรักษา รู้จักใช้ให้พอเหมาะตามหลัก “สมชีวิตา” แล้ว ปัญหาเรื่องหนี้สินย่อมไม่มีแน่ แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับการรู้จักคบมิตรที่ดีอีกโสดหนึ่งด้วยเพราะมิตรก็เป็นเหตุหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้เรามีหรือจน ถ้าคบคนชั่วเป็นมิตร แม้เราจะเก็บรักษาทรัพย์ไว้ได้ ในที่สุดมันก็จะถูกเผาผลาญไปเพราะสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร จนหมดสิ้น เพราะฉะนั้น ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความสุขให้แก่ชีวิต อย่างที่จะหลีกเลี่ยงหาได้ไม่

แต่การที่จะมีทรัพย์ขึ้นมาได้เพราะความขยันหมั่นเพียร และรู้จักเก็บรักษาไว้นั้น ก็ต้องมีข้อแม้เหมือนกันว่า ความขยันหมั่นเพียรนั้นก็ต้องเป็นไปในทางที่ชอบธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่ขยันในการค้าฝิ่น ขยันในการนำสินค้าหลบหนีภาษีเข้ามา ขยันในการคตโกง ปล้นสะดม ต้องขยันในทางที่ถูกต้องตามคลองธรรมเท่านั้น คือไม่ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม การที่รุ่มรวยมาในทางที่ไม่ชอบนั้น ไม่ใช่เหตุที่จะก่อให้เกิดความสุขตลอดไปดอก ถ้ายังมีอำนาจวาสนาอยู่ อำนาจอาจคุ้มครองอยู่ได้ แต่ทุกอย่างในโลกนี้มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนบ้าง เดี๋ยวมี เดี๋ยวจน เดี๋ยวมียศอำนาจวาสนา เดี๋ยวไร้ยศหมดอำนาจวาสนา ฯลฯ ถ้าหมดยศหมดอำนาจวาสนาเมื่อใด ความชั่วที่ตัวทำไว้ก็โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เมื่อนั้นเข้าทำนอง “น้ำลด ตอผุด”นั่นเอง ฉะนั้นการประกอบการงานซึ่งชอบธรรมเท่านั้นที่จะสร้างความสุขให้แก่ชีวิตตลอดไป แม้จะรุ่มรวยไม่ทันอกทันใจก็ตาม แต่ก็เป็นความรุ่มรวยที่ตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคงจริง ๆ ซึ่งดีกว่าก่อให้เกิดจากอำนาจวาสนาโดยไม่ชอบธรรม

เมื่อได้พูดถึงความทุกข์ในด้านเศรษฐกิจ และได้หาวิธีแก้ไขให้ตามแบบของชาวพุทธพอสมควรแล้ว ปัญหาประเด็นต่อไปที่ควรจะได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็คือปัญหาที่ว่า “ความทุกข์อันเกิดเพราะศีลธรรมเสื่อมทราม”

            เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า ศีลธรรมของชาติได้เสื่อมทรามลงทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ศีลธรรมยิ่งเสื่อมทรามลงตามลำดับ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า สมัยนี้โลกของเราได้วิวัฒนาการไปมากในด้านวัตถุ การคมนาคมระหว่างประเทศก็นับว่าสะดวกยิ่งขึ้น เราอาจเดินทางไปรอบโลกโดยใช้เวลาเพียง ๔ – ๕ วันเท่านั้น สมัยก่อนนั้นเพียงแต่เราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก็ต้องใช้เวลาแรมเดือนเดี๋ยวนี้ถ้าเราไปโดยรถไฟก็ใช้เวลาไม่ถึง ๒๐ ชั่วโมง ถ้าไปเครื่องบินก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า “สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์” เช่นเดียวกัน การคมนาคมของโลกเจริญขึ้น ทำให้เราสามารถติดต่อไปมาหากันได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นเราก็สามารถถ่ายความรู้สึก วัฒนธรรม อารยธรรม ตลอดจนหายนธรรมให้แก่กันได้ง่ายขึ้นตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว สมัยก่อนนั้น เมื่อ

