พระพุทธศาสนา กับ โลกปัจจุบัน

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

*พระพุทธศาสนาอันได้แก่คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นนับว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีอายุกว่า ๒๕๕๐ ปีแล้ว และถือกันว่าเป็นศาสนาที่สำคัญที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก มีผู้นับถือหลายร้อยล้านคน แพร่กระจายไปเกือบทุกมุมโลก ในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน ในบางครั้งก็อดวิตกกังวลไม่ได้ว่า พระพุทธศาสนาจะมีอายุยั่งยืนต่อไปได้อีกไม่กี่มากน้อยทั้งนี้ก็เพราะโลกเราเจริญในด้านวิชาการต่าง ๆ มากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็เป็นศาสนาที่สอนให้คนมีเหตุผล รู้จักใช้เหตุผล แต่ศาสนาส่วนใหญ่นั้นถือเรื่องศรัทธาเป็นหลักมากกว่าเหตุผล เมื่อคนมีเหตุผลมากขึ้น อะไรที่บังคับให้ใช้แต่ศรัทธาอย่างเดียวก็ย่อมไม่เป็นที่สบอัธยาศัยของเขาและในที่สุดก็อาจบังเกิดความเบื่อหน่ายต่อศาสนาที่สอนให้ใช้ศรัทธาอย่างเดียว และในขั้นสุดท้ายก็อาจประณามศรัทธาว่าเป็นยาเสพติดที่ไม่ได้ให้คุณอะไรเลย มีแต่โทษถ่ายเดียวก็ได้ ในเรื่องนี้ทำให้อดนึกถึงอนาคตของพระพุทธศาสนาเสียมิได้ว่าจะตกอยู่ในสถานะเช่นนั้นด้วยหรือไม่

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเองก็เป็นพุทธศาสนิกชนมาแต่กำเนิดจึงได้ชื่อว่านับถือพระพุทธศาสนามาตามบรรพบุรุษเท่านั้นเองแต่ทว่าข้าพเจ้าออกจะโชคดีอยู่หน่อยที่ได้มีโอกาสคลุกคลีกับพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลานาน และได้มีโอกาสศึกษาศาสนาและปรัชญาอื่น ๆ อีกมาก จึงได้เกิดเปรียบเทียบความดีเด่นของพระพุทธศาสนากับศาสนาและปรัชญาอื่น ๆ ดูตามสติปัญญา ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าแน่ใจและภูมิใจว่าตนเองมีโชคอยู่มากที่ได้มาเกิดในพระพุทธศาสนาได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับพระพุทธศาสนา และสามารถเรียกตนเองได้ว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงโดยไม่กระดากใจอะไรหรือเป็นเหตุทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเช่นนั้น?

                                            

*เรื่องนี้ได้เขียนให้แก่สมาคมนักเรียนไทยในประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ข้าพเจ้าเห็นว่ามีประโยชน์ จึงได้นำมาตีพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าหากเราจะพิจารณาดูประวัติและคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วจะเห็นว่าทั้งประวัติและคำสอนของพระองค์นั้นวิเศษเหนือศาสดาหรือปรัชญาเมธีอื่น ๆ มากมายทีเดียว พระองค์ทรงมีประสบการณ์ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างหาผู้เสมอเหมือนมิได้ในฐานะที่พระองค์ทรงถือกำเนิดในวรรณะกษัตริย์ จึงทรงอยู่ในฐานะ

ที่ดีกว่าศาสดาอื่น ๆ มาก เพราะพระองค์ได้ทรงมีโอกาสศึกษาศิลปศาสตร์ทุกแขนงเท่าที่จำเป็น สำหรับบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบในการปกครองประเทศชาติในระบอบประชาธิปไตยต่อไป พระองค์ได้มีโอกาสศึกษาทั้งในทางยุทธวิธี การปกครอง การคำนวณ การศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้พระองค์ทรงเป็นหลักชัยของประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ได้ศึกษาแล้วพระองค์ก็ทรงอภิเษกสมรสและทำหน้าที่ช่วยเหลือพระราชบิดาในด้านการปกครอง ทำให้พระองค์ได้ทรงผ่านชีวิตโลกียวิสัยเยี่ยงชายชาตรีอย่างเต็มที่ และทรงมีประสบการณ์ในด้านการบริหารหมู่คณะเป็นอย่างดี ซึ่งความชำนิชำนาญในเรื่องต่าง ๆ ทางโลกนี้แหละ ที่พระองค์ได้ทรงนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารคณะสงฆ์ในโอกาสต่อมา

เท่าที่เราทราบจากหนังสือพุทธประวัตินั้น ก็ปรากฏว่าก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ทรงพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เกิดความสังเวชสลดจิตที่ทราบว่าทุกคนจะต้องเป็นเช่นเดียวกันหมด แม้แต่พระองค์เองก็ทรงหนีไม่พ้น ต่อมาได้พบนักบวช จึงทรงคิดว่านี่แหละที่จะเป็นทางให้พระองค์หนีพ้นความเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้พระองค์จะไม่ต้อง แก่ เจ็บ และตายต่อไปอีก พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์ สละพระราชบิดา พระมารดาเลี้ยง สละชายาและโอรสตลอดจนพระประยูรญาติ มิตรสหายและประชาชนออกผนวช ถ้าเราจะคิดดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าคล้าย ๆ กับพระองค์ไม่เคยพบคนแก่ คนเจ็บคนตายกระนั้นแหละ บุคคลที่เฉลี่ยวฉลาดอย่างเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่ทรงทราบเลยหรือว่า พระราชชนนีของพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จะไม่ทรงเห็นดอกหรือว่าพระราชบิดาของพระองค์นั้นแก่กว่าพระองค์มาก ถ้าหากว่าพระองค์จะไม่เคยเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายเลย จนกระทั่งมีพระชนมายุถึง ๒๙ พรรษานั้นก็นับว่าแปลกประหลาดมากทีเดียว และจะนับว่าพระองค์เป็นมหาบุรุษที่ประชาชนควรจะฝากชีวิตและความหวังให้ได้อย่างไรกัน แต่ถ้าหากว่าพระองค์เคยพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายมาก่อน ทำไมพระองค์จึงเพิ่งจะคิดเบื่อโลก จนกระทั่งยอมสละสิ่งที่รัก คนที่พระองค์รักไปเล่า?