การคมนาคมยังไม่เจริญอย่างในปัจจุบันนี้ เชียงใหม่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “เมืองแห่งคนใจบุญสุนทาน” ไม่มีอันธพาลก่อความวุ่นวาย แต่เมื่อการคมนาคมสะดวกขึ้น อารยธรรมและหายนธรรมจากเมืองหลวงก็แผ่ขยายมาถึงเชียงใหม่สะดวกขึ้น และมาในรูปแปลก ๆ เช่น ในรูปของการเต้นรำบ้าง ในรูปของหนังสือเลว ๆ ที่เป็นไปในทำนองส่งเสริมอาชญากรรมแบบต่าง ๆ บ้าง ในรูปของความคิดที่แหวกม่านประเพณีบ้าง ในที่สุดก็ปรากฏว่า เชียงใหม่กลับเกิดมีแก๊งอันธพาล คือ แก๊งอินทรีขาวขึ้น ก่อกวนความสงบสุขของพี่น้องทั่ว ๆ ไป หายนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เคยปรากฏมีมาแต่ก่อนเลย แต่ขณะนี้ได้หลั่งไหลขึ้นไปสู่เชียงใหม่ “เมืองแห่งเอื้องงาม และคนใจบุญ” แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะความเจริญของการคมนาคมนั่นเอง เหตุการณ์อย่างนี้มิได้มีเฉพาะที่เชียงใหม่แห่งเดียวยิ่งในกรุงเทพฯ นครหลวงด้วยแล้วยิ่งมีมากขึ้น เกือบจะกล่าวได้ว่าเป็นศูนย์กลางทั้งในด้านศิลปวิทยาการ อารยธรรม วัฒนธรรมแบบต่าง ๆ และทั้งในด้านหายนธรรมในแบบของอาชญากรรมในรูปแปลก ๆ และในศิลปะแบบแปลก ๆ ที่บรรพบุรุษของเราไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย เช่น ศิลปะในการเต้นรำแบบโลดโผนโจนทะยานเช่น จิตเตอร์บัก ร็อกเอนโรล เป็นต้น จนบางที่เราก็เกิดจะแยกไม่ออกว่า เป็นคนเมืองหรือคนป่าคนดอยกันแน่ เพียงแต่เสื้อผ้าเท่านั้นที่เราพออนุมานได้ว่า พวกเธอคือชาวเมือง

ศิลปะต่าง ๆ ย่อมเหมาะสมกับชาติหนึ่ง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่หมายความว่าจะเหมาะไปเสียทุกหนทุกแห่งไป แต่โดยเหตุที่ศิลปะเหล่านั้นเกิดในประเทศที่เขายกย่องว่าเป็นมหาอำนาจ เราจึงพลอยเห็นว่าดีงามไปด้วย ทั้ง ๆ ที่มันได้ทำลายอารยธรรมวัฒนธรรมของชาติอย่างหนัก ในที่สุดเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธกลับเต็มไปด้วยศิลปะระบำเปลือยแบบแปลก ๆ ที่หลั่งไหลมาจากตะวันตกบ้าง ฮ่องกงบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ตามท้องตลาดก็เต็มไปด้วยหนังสือที่เป็นไปในทำนองส่งเสริมกามารมณ์มากมาย โดยเหตุนี้เองสถิติโรงแรมในเมืองไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ จึงมีมากมายผิดหูผิดตาทีเดียวและความหมายของโรงแรมซึ่งเดิมเขาหมายถึงที่พักแรมชั่วคราวนั้นกลับกลายเป็นที่สำหรับบำบัดความใคร่ชั่วคราวของคนที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้เจริญไปฉิบ ความหมายของคำว่า “โรงแรม” ได้ผันแปรไปนับตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมาทีเดียว จนกระทั่งผู้ที่หวังจะไปพักโรงแรมด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรี เพราะเกรงคนเขาจะเข้าใจว่าเป็นหญิงประเกท “ประดับเมือง” ไม่โดยอาชีพก็โดยสมัครเล่นน่าอนาถ!

การณ์ที่ได้เป็นไปอย่างนี้ ถ้าเราจะมองดูเพียงผิวเผินแล้ว เราก็ต้องโทษว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมตะวันตกนั่นเองได้หลั่งไหลเข้ามาทำลายจิตใจและอารยธรรมวัฒนธรรมตั้งเดิมของไทยเรา แต่ถ้าเราจะคิดให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าเป็นความผิดของเราเองต่างหาก ที่มิได้หาทางป้องกันไว้ให้ดีเสียก่อน เปรียบเสมือนว่าเมื่อเรามีร่างกาย

อ่อนแอ พอโรคระบาดเข้ามา เราก็มักจะติดโรคนั้น แต่ถ้าร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว โรคระบาดจะไม่มีโอกาสเข้ามาพ้องพานเราเลยก็ได้ ข้อนี้ฉันใด การที่วัฒนธรรมตะวันตกบางอย่างได้เข้ามาทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของเรานั้น ก็เพราะเรามิได้หาทางป้องกันไว้ก่อนเรายังไม่สามารถปลูกฝังวัฒนธรรมของเราให้เข้าสู่จิตใจเยาวชนของเราได้ดีนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นเราเองยังดูหมิ่นเหยียดหยามวัฒนธรรมของเราเองเสียอีก หาว่าเก่าคร่ำครีไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำของเยาวชนของชาตินั้น เวลามีงานรื่นเริงแต่ละครั้ง แทนที่เราจะได้เห็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมเก่า ๆ ที่ดีงามของเราขึ้นมาแสดงกันบ้าง เราจะพบแต่การเต้นรำ และศิลปะแบบตะวันตกในรูปต่าง ๆ โดยเห็นว่าเป็นการโก้เก๋ นี่หรือผู้ที่จะเป็นผู้นำของชาติ ยิ่งกระทรวงวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ น่าจะหันมาสนใจในวัฒนธรรมไทย และฟื้นฟูสนับสนุนให้เป็นการเชิดชูเกียรติของชาติกลับหันไปทำสิ่งที่ไร้สาระไม่สมกับเอาคำว่า “วัฒนธรรม” มาใช้เป็นชื่อกระทรวง ชื่อสภาเลยมิหนำซ้ำบางทียังเป็นหัวหน้าในการทำลายวัฒนธรรมของชาติอีกซ้ำไปโดยการส่งเสริมและรับเอาวัฒนธรรมของชาติอื่นมาแสดงเสียอีก

นอกจากนั้นเรื่องภาพยนตร์ประเภทที่ส่งเสริมอาชญากรรมและส่งเสริมกามารมณ์ก็มีมากขึ้นอย่างหนาตา ทั้งที่มาจากตะวันตกและที่ผลิตขึ้นโดยคนไทยในเมืองไทยเอง เราจะพบแต่ภาพยนตร์ไทยประเภท “อ้ายเสือ” ทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีบทโรมานซ์กันอย่างเกินขนาด บางที่อาจจะยิ่งกว่าภาพยนตร์โรมานซ์ของตะวันตกเสียอีก อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่องเล็บครุฑ และ มังกรแดง เป็นต้น ทำให้เด็กรุ่น ๆ ของเราซึ่งมีจิตใจอ่อนไหวง่ายและพลอยเอาอย่างไปด้วยคนที่มีเงินสร้างโรงแรมแล้วมีหวังรวยแน่ คดีฆ่าตัวตายบ้าง คดียิงทิ้งบ้าง คดีรีดลูกบ้าง จึงมักปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำทุกวัน บางทีคดีเหล่านี้บังเกิดแก่เยาวชนของชาติทั้ง ๆ ที่อยู่ในแบบฟอร์มของความเป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษาก็มี น่าอนาถใจ!

จากสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในทำนองทำลายอย่างนี้ ถ้าจะประมวลกันเข้าแล้วก็พอจะค้นหาสาเหตุได้อยู่ว่า มันเนื่องมาจากอะไรแน่ข้อนี้ความจริงก็ขึ้นอยู่กับ การศึกษา นั้นเอง เรายังดำเนินการศึกษาไม่ถูก และก็ดำเนินการผิด ๆ มานานแล้ว ตามโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เราขาดการอบรมสั่งสอนในด้านจริยศึกษาอย่างถึงขนาดนั่นเอง แม้เราจะมีหลักสูตรกำหนดไว้ แต่ก็ สักว่ามีเท่านั้นเอง เราไม่ดำเนินการอย่างจริงจังเลย ทั้ง ๆ ที่จริยศึกษา มีความสำคัญต่อชาติมากที่สุด และเราจะต้องใช้กันเป็นประจำทุกเวลา แต่เราก็มิได้เหลียวแลกันเลย หรือถึงจะมีครูแต่ก็ไม่ถึงขนาดเพราะครูเองก็รู้งู ๆ ปลา ๆ หรือไม่รู้เลย แล้วจะสอนเด็กให้รู้เรื่องได้อย่างไร แถมครูก็ยังทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่เด็กไม่ได้อีก ชั่วโมงศีลธรรม จึงเป็นชั่วโมงที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดถ้าเราจะเปรียบการศึกษาเสมือนการสร้างตึกแล้ว จริยศึกษาก็เปรียบเสมือนการวางเข็มตึก ความมั่นคงของตึกอยู่ที่เข็มนั่นเองถ้าเข็มสั้นไป เล็กไป หรือน้อยเกินไป ก็ไม่มีกำลังพอที่จะรับน้ำหนักของตึกได้ ในที่สุดตึกก็อาจพังลงมา หรืออาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ที่จะเข้าไปพักอาศัย ทั้ง ๆ ที่เข็มนั้นคนก็มองไม่เห็นเลย แต่ใครจะปฏิเสธเล่าว่าเข็มไม่สำคัญสำหรับตึก การที่ตึกอันตระหง่านเทียมฟ้าจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงก็เพราะ เข็ม นั่นเอง แต่น้อยคนนักจะมองเห็นคุณค่าของเข็ม โดยมากมักจะมองดูแต่ความใหญ่โตมโหหารของตึกเพียงแง่เดียว ไม่เคยมีใครเลยที่จะถามว่า ตึกหลังนี้ใช้อะไรทำเป็นเข็ม ใหญ่ยาวขนาดไหน ราคาเท่าไร มีแต่ถามว่าตึกนี้ใครเป็นผู้ออกแบบ ใครเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เพอร์นิเจอร์นี้สั่งทำมาจากไหน ฯลฯ น่าสงสาร เข็ม เหลือเกิน การศึกษาก็เช่นเดียวกัน เรามิได้คำนึงถึง จริยศึกษา เท่าใดนัก มีแต่คอยดูกันว่า คนนั้นเป็นบัณฑิต มหาบัณฑิต หรือดุษฎีบัณฑิตทางไหน กฎหมายหรืออักษรศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ ฯลฯ มิได้มีใครสนใจถามเลยว่า ผู้นี้เป็นบัณฑิต มหาบัณฑิต หรือดุษฎี บัณฑิตทางจริยศึกษาบ้างหรือเปล่า เมื่อเรามองผ่าน จริยศึกษาซึ่งเปรียบเสมือน เข็ม เสียแล้ว คุณค่าของจริยศึกษาจึงไม่ปรากฏแก่ชาวโลก แม้กระทรวงศึกษาธิการเองก็ให้ความสำคัญแก่จริยศึกษาเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้นเอง ขนาดคนที่เป็นผู้กำบังเหียนการศึกษของชาติยังมีความคิดเช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรประชาชนก็จะต้องทนรับกรรมต่อไปไม่รู้จักสิ้นสุด เราเรียนแต่แก้ไม่รู้จักกันไว้ก่อน จึงลำบาก เราจึงต้องมีกฎหมาย มีตำรวจ มีศาล มีผู้พิพากษา ออกเต็มบ้านเต็มเมือง นี่เป็น ระบบแก้ ไม่ใช่ ระบบกัน มีภาษิตฝรั่งอยู่บทหนึ่งว่า Prevention is better than cure. แปลว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นี่เป็นความคิดเห็นที่ต้องกับหลักพระพุทธศาสนาทีเดียว ทำไมเราจึงไม่เอา ระบบกัน มาใช้บ้าง หรือเกรงว่าผู้พิพากษาจะหมดอาชีพไป นี่หรือสมองปัญญาชนที่เราได้มอบความไว้วางใจให้ปกครองประเทศ ถ้าเราไม่แก้เรื่องการศึกษาให้ถูกต้องแล้ว อย่างอื่น ๆ ก็พลอยเสียหายไปด้วย คนเราขาดการศึกษาที่ถูกต้องเสียอย่างเดียวแล้ว แม้จะมีความรู้มากแค่ไหนเพียงใดก็ตาม เขาก็จะเอาความรู้นั้น ๆ ไปใช้ในทางทำลายกัน ในทางคตโกงกันมากกว่า

ในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชเจ้า เป็นผู้มีสายพระเนตรอันไกลยิ่ง ทรงพิจารณาเห็นว่า การศึกษาในเรื่องจริยธรรมมีความสำคัญยิ่งเป็นอันดับหนึ่งจึงได้ประกาศ พระบรมราชโองการตั้ง “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ขึ้น ณ วัดมหาธาตุ ให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) นับเป็นเวลาถึง ๖๒ ปีแล้ว แต่ในเวลานั้นเราหาคณะสงฆ์ที่เห็นการณ์ไกลอย่างพระองค์ไม่ได้ กิจการในด้านมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงชะงักงันมา เพราะถูกปฏิกิริยาจากพวกหัวเก่า ๆ ในวงการคณะสงฆ์มาก เราน่าจะได้คิดว่า ทำไมพระปิยมหาราชเจ้าจึงทรงดำริตั้งมหาวิทยาลัยสำหรับคณะสงฆ์ก่อนที่จะตั้งมหาวิทยาลัยโลก ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของศาสนาของจริยธรรม ว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศชาติมาก เพราะถ้าคนเรามีธรรมประจำใจสูงพอแล้ว แม้ต่อไปจะมีอำนาจวาสนาแค่ไหนเพียงไรก็ตาม เขาก็จะไม่เอาความรู้นั้นไปใช้ในการคตโกงกัน แม้จะมีโอกาสที่จะคตโกงได้ก็ตาม ทั้งนี้เพราะจิตสำนึกในธรรมคอยเหนี่ยวรั้งจิตใจอยู่เสมอนั่นเอง คนเราถ้าขาดศีลธรรมแล้วก็เปรียบเสมือนเรือที่ปราศจากหางเสือ ย่อมลอยละล่องไปตามแรงลม แรงคลื่น หาความแน่นอน ความมั่นคงไม่ได้ น่ากลัวอันตรายจริง!