การที่พระองค์เพิ่งจะเริ่มคิดถึงคนแก่ คนเจ็บ และคนตายแล้วเกิดความสังเวชสลดจิตในคราวนี้ ก็คงเป็นเพราะว่าเพิ่งมีอารมณ์ที่จะเอาเรื่องธรรมดา ๆ นี้มาคิดนั่นเอง สิ่งใดที่เราเห็นเป็นธรรมดา ๆ นั้นบางที่ถ้าอยู่เฉย ๆ ว่าง ๆ อาจเกิดมีอารมณ์นำเอาสิ่งนั้นมาคิดได้เหมือนกัน อย่าง เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ค้นพบกฎว่าด้วยความดึงดูดของโลกก็เพราะคิดเรื่องธรรมดา ๆ ที่คนอื่นเขาไม่คิดกันนั่นเอง และเป็นเรื่องที่ท่านเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนนั่นก็เพราะท่านยังไม่มีอารมณ์จะคิดนั่นเอง เราลองคิดดูทีหรือว่าเพียงแต่ลูกแอปเปิ้ลหล่นลงมานั้น ไม่เห็นมันแปลกอะไรเลยคล้าย ๆ กับลูกมะม่วงหล่นจากต้น เราก็เห็นว่าเป็นธรรมดานี่เอง แต่นิวตันต้องการทราบเบื้องหลังของธรรมดานั้น ดู ๆ ก็คล้าย ๆ คนบ้าเพราะคิดสิ่งที่เขาไม่คิดกัน นิวตันจะบ้าหรือดีก็ตามเถิด แต่ทว่าเพราะการคิดในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่คิดกันนี่เอง นิวตันจึงได้ค้นพบกฏความดึงดูดของโลก ซึ่งเป็นกฏที่ช่วยให้โลกมีความเจริญก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมากทีเดียว และการที่เราสามารถส่งจรวดไปนอกวิถีการดึงดูดของโลกได้นั้น ก็สืบเนื่องมาจากการที่นิวตันเอาเรื่องลูกแอปเปิ้ลหล่นมาคิดนี่เอง พระพุทธเจ้าของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงคิดถึงเหตุที่ว่าทำไมคนจึงต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายด้วย ก็ในคราวที่พระองค์ประพาสสวนซึ่งเสด็จไปตามลำพังกับนายฉันนะเท่านั้น พอพบคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย พระองค์ก็ทรงนำเอาเรื่องที่คนอื่นคิดว่าไม่เป็นเรื่องนี้มาคิด จนกระทั่งถึงกับตัดสินพระทัยออกผนวช เพื่อค้นหาคำตอบปัญหานี้ ที่พระองค์มิได้ทรงคิดมาก่อน ก็คงเพราะหาเวลาว่างจริง ๆ ได้ยาก กลางวันก็คงต้องช่วยพระราชบดาบริหารบ้านเมือง กลางคืนก็ต้องอยู่กับพระชายาและสนมกำนัลทั้งหลาย และตอนนั้นก็ทรงอยู่ในวัยหนุ่มมากไป เมื่อมีพระชนมายุมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากชื้น และมีเวลาว่างพอ จึงได้ทรงเก็บเอาเรื่องซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องนี้มาคิด และการคิดในเรื่องที่คนอื่นคิดว่าไม่เป็นเรื่องนี้แหละที่เป็นผลทำให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว คือทรงรู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทรงรู้จักการดับทุกข์ว่าจะต้องดับที่เหตุ และทรงทราบวิถีทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์นั้น ๆ โดยเหตุที่พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี่เอง จึงมักมีบางคนเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็น พวกทุนิยม (pessimist) คือพวกมองโลกในแง่ร้าย ถ้าหากพระองค์ทรงสอนเพียงแต่ว่าอะไร ๆ เป็นทุกข์ไปหมดก็น่าจะเป็นพวกทุนิยมจริง แต่ความจริงแล้วพระองค์มิได้ทรงสอนเพียงแต่เท่านั้นเลย พระองค์สอนให้เราทราบถึงต้นเหตุของทุกข์ และทรงบอกวิธีดับทุกข์ให้ด้วยข้อนี้แหละที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าพระองค์มิใช่พวกทุนิยม แต่ทว่าพระองค์ก็มิใช่ พวกสุนิยม (optimist) คือพวกที่มองเห็นโลกสวยสดงดงามไปหมด พระองค์เป็นผู้ที่ทรงมองเห็นโลกตามความเป็นจริงของมัน ซึ่งพอจะเรียกว่า พวกสัจนิยม (realist) ได้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ realist แบบตะวันตกทีเดียวนัก การเปรียบเทียบความคิดเห็นทางตะวันออกกับตะวันตกนั้นจะเทียบให้ตรงกันไม่ได้ เพียงแต่อนุโลมให้เข้ากันได้เท่านั้นเอง ซึ่งการพยายามเอาตะวันตกและตะวันออกมาปรับเข้าด้วยกันโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบก่อนนั้น อาจทำให้มีผู้เข้าใจเขวได้มาก อย่างเช่นคำว่า ศาสนา กับ Religion ปรัชญา กับ Philosophy ตรรกศาสตร์ กับ Logic หรือ ธาตุ กับ element เป็นต้น ซึ่งคำแต่ละคำที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ หาได้มีความหมายตรงกันทีเดียวไม่ คือเหมือนกันเฉพาะในบางส่วนหรืออยู่ในแนวเดียวกันเท่านั้นเอง ส่วนจะแตกต่างกันอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ยืดยาว ควรจะเขียนได้อีกเรื่องหนึ่งทีเดียว