การที่องค์พระปิยมหาราชเจ้าทรงมองเห็นการณ์ไกลเช่นนั้นก็เพราะพระองค์ได้เจริญรอยตามยุคลบาทของพระพุทธองค์นั่นเองเพราะระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น มี ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นต้นด้วย ศีล หรือ จริยศึกษา ก่อน ปัญญา หรือพุทธิศึกษา เอาไว้ทีหลัง เพราะคนเราถ้ามีศีลธรรมดีแล้ว แม้จะให้ความรู้มากเท่าไร ๆ ก็ย่อมไม่เป็นภัยแก่สังคม แต่คนที่มี ปัญญา ถ้าขาด ศีล เสียแล้ว น่ากลัวมาก น่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ที่ดุร้ายใด ๆ ทั้งหมด เพราะคนประเภทนี้ก่อความเดือดร้อนให้แก่คนทุกคน กัดคนไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จึงนับว่าองค์พระปิยมหาราชเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ที่สุขุมคัมภีรภาพจริง ๆ ทรงมองเห็นการณ์ไกลมาก มีนักการศึกษาหน้าไหนบ้างในโลกนี้ที่คิดจะเจริญรอยตามพระองค์ท่าน มีแต่นักการศึกษาจอมปลอมที่สวมตำแหน่งเพื่อกอบโกยผลประโยชน์มากกว่า เมื่อไรเราจะแก้ไขกันเสียที

วิธีแก้ไขนั้น ถ้าหากรัฐจะร่วมมือกับทางศาสนาอย่างใกล้ชิดและให้การสนับสนุนพอสมควรแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ยากอะไรเลยนั่นคือรัฐต้องแก้วิธีการในระบบการศึกษาเสียใหม่ รัฐควรส่งเสริมจริยศึกษา ให้มากกว่านี้ รัฐควรให้ความสนับสนุนการศึกษาในด้านพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้มากกว่านี้เพราะงบประมาณที่รัฐให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ปีละ ๘ หมื่นบาท ทั้ง ๆ ที่กิจการนี้มีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมหันต์นั้น เป็นการให้อย่างเสียไม่ได้มากกว่า แสดงว่ารัฐมองไม่เห็นความสำคัญของจริยศึกษาเลย รัฐมองไม่เห็นความสำคัญของศาสนาแม้แต่น้อยงบประมาณ ๘ หมื่นบาทต่อปี กับสถิตินิสิตนักศึกษาประมาณพันเศษ ครู อาจารย์อีก ๑๐๐ เศษ นั้น สมดุลกันแล้วหรือ รัฐน่าจะลองเอาไปดีดลูกคิดเสียใหม่ เราขอฝากให้รัฐบาลเอาไปคิดเป็นการบ้านด้วย

ถ้าหากรัฐจะขอความร่วมมือจากวงการคณะสงฆ์ หรือจากมหาวิทยาลัยสงฆ์แล้ว เรื่องนี้ก็คงไม่ลำบากอะไร และอาจใช้งบประมาณที่ถูกมากอีกด้วย และงานประเภทนี้ ทางมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็กำลังดำเนินการอยู่แล้ว โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมศีลธรรมตามโรงเรียนต่าง ๆ เท่าที่พอมีกำลังจะทำได้ นอกจากนั้นยังได้เปิดการอบรมนักศึกษาภายนอกทุกวันพระ และวันอาทิตย์ด้วยละยิ่งกว่านั้นยังได้เปิดการอบรมเด็กโดยเฉพาะแบบ Sunday School ทุกวันอาทิตย์ ที่มหาจุฬาฯ วัดมหาธาตุ ปรากฏว่าได้รับการสนใจจากเด็กและผู้ปกครองของเด็กมาก รัฐไม่น่าจะมองผ่านไปเสีย งานนี้ถ้ารัฐให้ความร่วมมือแล้ว อาจขยายออกไปได้อย่างกว้างขวาง ไม่มีที่สิ้นสุดทีเดียว เราควรปลูกฝังศีลธรรมให้แก่เยาวชนของชาติเสียแต่เล็ก ๆ เพราะ “ไม้อ่อนนั้นดัดง่าย” ถ้าปล่อยให้แก่เสียก่อนแล้วดัดยากมาก เพราะบางทีอาจหัก และทำให้มือผู้ดัดพลอยบาดเจ็บไปด้วยก็ได้

หากรัฐบาลกับคณะสงฆ์จะได้ร่วมมือกันตั้งองค์การอบรมครูจริยศึกษาขึ้นโดยเฉพาะก็จะดีมาก เพราะครูที่สอนวิชาต่าง ๆ นั้นจะต้องเชี่ยวชาญในวิชานั้น ๆ โดยเฉพาะจริง ๆ เช่น ครูคำนวณ ครูวิทยาศาสตร์ ครูภาษาอังกฤษ เป็นต้น แต่ครูศีลธรรมโดยเฉพาะของเราไม่มี จึงต้องจับเอาเป็ดไปขันแทนไก่ไปพลางก่อน หรือเมื่อยังไม่อาจตั้งองค์การได้ ก็ควรขอความร่วมมือไปยังคณะสงฆ์ ให้ท่านไปอบรมศีลธรรมตามโรงเรียนต่าง ๆ บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้เด็กได้ใกล้ชิดพระ รู้จักศาสนามากขึ้น พร้อมกันนั้นก็ควรส่งเสริมการศึกษาในรูปมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้มากกว่านี้ เพราะบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงฆ์นี้แหละ ที่จะช่วยในด้านการอบรมศีลธรรมได้มากเป็นพิเศษ เพราะท่านได้ศึกษาทั้งทางคดีโลก คดีธรรมมาแล้ว ย่อมสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กได้ดี การสอนศีลธรรมระบบเก่า ๆ เช่น การนิมนต์พระไปเทศน์นั้น ควรเลิกได้แล้ว เพราะไม่ได้ผลอะไรเลย นอกจากทำให้เด็กง่วงนอนเบื่อหน่าย แล้วก็เลยไม่อยากเข้าวัดอีก เราควรเปลี่ยนวิธีการอบรมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เรื่องนี้ทางมหาจุฬาฯ ได้ประสบผลสำเร็จมาแล้ว จนกระทั่งทำงานกันแทบไม่ไหวเสียอีก ทั้งนี้เพราะรัฐไม่ได้เหลียวแลนั่นเอง รัฐได้มองข้ามเข็มของตึก ไปเสียแล้ว แล้วเมื่อไรหนอเมืองไทย เมืองพุทธจะกลับมีความสงบสุขขึ้นมาอีกเหมือนอดีต นี่เป็นเรื่องที่พระช่วยได้อย่างสบายทีเดียว และรัฐก็ควรปรับปรุงการให้คะแนนวิชาจริยศึกษาเสียใหม่ เพื่อเป็นกำลังใจแก่เด็กบ้าง เพราะในความคิดเห็นของเด็กนั้นถือว่าวิชาไหนคะแนนมาก วิชานั้นแหละสำคัญ เพราะเด็กต้องการสอบไล่ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้นรัฐจึงควรใช้ระบบ “หนามยอก เอาหนามบ่ง” นั่นคือ เพิ่มคะแนนวิชาศีลธรรมให้มากขึ้น อย่างน้อยก็ควรให้เท่าวิชาคำนวณ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ ฯลฯ นี่ก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้การสอนวิชาศีลธรรมได้ผลมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐ

ว่ารัฐจะต้องการคนดีจริง ๆ หรือต้องการคนเลว แต่ธรรมดานั้นคนเลวก็ชอบสังสรรค์กับคนเลวเสมอ ถ้ารัฐต้องการคนเลว ไม่มีศีลธรรม ก็คงหมายความว่าตัวรัฐบาลเองก็คงเป็นคนเลว ๆ ไร้ศีลธรรมไปด้วยแน่!