คราวนี้เข้ามาสู่ตัวเรื่องที่ต้องการอธิบายต่อไป คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสอันได้แก่ อริยสัจ ๔ หรือ หลักปฏิจจสมุปบาท (Law of Causation) อันได้แก่กฏที่ว่าด้วยความเป็นเหตุผลของกันและกันนั้น ก่อนอื่นขอให้เข้าใจว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้นั้นหาใช่ความจริงแท้ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างขึ้นมาใหม่ หรือมิใช่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงผูกขาดการเข้าถึงความจริงเหล่านั้นเลยพระพุทธเจ้าก็คงเป็นเพียงบุคคลคนหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ได้ตรัสรู้ความจริง (Truth) หรือ สัจธรรม ด้วยพระองค์เองมาแล้ว และยังจะมีผู้ตรัสรู้ความจริงเหล่านั้นต่อไปในอนาคตอีก การที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สัจรรมนั้น ก็แสดงว่าสัจธรมได้มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าแล้วเพราะเหตุที่ไปตรัสรู้สัจธรรมนั้นด้วยตนเองนี้แหละจึงได้รับการขนานพระนามว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ความจริงที่ตรัสรู้นั้นเป็นความจริงแท้ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่ก็ตาม ความจริงก็คงเป็นความจริงอยู่ตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งเรื่องนี้พระองค์ได้ตรัสไว้เอง ดังที่ปรากฏอยู่ใน ธรรมนิยามสูตรซึ่งมีใจความโดยย่อ ๆ ว่า “ไม่ว่าพระองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่ก็ตาม ธรรมคือความจริงนั้นคงมีอยู่แล้ว นั่นคือความจริงที่ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาหาตัวตนมิได้ พระองค์ได้มาตรัสรู้สัจธรรมนั้น แล้วก็ทรงบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงกำหนด ทรงเปิดเผย ทรงกระทำให้ง่าย” ดังนี้

เพียงข้อความสั้น ๆ นี้ ถ้าหากว่าเราจะได้พิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง หาผู้เสมอเหมือนพระพุทธองค์ไม่ได้เลย โดยเหตุที่พระองค์ทรงรู้แจ้งความจริง ซึ่งความจริงนี้เป็นความจริงตลอดกาล ไม่ว่าพระองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาในโลกหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้นธรรมของพระองค์จึงท้าต่อการพิสูจน์ทุกวิถีทางและพระพุทธองค์ก็ทรงกล้าตรัสได้เต็มปากไม่ให้สาวกทั้งหลายเชื่อพระองค์หรือใคร ๆ ก็ตามเพียงเพราะได้ยินเขาเล่ากันสืบ ๆ มา เพราะมีปรากฏอยู่ในตำรา เพราะเห็นว่าผู้นี้เป็นครูอาจารย์ของเราหรือเป็นบุคคลที่ควรเชื่อถือ เพราะผู้นี้พูดถูกใจเรา เพราะการเดาเอาการคาดคะเนเอา หรือเพราะการพิสูจน์การให้เหตุผลแบบตรรกศาสตร พระองค์ทรงสอนให้เราเชื่ออย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย ซึ่งจะหาศาสดาใด ๆ ที่กล้าสอนอย่างนี้นั้นไม่ได้อีกแล้ว และที่พระองค์ทรงกล้าสอนเช่นนั้นก็เพราะคำสอนนั้นเป็นสัจธรรม คือความจริงนั่นเอง

ข้าพเจ้าขอขยายความเฉพาะคำว่า “สังขาร” เสียก่อน คำนี้เรามักได้ยินกันจนชินหู อย่างที่นักธรรมะทั้งหลายมักจะพูดกันเสมอว่า “สังขารมันไม่เที่ยง” เมื่อเราได้ยินคำว่า “สังขาร” เรามักจะเพ่งความรู้สึกไปที่ “ร่างกาย” เสียโดยมาก ซึ่งความจริงก็ไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด ถูกเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น คำว่า “สังขาร” นั้นตามรูปศัพท์หมายถึง “สิ่งที่มีอะไรปรุงแต่ง” หรือถ้าพูดตามภาษาเคมีก็ได้แก่ “สารประกอบ” (compound) นั่นเอง อะไรก็ตามที่เกิดมาจากตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปแล้วถือเป็นสังขารทั้งนั้น มีทั้งที่เป็นรูปธรรม (concrete) และที่เป็น นามธรรม (abstract) ในส่วนที่เป็นรูปธรรมซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ คือ ตา หูจมูก ลิ้น และกายนั้น ยังแบ่งออกไปเป็นอีก ๒ อย่าง คือสังขารชนิดที่มีใจครอง คือมีความรู้สึกนึกคิดอย่างหนึ่ง กับสังขารที่ไม่มีใจครองอีกอย่างหนึ่ง อย่างมนุษย์ สัตว์ เราถือว่าเป็นสังขารที่มีใจครอง ส่วนโต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น เราถือว่าเป็นสังขารชนิดที่ไม่มีใจครอง สำหรับสังขารชนิดที่เป็นนามธรรม (abstract) คือสิ่งซึ่งไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ และ เจตนา ซึ่งมีเจตนาชนิดที่เป็นกุศลคือฝ่ายดี กับเจตนาที่เป็นอกุศลก็คือฝ่ายชั่ว ทั้งหมดนี้จัดว่าเป็นสังขารทั้งนั้น

สังขารที่เป็นรูปธรรมนั้นยังประกอบด้วย ธาตุ (element) ต่าง ๆ อีก แต่คำว่า ธาตุ ในที่นี้ ก็หาได้มีความหมายตรงกับคำว่า element ในทางเคมีไม่ ธาตุในทางพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงสิ่งที่ทรงตัวเองอยู่ได้ ซึ่งท่านแบ่งออกไปเป็น ๖ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ถ้าเราเข้าใจว่าธาตุกับ element เหมือนกันแล้ว อาจคิดว่าพระพุทธศาสนานั้นคร่ำครึล้าสมัยก็ได้ เพราะในการค้นคว้าทางเคมีนั้น เราพบว่าในเวลานี้มีกว่า ๑๐๐ ธาตุแล้ว แต่โดยเหตุที่ ธาตุ กับ element นั้นไม่เหมือนกัน และมีความหมายตื้นลึกผิดกันอยู่ เพราะฉะนั้นก็ควรที่เราจะพิจารณาถึงความหมายของธาตุและ element เสียก่อน

คำว่า element ซึ่งเราบังคับให้แปลว่า ธาตุ นั้น ความจริงก็เป็น “สารประกอบ” (compound) ตามหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง ทั้งนี้เพราะว่า element หรือธาตุทางเคมีนั้นก็คงประกอบด้วยโปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอนอยู่ สิ่งใดที่เกิดจากการผสมของสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปล้วนเป็น “สังขาร” ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น element หรือธาตุทางเคมีทั้งหมดก็หนีความเป็น “สังขาร” ไม่พ้น

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจเสียก่อนว่า ธาตุดิน นั้นท่านมิได้หมายถึงเฉพาะดิน ซึ่งตรงกับคำว่า earth หรือ soil เท่านั้น ท่านหมายถึง สิ่งที่กินที่ ทั้งหมด รวมทั้งความแข็งความอ่อนด้วย ธาตุดิน หรือ ปฐวีธาตุ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Extension สิ่งใดที่ขยายออกไปหรือกินที่ สิ่งนั้นจัดว่าเป็นธาตุดิน แม้ความแข็งความอ่อนก็เป็นธาตุดินเหมือนกัน ความอ่อนก็เป็นธาตุดินเหมือนกัน ความอ่อนก็คือความแข็งชนิดหนึ่ง แต่เป็นเพียงความแข็งน้อยเท่านั้นเองถ้าเราสำรวจดูตัวเราจะเห็นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ล้วนเป็นธาตุดินทั้งสิ้น หรือเราจะพูดว่าของแข็ง (solid) ทั้งหมดเป็นธาตุดินก็ได้ ส่วนที่เล็กที่สุดคือเซลล์หรืออญูทั้งหลายล้วนอยู่ในพวกธาตุดินทั้งนั้น

ธาตุน้ำ ทางพระพุทธศาสนาก็มิได้หมายถึงน้ำอย่างเดียวเราอาจค้านว่าน้ำไม่ได้เป็นธาตุ เพราะน้ำเกิดจากการผสมระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจน (H2O) น้ำจึงเป็นสารประกอบ ซึ่งก็เป็น “สังขาร” อีกนั่นแหละ ทางพระพุทธศาสนาก็ถือว่าน้ำเกิดมาจากลม (gas) เช่นเดียวกัน ส่วนธาตุน้ำนั้นท่านหมายความกว้างมากคือหมายถึงน้ำทุกชนิด หรือของเหลว (liquid) ทุกชนิดนั่นแหละและนอกจากนั้นยังหมายถึงความเอิบอาบ อันมีพลังในทางเชื่อมต่ออญูหรือเซลล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นธาตุน้ำจึงมิได้หมายถึง water แต่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Cohesion

ธาตุลม ก็มิได้หมายเฉพาะลมที่พัดไปพัดมาแต่อย่างเดียวเท่านั้น ยังหมายถึงความเคลื่อนไหวทุกชนิดด้วย ในตัวเราก็มีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้อง ลมในไส้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำที่ถูกต้องตรงกับธาตุลมจึงมิใช่ air, wind, weather หรืออะไรทำนองนั้น ธาตุลมท่านหมายถึง Motion

ธาตุไฟ ก็มิได้หมายเฉพาะไฟที่ลุกไหม้ (fire) อย่างเดียวท่านหมายถึง ความร้อน หรือ อุณหภูมิ ทั้งปวงด้วย ในตัวเราก็มีไฟธาตุที่ช่วยเผาอาหารให้ย่อยเป็นต้น ธาตุไฟจึงตรงกับภาษาอังกฤษว่า Heat.

สำหรับ อากาศธาตุ นั้น บางทีเรามักเข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกับธาตุลม หรือวาโยธาตุ เพราะในภาษาไทยเราเอาคำว่า ลม กับ อากาศ มาใช้ปนกัน และใช้ในความหมายอย่างเดียวกัน อย่างบางทีเราก็พูดว่า “ฤดูร้อนนี้จะไปตากอากาศที่โน่นที่นี่” ถ้าพูดในความหมายที่ถูกกับรูปคำแล้ว ถือว่าเป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง เพราะคำว่า อากาศ กับ ลม มีความหมายต่างกัน ลมหมายถึงลมที่พัดไปพัดมา ลมหายใจเข้าออก เป็นต้น ซึ่งเราเข้าใจกันอยู่นั้นส่วนอากาศเดิมหมายถึง ที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ซึ่งตรงกับ “สุญญากาศ” หรือ “อวกาศ” (space) ที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้นั่นเอง แต่โดยเหตุที่ลมและอากาศมักจะอยู่ด้วยกันเสมอ เราจึงเข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกัน ในที่ใดก็ตามที่มีลม ที่นั้นจะต้องมีอากาศคือที่ว่างด้วย แต่ ณ ที่ที่มีที่ว่างคืออากาศ ไม่จำเป็นจะต้องมีลมเสมอไป เช่นเดียวกับที่ว่า ที่ใดมีควัน ที่นั้นต้องมีไฟแค่เราไม่อาจพูดได้ว่า ที่ใดมีไฟ ที่นั้นต้องมีควันเสมอไป อย่างเช่นไฟฟ้า ไม่ปรากฏว่ามีควัน เป็นต้น เพราะฉะนั้น อากาศธาตุ จึงตรงกับภาษาอังกฤษว่า space ส่วนธาตุสุดท้าย คือ วิญญาณธาตุ นั้น หมายถึง ธาตุรู้ อันได้แก่ Conscioness คำว่า วิญญาณ นั้นหาได้ตรงกับคำว่า soul ในภาษาอังกฤษ หรือ อาตมัน ในศาสนาพราหมณ์ไม่ ทางพระพุทธศาสนาถือว่า วิญญาณก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ต้องเกิด ๆ ดับ ๆ เช่นกัน ซึ่งอยู่ในพวก “สังขาร” ด้วยเพราะเกิดมาจาก “สังขาร” ที่แปลว่าเจตนา ถ้าสังขารดีหรือเจตนาดี วิญญาณคือความรู้สึกก็เป็นไปในทางดี ถ้าสังขารหรือเจตนาชั่ววิญญาณความรู้สึกก็เป็นไปในทางที่ไม่ดี การเกิดดับ ๆ ของวิญญาณนั้นเป็นไปรวดเร็วติดต่อกันอยู่เสมอ ดุจกระแสน้ำหรือกระแสไฟฉะนั้น ถ้าเราไม่พิจารณาโดยถ่องแท้แล้วเราจะเข้าใจว่า วิญญาณนั้นคงที่เที่ยงแท้

มนุษย์หรือสัตว์ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๖ ดังที่กล่าวมาแล้วส่วนโต๊ะเก้าอี้นั้นขาดไปธาตุหนึ่งคือธาตุรู้ เพราะฉะนั้นมนุษย์และสัตว์จึงแตกต่างกับพวกโต๊ะเก้าอี้ก็ตรงที่มนุษย์และสัตว์มีธาตุรู้ คือมีความรู้สึกนึกคิดนี่เอง และโดยเหตุที่มนุษย์ สัตว์ และสิ่งที่ไม่มีวิญญาณทั้งหลายประกอบด้วยธาตุ ๕ หรือธาตุ ๖ นี้เอง มนุษย์ สัตว์ และสิ่งต่าง ๆ จึงชื่อว่าเป็น “สังขาร” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีใจครองหรือไม่มีใจครองก็ตาม และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นสังขารแล้ว ก็ต้องตกอยู่ในกฏที่ว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา” ด้วยเช่นกัน ที่ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตานั้น เป็นอย่างไร?