วิธีแก้จึงขึ้นอยู่ที่ว่า จะต้องส่งเสริมในด้านจริยศึกษาอย่างจริงจัง และรัฐจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย รัฐบาล และคนของรัฐบาลเองเลิกโกง เลิกกิน เลิกใช้อำนาจบาตรใหญ่กับราษฎรเสียที ถ้าหัวแถวไม่ดีแล้วจะให้ลูกแถวดีได้อย่างไร เพราะปลายแถวย่อมดูต้นแถวเสมอ ถ้ารัฐอยากเห็นเยาวชนของชาติเต็มไปด้วยศีลธรรมแล้ว รัฐเองก็ควรทำตัวให้เป็นคนมีศีลธรรม ให้เป็นแบบฉบับของเด็กด้วย เพราะลูกวัดเป็นเครื่องวัดสมรรถภาพของสมภารนักเรียนเป็นเครื่องวัดสมรรถภาพของครูฉันใด ประชาชนก็เป็นเครื่องวัดสมรรถภาพของรัฐบาลฉันนั้น เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฐบาลเองว่าจะเลือกเอาอย่างไหนกันแน่!

เมื่อพูดถึงเรื่อง “ความทุกข์อันเกิดเพราะศีลธรรมเสื่อมทราม” โดยชี้ให้เห็นถึงเหตุที่ทำให้ศีลธรรมเสื่อมทรามแล้ว ก็ควรสรุปลงได้ว่า การแก้ทุกข์ในเรื่องนี้ก็คือ “ต้องแก้ที่ต้นหตุของทุกข์ ไม่ใช่แก้ที่ตัวทุกข์เอง” เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือรัฐต้องแก้ระบบการศึกษาเสียใหม่ และรัฐต้องปรับปรุตัวเองให้เป็นผู้นำที่ดีของประชาชนต่อไป

ต่อนี้ไปก็ควรจะได้พูดถึงปัญหาสุดท้าย คือปัญหาที่ว่า “ความทุกข์อันเกิดจากลัทธิการเมือง”

เรื่อง “ลัทธิ” หรือ “ความเห็น” นี้ ความจริงนั้นได้มีมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลเสียอีก แต่ลัทธิต่าง ๆ ในสมัยนั้นล้วนเป็นลัทธิทางปรัชญาหรือศาสนาแทบทั้งนั้น แม้จะมี “การเมือง” ปนอยู่บ้างก็ไม่มากนัก ลัทธิที่เกี่ยวกับการเมืองเพิ่งมีมากขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่เอง บางลัทธิก็หนักไปในทางเศรษฐกิจ บางลัทธิก็หนักไปในทางชาตินิยม บางลัทธิก็เป็นไปในทางจักรวรรดินิยม บางลัทธิก็เป็นไปในทางสังคมนิยม บางลัทธิก็เป็นแบบเผด็จการ บางลัทธิก็เป็นประชาธิปไตย หัวหน้าแต่ละลัทธิก็พยายามโฆษณาว่าลัทธิของตนเท่านั้นดี ลัทธิอื่นนั้นไม่ดี ลัทธิของคนเท่านั้นที่จะช่วยยกระดับสังคมให้สูงขึ้น ลัทธิต่าง ๆ เหล่านี้ได้พยายามรณรงค์กันด้วยลมปากบ้าง โดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์บ้าง พิมพ์ออกเป็นรูปเล่มบ้าง ซึ่งก็จัดว่าเป็น “สงคราม” อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่สงครามที่ใช้อาวุธปืนผาหน้าไม้อะไร เป็นเพียง “สงครามปาก” หรือ “สงครามเย็น” เท่านั้นเอง แต่ก็เพราะสงครามเย็นนี่เอง หนัก ๆ ก็เป็นสงครามร้อน สงครามที่ต้องล้างผลาญกันด้วยอาวุธมหาประลัยต่าง ๆ อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โลกมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้และก็คงลุกลามรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ยุติลงแล้ว ลัทธิต่าง ๆ ก็สลบซบเซาไปมากมาย ค่ายเล็กค่ายน้อยก็พลอยถูกยุบไปด้วยเหลือค่ายใหญ่ ๆ อยู่ด้วยกัน ๒ ค่ายคือ ค่ายเสรีประชาธิปไตย กับ ค่ายคอมมิวนิสต์ ทั้งสองค่ายนี้ต่างก็มีกองเชียร์ฝ่ายละมาก ๆ ถ้าสงครามระหว่าง ๒ ค่ายนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ก็คงหมายถึงว่าสงครามจะต้องแผ่ไปทั่วทุกมุมโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยเรา แม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ปกครองแบบประชาธิปไตย และสังกัดอยู่ในค่าย “เสรีประชาธิปไตย” ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่อยู่ในขณะนี้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นในเมืองไทยก็มีพรรคการเมืองต่าง ๆ มากมายหลายสิบพรรค บ้างก็มีนโยบายคล้ายคลึงกัน บ้างก็มีนโยบายตรงกันข้ามทีเดียว เวลาหาเสียงแต่ละครั้งก็มักโฆษณาทับถมซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา อันผิดวิสัยของนักการเมืองที่ดี ความคิดเห็นอันขัดแย้งกันนี้เองก็ก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในเมืองไทย เพราะนักการเมืองของเราขาดอุตมคติของนักการเมืองที่ดี ชอบเอาเรื่องส่วนตัวมาโฆษณาทับถมกัน นักการเมืองของเราขาดอุดมคติ ย่อมหันเหไปง่าย ๆ เพราะอำนาจของอามิสอันนี้แหละที่เป็นภัยสำหรับการปกครองในระบบพรรค ทำให้กระบวนการการเมืองของเราเต็มไปด้วยการสับสนจับต้นชนปลายไม่ติด และยังมีการเอาระบบ “อภิสิทธิ์ – อิทธิพล” มาไว้ในวงการเมืองอีกด้วย จึงก่อให้เกิดศัตรูกันอยู่ทั่วไป ทำให้ประชาชนขาดหลักที่จะยึดถือ เมื่อประชาชนไม่มีหลัก เพราะผู้ใหญ่ไม่เป็นหลักแล้วประชาชนก็หลักลอย เมื่อหลักลอยก็เปรียบเสมือนว่าวที่ขาดลอยย่อมล่องลอยไปตามกระแสลม ปราศจากจุดหมายปลายทาง ย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติเป็นอย่างมาก