ที่ว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” นั้น เราจะสังเกตดูที่ตัวเราหรือที่สัตว์สิ่งของอื่น ๆ ก็ได้ คำว่า “ไม่เที่ยง” หมายความว่าหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในตัวเราก็ไม่มีอะไรเลยที่เที่ยงแท้แน่นอน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นธาตุดินทั้งสิ้น และหาความยั่งยืนแน่นอนอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราดูในระยะสั้นอาจสังเกตไม่เห็น แต่ถ้าดูในระยะยาวแล้วจะเห็นได้ไม่ยาก อย่างเวลานี้เราเป็นหนุ่มเป็นสาว ก่อนหน้านี้สัก ๑๐ – ๒๐ ปี เราก็เคยเป็นเด็กมาแล้ว เวลานี้เราแก่จากความเป็นเด็ก เราก็เรียกว่าเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นการเปลี่ยนภาษาที่ฟังไม่สบายหูมาเป็นภาษาที่ฟังแล้วเพราะหูขึ้นเท่านั้น แบบเดียวกับที่เราใช้คำว่า “หน้าผากกว้าง” หรือ “คิ้วต่ำ” แทน “หัวล้าน” หรือใช้คำว่า “ผู้สูงอายุ” แทน “คนแก่” นั่นเอง คนหนุ่มสาวก็คือเด็กแก่ และพอเป็นหนุ่มเป็นสาวนานสักหน่อยเราก็ยังไม่ยอมเป็นคนแก่อยู่นั่นเอง คงเลี่ยงไปใช้คำว่า “หนุ่มใหญ่สาวใหญ่” แทนไปก่อน จนเกือบจะเป่าฝุ่นไม่ฟุ้งจึงจะยอมเปลี่ยนจากความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปเป็นคนแก่ นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปรวดเร็วติดต่อกัน จนกระทั่งสังเกตไม่เห็นนอกจากจะอาศัยกาลเวลาเข้าช่วยเท่านั้น การที่สังขารไม่เที่ยงนี้เองจึงชื่อว่ามันเป็นทุกข์ คำว่า “ทุกข์” นี้ก็เช่นกัน เรามักเข้าใจเพียงว่าเจ็บปวดเดือดร้อนหรือเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น ความจริงคำว่า “ทุกข์” มีความหมายเป็น ๒ นัย คือหมายความว่า “ทนได้ยาก” อย่างเช่นความเจ็บปวด ความหิวกระหาย เป็นต้น ประการหนึ่ง กับหมายความว่า “ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้” อีกประการหนึ่ง ดังนั้นที่ว่า “สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์” นั้นเพราะมันทำให้เราทนได้ยากอย่างหนึ่ง ตัวมันเองทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ตัวเราเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ โต๊ะเก้าอี้เป็นทุกข์ เพราะมันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความเปลี่ยนแปลง เก่า แก่ และในที่สุดก็ตายหรือสลายไป ที่มันต้องเปลี่ยนแปลงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ก็เพราะว่า ไม่มีอะไรเลยที่เป็นตัวตนจริง ๆ ล้วนแต่เป็นอนัตตาหาตัวคนจริง ๆ มิได้ทั้งนั้น อย่างตัวเรานั้นเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น ตัวเราจริง ๆ ไม่มี เพราะมันประกอบด้วยธาตุทั้ง ๖ เมื่อตัวตนจริง ๆ ไม่มีจึงชื่อว่าเป็นอนัตตา ถ้าหากมีตัวตนจริง ๆ แล้วเราก็คงจะต้องบังคับมันได้ว่า จงเป็นอย่างนี้นะ อย่าเป็นอย่างนั้นเลย แต่นี่เราบังคับมันไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนจริง ๆ ที่จะให้เราบังคับนั่นเอง ฉะนั้นเวลาคนตายเราจึงเรียกว่า “สิ้นใจ” ก็วิญญาณธาตุหมดไป หรือเรียกว่า “หมดลม” เพราะหมดวาโยธาตุ เมื่อ “สิ้นใจ” หรือ “หมดลม” ไปไม่นานตัวผู้ตายก็จะเย็นลงไปทุกทีเรียกว่าหมด “ธาตุไฟ” อันได้แก่อุณหภูมิในร่างกาย ต่อจากนั้นเนื้อหนังก็จะค่อย ๆ ผุพังไปตามกาลเวลา “ธาตุน้ำ” หมดไป แล้วก็ “ธาตุดิน” และ “อากาศธาตุ” แต่ทั้งนี้มิใช่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะสูญหายไปก็หามิได้ มันยังคงมีอยู่ แต่ทว่าอยู่ในรูปแห่งธาตุเดิมของมันนั่นเอง ในแง่นี้เราจะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแบบวิทยาศาสตร์แท้ และเป็นวิทยาศาสตร์ที่เหนือวิทยาศาสตร์ (Science of sciences) เพราะเป็นสัจธรรมที่ทนต่อการพิสูจน์ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากกว่า ๒๕๕๐ ปีแล้ว พระพุทธศาสนาก็ยังคงเป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านได้ และยังคงตั้งหลักมั่นที่ท้าทายต่อการพิสูจน์ในทุกกระบวนการอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อพูดในแง่วิทยาศาสตร์แล้ว พระพุทธศาสนาก็นับว่าเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และพระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์เหนือนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเพราะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งในฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม

พระพุทธศาสนาจึงนับว่าเป็นศาสนาของคนที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นศาสนาแห่งเหตุผลจึงทนต่อการพิสูจน์ มีหลักการเป็นไปในแบบประชาธิปไตย มิได้มีการขู่บังคับให้เชื่อถือ ผู้ที่เชื่อถือพระพุทธศาสนาอย่างงมงายเสียอีก กลับได้ชื่อว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริงแต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาสอนให้คนเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ไม่ยอมเชื่ออะไรเสียเลย เรื่องความเชื่อหรือศรัทธานั่นนับว่าจำเป็นมากในการพัฒนาปัญญา ถ้าเราไม่มีศรัทธาความเชื่อเป็นพื้นฐานก่อนแล้ว เราจะพัฒนาปัญญาให้เกิดได้ยากหรือไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถ้าหากว่าใครว่าอะไรก็ต้องเชื่อตะพึดตะพือไป ก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง จิตใจของผู้นั้นย่อมไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้ “ศรัทธา” ในที่ใด พระองค์ก็ทรงสอนให้ใช้ “ปัญญา” หรือ “เหตุผล” ในที่นั้นด้วย คู่กันไปเสมอ พระองค์ทรงสอนให้เรามีความเชื่อมั่นว่า ชีวิตของเราจะประสบสุขหรือทุกข์แค่ไหนเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ “กรรม” คือการกระทำของเราเอง เราเป็นผู้ลิขิตชีวิตตัวเราเอง ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้าองค์ใดเป็นผู้ลิขิต ดังที่เรามักจะเชื่อกันว่ามี “พรหมลิขิต” ฉะนั้น

เรื่อง “พรหมลิขิต” เป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ที่เขาสอนว่าพระพรหมเป็นผู้ลิขิตชีวิตคนเราให้เกิดมาเป็นวรรณะต่าง ๆ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ซึ่งแต่ละวรรณะที่พระพรหมกำหนดให้แล้วนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ถ้าใครเกิดเป็นศูทรซึ่งพวกวรรณะที่ต่ำสุดแล้วก็คงต้องเป็นศูทรไปจนตาย ไม่มีทางที่จะเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ได้เลย เขามีการถือวรรณะกันอย่างแรงกล้า แต่พระพุทธศาสนานั้นไม่มีระบบวรรณะ ทุกคนเมื่อเข้ามาบวชหรือมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องเลิกความคิดในด้านวรรณะเสีย ถือว่าบุคคลที่เป็นต่าง ๆ กัน เช่น เป็นเศรษฐีหรือเป็นคนจนเป็นคนฉลาดหรือเป็นคนโง่ เป็นคนสูงศักดิ์หรือต่ำศักดิ์ เป็นคนมีอายุยืนหรืออายุสั้น เหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับกรรมของเราทั้งนั้นปัจจุบันเป็นผลแห่งกรรมในอดีต และปัจจุบันนี้จะเป็นเหตุสำหรับอนาคตภายภาคหน้า เมื่อเราเกิดมาเป็นคนจน ก็อย่าได้ท้อแท้ใจ ถ้ามีความขยันหมั่นเพียรก็อาจยกตนขึ้นสู่ตำแหน่งเศรษฐีหรือเสนาบดีได้ ซึ่งข้อนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คนเราพึ่งตัวเราเองมากกว่าที่จะไปคิดพึ่งผู้อื่น แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งใครเสียเลย เพียงแต่เพราะว่าที่พึ่งอื่น ๆ เป็นที่พึ่งชั่วคราวเท่านั้น ส่วนตัวเรานั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเราได้ตลอดกาล อย่างเช่นการที่เราจะสอบไล่ได้นั้น เราก็ต้องอาศัยความขยันของเรา ใช้ปัญญาของเรา ใช้ความรอบคอบของเราเอง ไม่ใช้ไปบนบานศาลกล่าว ขอให้พระเจ้าหรือใครต่อใครช่วยถ้าเราไม่ช่วยตัวเราเองก่อนแล้ว คนอื่นเขาจะช่วยเราได้อย่างไร

ในวรรณะทั้ง ๔ ของพราหมณ์นั้น พราหมณ์เขาถือวรรณะพราหมณ์นั้นสูงสุด วิเศษเหนือวรรณะอื่น ๆ  แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “บุคคลจะเป็นคนถ่อยหรือเป็นพราหมณ์นั้น มิใช่เพราะชาติเลย แต่เป็นเพราะกรรมต่างหาก” ดังที่พระองค์ได้ตรัสตอบภารทวาชมาณพ และวาเสฏฐมาณพที่เข้าไปทูลถามพระองค์ว่าบุคคลจะเป็นพราหมณ์เพราะชาติหรือเพราะกรรมไว้อย่างน่าฟังว่า :

“เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายตามลำดับ ตามสมควรสัตว์ทั้งหลายมีความแตกต่างกันโดยชาติ เพราะชาติของสัตว์เหล่านั้นมีประการต่าง ๆ กัน ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าและต้นไม้ หญ้าและต้นไม้เหล่านั้นมีสัณฐาน (ทรวดทรง) สำเร็จจากชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน จากนั้นท่านทั้งหลายก็จงรู้จักหนอน ตั๊กแตน มดดำ และมดแดงต่อไป สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาจากชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน ท่านทั้งหลายก็จงรู้จักสัตว์สี่เท้าทั้งตัวเล็กตัวใหญ่สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาจากชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน จากนั้นท่านทั้งหลายก็จงรู้จักปลาที่เกิดในน้ำ เที่ยวไปในน้ำเป็นอันดับต่อไป ปลาเหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาจากชาติ เพราะมันมีชาติต่าง ๆ กัน ถัดจากนั้นท่านทั้งหลายจงรู้จักนกที่บินไปในเวหานกเหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาจากชาติ เพราะชาติของมันต่าง ๆ กัน เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นจำนวนมากไม่มีในมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนอย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ในชาติเหล่านี้ฉันใดการกำหนดด้วย ผม ศีรษะ หู นัยน์ตา ปาก จมูก ริมฝีปาก คิ้ว คอ บ่า ท้อง หลัง ตะโพก อก ที่แคบ เมถุน มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขา วรรณะ หรือเสียง ว่า ผมเป็นต้นของพราหมณ์เป็นเช่นนี้ ของกษัตริย์เป็นเช่นนี้ ไม่มีเลย เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติไม่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายเลย เหมือนอย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติในชาติเหล่าอื่น ฉะนั้นความต่างกันแห่งสัณฐานมีผมเป็นต้นนี้ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีสรีระของตน ๆเฉพาะตัวในมนุษย์ทั้งหลายเลย แต่ทว่าความต่างกันในมนุษย์ทั้งหลายนั้น บัณฑิตกล่าวไว้โดยสมัญญาเท่านั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพผู้นั้นก็เป็นชาวนา มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยศิลปะเป็นอันมาก ผู้นั้นก็เป็นศิลปิน มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ ผู้นั้นก็เป็นพ่อค้า มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการรับใช้ผู้อื่น ผู้นั้นก็เป็นผู้รับใช้ มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยการลักทรัพย์เลี้ยงชีพ ผู้นั้นก็เป็นโจร มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยลูกศรและศัสตราเลี้ยงชีพ ผู้นั้นก็เป็นนักรบอาชีพมิใช่พราหมณ์….ผู้ใดหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการเป็นปุโรหิต ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเคารพบูชา มิใช่พราหมณ์…ผู้ใดหนึ่งครองบ้านและแว่นแคว้น ผู้นั้นก็เป็นราชา มิใช่พราหมณ์…เราหาเรียกผู้ที่เกิดในท้องมารดาว่าเป็นพราหมณ์ไม่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวลใจอยู่ เราเรียกบุคคลผู้ไม่มีเครื่องกังวลใจผู้ไม่ถือมั่นนั้นแหละว่าเป็นพราหมณ์…นามและโคตรที่เขากำหนดกันเป็นบัญญัติในโลก นามและโคตรเกิดมาเพราะการรู้ตามกันมา ญาติสายโลหิตทั้งหลายกำหนดไว้ในการที่บุคคลเกิดแล้วนั้น ๆ นามและโคตรที่กำหนดกันแล้วนี้เป็นความเห็นของพวกคนที่ไม่รู้อะไร ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน บางคนที่ไม่รู้ย่อมกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่ (ความจริง) บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้ แต่ทว่าบุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม (และ) ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรมเป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับใช้ เป็นโจร เป็นนักรบอาชีพ เป็นปุโรหิต และแม้แต่เป็นราชาก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายผู้เข้าใจกฏปฏิจจสมุปบาท (Law of Causation) ฉลาดในเรื่องกรรม และผลแห่งกรรม ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเสมือนหมุดแห่งรถที่กำลังวิ่งไปอยู่ฉะนั้น บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะ (ความเพียร) สัญญมะ (ความสำรวม) พรหมจรรย์ และทมะ (ความข่มใจ) กรรมนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้ บุคคลที่ถึงพร้อมด้วย ไตรวิชชา (คือ ญาณเป็นเหตุทำให้ระลึกชาติได้ ๑ ญาณเป็นเครื่องรู้การตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณอันเป็นเหตุทำให้สิ้นกิเลส ๑) เป็นคนสงบมีภพใหม่สิ้นไปแล้ว (คือไม่ต้องเกิดใหม่อีกแล้ว) เป็นพราหมณ์ผู้องอาจของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด วาเสฎฐะและภารทวาชะ”