เมื่อนักการเมืองของเราปราศจากอุดมคติ คอยแต่จะหาทางกอบโกยกันอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็ไม่เป็นอันที่จะทำอะไรตามอุดมคติของตน ไม่พยายามที่จะเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนได้ เมื่อตัวแทนของประชาชนไม่ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้วางใจจากประชาชนแล้วประชาชนย่อมขาดที่พึ่ง แม้จะมีทุกข์อย่างไร ก็ไม่มีใครเหลียวแลเพราะบรรดาท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย มัวไปคำขายอภิสิทธิ์กันเสียหมด จึงเท่ากับทับถมกองทุกข์ให้แก่ประชาชนมากขึ้น แทนที่จะทำหน้าที่บรรเทาทุกข์อำนวยสุขให้แก่ประชาชน กลับเป็นกอบโกยสุขโดยสร้างทุกให้แก่ประชาชนยิ่งขึ้น เราจะทำอย่างไรกับนักการเมือง หรือลัทธิการเมืองเหล่านี้ พระพุทธศาสนาจะช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชนในเรื่องนี้ได้อย่างไร

ในฐานะที่พระเป็นคนของประชาชน พระย่อมเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทุกชั้นวรรณะ ถ้าพระจะทำตัวให้เหมาะสมกับภาวะของตนแล้ว ก็อาจเป็นสื่อกลางที่คอยแนะนำนักการเมืองที่กำลังออกนอกสู่นอกทางให้หันเข้าสู่แนวทางได้ อย่างเช่นคณะสงฆ์พม่าได้เคยเป็นคนกลางประนีประนอมนักการเมืองของพม่า ที่กำลังจะแตกแยกกันให้ตกลงกันโดยสันติวิธีได้ แต่นั่นแหละ พระต้องทำได้ให้เป็นผู้ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือด้วย นั่นขึ้นอยู่กับการวางตัวของพระ ไม่ใช่ทำตัวให้ฝักใฝ่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดข้องใจในหมู่นักการเมืองขึ้น และศรัทธาปสาทะของเขาที่มีต่อพระก็จะลดน้อยถอยลงตามลำดับ คำพูดของพระก็จะไม่หนักแน่นพอ จึงควรที่พระจะได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ให้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนทุกฝ่ายทุกชั้นวรรณะ ถ้าพระวางตัวได้เช่นนี้การที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คงไม่ยากนัก พระจะต้องพยายามทำหน้าที่อบรมนักการเมืองให้เห็นคุณค่าของสามัคคีธรรม ให้เห็นว่าประโยชน์ของส่วนรวมสำคัญกว่าส่วนตัว ไม่ใช่ว่าพอมีโอกาสก็กอบโกยกันเข้าทำนองว่า “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” ประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไรก็ช่าง.

 

 

 

 

 

๕ มกราคม ๒๕๐๑