 

(จาก วาเสฏฐสูตร สุตตนิบาต ขุททกนิกาย พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ ข้อ ๓๘๒ หน้า ๔๕๒ – ๔๕๘)

 

โดยเฉพาะในเรื่อง “กฏแห่งกรรม” นี้ นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา เรามักทราบกันดีอยู่ว่าพระพุทธศาสนาสอนว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่ก็มักจะมีผู้มีความเห็นค้านอยู่เสมอว่า บางคนทำดีแทบตายไม่เห็นได้ดีเลย บางคนทำชั่วกลับสบาย มียศศักดิ์และทรัพย์สินเงินทอง มีคนนับหน้าถือตา เป็นต้นความจริงที่ว่า “ทำดีได้ดี” และ “ทำชั่วได้ชั่ว” นั้น ก็ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย เพราะภาษาก็บอกอยู่แจ่มแจ้งแล้วว่า “ทำดี” ต้อง “ได้ดี” คือได้ความดีเป็นผลตอบแทน “ทำชั่ว” ก็ต้อง “ได้ชั่ว” คือได้ความชั่วเป็นผลตอบแทน ซึ่งความดีความชั่วนี้เป็นผลที่เกิดโดยตรงทางด้านจิตใจ เช่น เราขยันศึกษาเล่าเรียนนี้เป็นการทำดี ผลที่ได้รับคือปัญญา ความเฉลียวฉลาดซึ่งเป็นความดี ทำชั่วเช่นการเกียจคร้านไม่อยากศึกษาเล่าเรียน ผลที่ได้รับคือความโง่ นั่นแหละคือตัวความชั่วละ ส่วนการที่เราตีความหมายของความดีเป็นทรัพย์สินเงินทองยศศักดิ์ ตีความหมายความชั่วว่าความยากจนไม่มียศศักดิ์อย่างนั้นหาถูกต้องไม่ และนั่นไม่ใช่ผลของการกระทำดีโดยตรง แต่ทว่าเป็นผลโดยอ้อมเหมือนกับเรารดน้ำพรวนดินต้นไม้ ผลโดยตรงก็คือการที่ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตขึ้นมา ส่วนการได้ผลของมันจนกระทั่งเอาไปขายได้เงินมานั้นเป็นผลโดยอ้อม ซึ่งเกิดเนื่องมาจากการที่ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตนั่นเอง การศึกษาเล่าเรียนเป็นการทำดี เราก็ได้รับปัญญาความเฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นความดีที่นับว่าเป็นผลโดยตรงผลโดยอ้อมของการทำความดีนี้ก็คือ เราอาจเข้ารับราชการได้เงินเดือนสูง ๆ  เป็นต้น คนเราทำดีต้องได้ดีตอบแทนเสมอไป และเมื่อทำความชั่วก็ต้องได้รับผลชั่วตอบแทนเสมอไป ส่วนผลทางอ้อมจะได้แค่ไหนเพียงไรนั้นต้องอาศัยหลักเกณฑ์อีก ๔ ประการเป็นเครื่องสนับสนุนด้วย ซึ่งเราเรียกว่า “สมบัติ ๔” และ “วิบัติ ๔”

การที่เราได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีนั้นต้องอาศัย “สมบัติ ๔” เข้าช่วย และการที่เราจะต้องประสบความผิดหวัง ความหายนะนั้นก็อาศัย “วิบัติ ๔” เข้าประกอบ นั่นคือ คติ อันได้แก่สถานที่ที่ประกอบกรรม ๑ กาละ อันได้แก่กาลเวลาที่กระทำกรรม ๑ อุปธิ ได้แก่บุคลิกภาพของผู้กระทำและบุคคลต่างที่เกี่ยวข้อง ๑ และปโยคะ อันได้แก่ความสมบูรณ์แบบของกรรมนั้น ๆ ๑ ในการศึกษาเล่าเรียนก็ดี

ในการทำการงานก็ดี หรือในการดำเนินชีวิตก็ดี เรื่องสถานที่นับว่าสำคัญมาก พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “การอยู่ในประเทศที่เหมาะสมเป็นมงคลอันสูงสุด” เพราะเป็นทางที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ คนที่ศึกษาในสำนักหนึ่งอาจได้รับความเชื่อถือกว่าในอีกสำนักหนึ่งก็ได้ คนที่เรียนทางครู ถ้าไปทำงานในกระทรวงการต่างประเทศอาจก้าวหน้าสู้อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสถานที่ไม่เหมาะ เป็น คติวิบัติ ถ้าเลือกสถานที่ได้ถูกต้องกับความรู้ความสามารถของเราก็ถือว่าเป็น คติสมบัติ หรืออย่างเช่นการทำนา ถ้าเราเลือกนาที่ดีมีปุ๋ยดี เราก็ได้ข้าวมาก นี่ถือว่าเป็น คติสมบัติ ถ้าไปปลูกตามชายทะเลก็อาจได้ผลน้อยกว่า หรือไม่ได้ผลเลย เพราะนี่เป็น คติวิบัติ

การทำนาถูกต้องตามฤดูกาลถือว่าเป็น กาลสมบัติ ถ้าทำผิดฤดูกาล เช่นไปทำในหน้าแล้งหาน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวไม่ได้ อย่างนี้เป็น กาลวิบัติ คนที่มีบุคลิกภาพดีเป็น อุปธิสมบัติ ถ้ามีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมกับงานก็ถือว่าเป็น อุปธิวิบัติ เช่น เขาต้องการผู้แสดงเป็นตัวแม่ สาวสวย ๆ อายุ ๑๖ – ๑๗ ไปสมัครเป็นตัวแม่ เขาคงไม่รับ เพราะในกรณีเช่นนี้ สาวสวยคนนั้นกลับมีอุปธิวิบัติสำหรับกรณีนี้ไป แต่อาจเป็นอุปธิสมบัติในกรณีอื่นได้ ส่วน ปโยคสมบัติ จะเห็นได้อย่างในการศึกษาหรือการทำงานอื่น ๆ ตามหลักของการกระทำสิ่งใดก็ตาม ถ้าจะให้สำเร็จผลด้วยดีต้องประกอบด้วย อิทธิบาท ๔ คือ มี ฉันทะ ความพอใจในงานนั้น ๆ ๑ วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร กล้าหาญ ๑ จิตตะ เอาใจใส่ใจจอจ่อในงานนั้น ๆ ๑ และวิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผล ๑ อย่างเวลาเราจะทำงานอะไร เราก็ควรจะมีความพอใจ ความชอบใจ หรือความสนใจในงานนั้น ๆ เสียก่อนเป็นเบื้องแรก เพราะการทำอะไรไปแกน ๆ โดยไม่สนใจชอบใจเลยนั้น ย่อมขาดความประณีต เอาดีได้ยาก เมื่อมีความพอใจ มีความสนใจแล้ว จะต้องกล้าหาญ มีความขยันหมั่นเพียรด้วย เพราะเพียงชอบเฉย ๆ ถ้าขี้เกียจทำเสียแล้ว งานนั้นก็ไม่มีทางจะเสร็จลงได้ และความขยันนั้นต้องขยันอย่างชนิดเอาใจจดใจจ่อ ไม่ทอดทิ้งวางธุระด้วย คือต้องตั้งอกตั้งใจทำจริง ๆ และเมื่อเกิดมีปัญหาข้อขัดของขึ้นมาก็ไม่ยอมท้อถอยง่าย ๆ ต้องพยายามใช้ดุลยพินิจหาทางที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นให้ลุล่วงไปให้ได้ ถ้าทำได้ครบตามหลักอิทธิบาท ๔ นี้ ก็ถือว่าเป็น ปโยคสมบัติ ถ้าเพียงชอบใจ และขยันเท่านั้น พอเกิดปัญหาขัดข้องขึ้นมาก็ทอดธุระเสียอย่างนี้ถือว่เป็น ปโยควิบัติ คนทำงานใจร้อนมักจะขาดปโยคสมบัติเสมอ ด้วยเหตุนี้เองการที่เราทำดีจะได้ดี หรือทำชั่วจะได้ชั่วแค่ไหนเพียงใดนั้น จึงขึ้นอยู่กับหลัก “สมบัติ ๔” และ “วิบัติ ๔” นี้ด้วยเหมือนกัน

ความจริงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นมีมากมาย ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราทั้งนั้น ไม่ว่าบทใด ตอนใด เมื่อนำขึ้นมาพิจารณาแล้วจะเห็นว่ามีเหตุผลลึกซึ้ง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อได้ศึกษาพระพุทธศาสนามากเท่าใด ก็ทำให้รู้สึกมีความเคารพรักในพระพุทธเจ้า และเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากเท่านั้น และถ้าหากเอาพระพุทธศาสนาไปเทียบกับศาสนาอื่น ๆ และปรัชญอื่น ๆ แล้ว ก็จะยิ่งมองเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนามากขึ้น ยิ่งโลกเราเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพียงใด ความโน้มเอียงของชาวโลกจะหันมาทางพระพุทธศาสนามากขึ้นเพียงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมนีนี่เอง ก็นับว่าเป็นประเทศทางตะวันตก ที่มีคนนับถือพระพุทธศาสนามากที่สุดประเทศหนึ่ง และมีนักปราชญ์ที่สนใจในพระพุทธศาสนามากที่สุดโดยเฉพาะปรัชญาเมธี โชเปนเฮาเออร์ด้วยแล้ว นับว่าเป็นปรัชญาเมธีตะวันตกที่มีความคิดเป็นแบบชาวพุทธเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ปรัชญาเมธีของเยอรมันแทบทุกคนล้วนแต่มีอิทธิพลของพระพุทธศาสนาอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ข้าพเจ้าคิดว่านักเรียนไทยในประเทศเยอรมนีทุกคนควรจะภาคภูมิใจที่ตนเองเป็นพุทธศาสนิกชน และมาอยู่ในประเทศที่เจริญที่สุดทางด้านวิทยาศาสตร์ประเทศหนึ่งและมีความสนใจในพระพุทธศาสนาเป็นพิเศษ ขอให้ท่านทั้งหลายได้พยายามติดต่อ หรือเกี่ยวข้องกับสมาคมทางพระพุทธศาสนาในประเทศนี้ให้มาก ท่านก็จะได้ชื่อว่าเป็นทูตที่เผยแผ่วัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาที่ไม่ต้องกังวลกับตำแหน่งได้เป็นอย่างดีทีเดียวและข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือแก่พวกท่านทุกคนเฉพาะในด้านนี้ด้วยความเต็มใจยิ่ง.

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com