การเถียงจากอวิชชา

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

ในวิชาตรรกศาสตร์ (Logic) ตอนที่ว่าด้วย “ปฤจฉวาทีนอกแบบ” (Informal Fallacies) นั้นมีวิธีโต้เถียงที่จัดไว้ในประเภทนอกแบบอยู่หลายประการด้วยกัน เช่น การเถียงแบบอ้างอำนาจ (Argumentum ad Beculum) การเถียงแบบโจมตีเรื่องส่วนตัวของผู้เถียง (Argumentum ad Hominem) การเถียงแบบขอความเห็นใจ (Argumentum ad Misericordiam) และการเถียงจากอวิชชา (Argumentum ad Ignorantiam) เป็นต้น

“ปฤจฉวาที” เป็นการโต้เถียงที่ผิด ๆ แม้ว่า “ปฤจฉวาที” จะเป็นการโต้เถียงที่ไม่ถูกต้อง แต่ในแง่จิตวิทยาแล้ว นับว่าเป็นคำพูดที่ชวนใจหรือล่อใจให้เชื่อได้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ให้ความหมายของคำว่า “ปฤจฉวาที” ว่าเป็นแบบการโต้เถียง ซึ่งดูเสมือนว่าจะถูกต้อง แต่เมื่อได้ตรวจสอบดูแล้ว จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ถึงกระนั้นการศึกษาวิธีการโต้เถียงแบบนี้ไว้ ก็คงนับว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะการคุ้นเคยและการเข้าใจจะช่วยเราไม่ให้ถูกนำไปในทางที่ผิด คือเราจะได้ไม่หลงเข้าใจผิดไปเพราะคำพูดเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะ “การได้รับคำตักเตือนก่อนเท่ากับเรามีอาวุธเตรียมสู้ไว้ก่อนแล้ว” (To be forwarned is to be

forearmed.) ทั้งนี้ เพราะ “ปฤจฉวาที” เป็นวิธีการให้เหตุผลที่ดูเผิน ๆ แล้วก็เห็นว่าถูก แต่เมื่อพิจารณาดูจริง ๆ โดยถ่องแท้แล้วจะเห็นว่าผิด แต่คนเป็นอันมากไม่มีทางที่จะพิสูจน์โดยรอบคอบได้จึงต้องยอมรับเชื่อไปตามนั้น เมื่อเราทราบเสียเช่นนี้แล้วจะได้ไม่ถูกหลอกได้ง่าย ๆ

ในที่นี้ขัพเจ้าจะพูดถึงเฉพาะ “การเถียงจากอวิชชา” (Argumentum ad Ignorantiam) เท่านั้น ปฤจฉวาทีแบบนี้จะเห็นได้ง่าย ๆ เช่น ในกรณีที่เกี่ยวกับว่า ผีคงจะต้องมี เพราะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าผีไม่มี ปฤจฉวาทีแบบนี้จะเอามาใช้ก็ในเวลาที่เถียงว่าข้อเสนอนั้นถูก เพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันผิด หรือเถียงว่าข้อเสนอนั้นผิดเพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันถูก แต่ในความโง่ของเราในการที่จะพิสูจน์ว่าข้อเสนอนั้นถูกหรือไม่ถูก หาได้ก่อให้เกิดการยอมรับว่าข้อเสนอนั้นถูกหรือผิดไม่ ปฤจฉวากทีแบบนี้มักเอามาใช้กันมากที่สุดในเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางจิต หรือเรื่องเกี่ยวกับความนึกคิดที่ลึกซึ้งเกินวิสัยสามัญสัตว์ทั่ว ๆ ไปจะเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หาหลักฐานที่ชัดเจนแจ่มแจ้งจริง ๆ มาคัดค้านหรือสนับสนุนไม่ได้ นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่คนที่มีความรู้ดี ๆ เป็นจำนวนมาก ชอบใช้การโต้เถียงแบบนี้

 

 

 

                                     

๑. Irving M. Copi, Introduction to Logic, pp. 50 – 51.

เรื่องทำนองนี้ คือการเถียงแบบไม่รู้จริงด้วยกันนี้ได้นิยมใช้กันทั่วไปทุกมุมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ซึ่งประชาชนชอบคิด ชอบซักถาม ก็มีเรื่องเหล่านี้มากมาย ส่วนมากมักเป็นพวกนักบวชซึ่งมีทิฐิต่าง ๆ กัน มักจะมาโต้เถียงกัน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่า “ของฉันเท่านั้นจริง ของท่านเท็จใช้ไม่ได้” เสมอ ซึ่งเป็นเหตุก่อให้เกิดความบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน เสียดสีกันทิมแทงกันอยู่ด้วยหอกคือปากว่า “ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่ใช่เช่นนี้ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้” อยู่เสมอ ทิฐิความเห็นต่าง ๆ กันนี้ พอจะจัดเป็นพวกใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภทดังนี้ คือ

ประเภทที่หนึ่ง ได้แก่พวกพราหมณ์ที่มีความคิดเห็นต่าง ๆ กันเป็น ๑๐ พวกด้วยกัน คือ :

พวกที่ ๑    ได้แก่พวกที่มีทิฐิว่า     “โลกเที่ยง” นี้แหละจริงอย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๒   ,,             ,,              “โลกไม่เที่ยง” นี้แหละจริงอย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๓   ,,             ,,              “โลกมีที่สุด” นี้แหละจริงอย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๔   ,,             ,,              “โลกไม่มีที่สุด” นี้แหละจริงอย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๕   ,,             ,,              “ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น” นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๖    ,,             ,,              “ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง” นี้แหละจริง อย่างอื่น

ไม่จริง

พวกที่ ๗   ,,             ,,              “สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก” นี้แหละจริง

อย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๘   ,,             ,,      “สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก” นี้แหละจริง

อย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๙   ,,             ,,      “สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี”

นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง

พวกที่ ๑๐  ,,             ,,              “สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มิใช่ ไม่เป็นอีกก็

มิใช่” นี้แหละจริงอย่างอื่นไม่จริง

 

 

 

 

 

                                     

๒. Ibid., p. 56.

๓. อุทาน, ขุททกนิกาย, พระไตรปิฎก เล่ม ๒๕, ข้อ ๑๓๖, หน้า ๑๘๐

แต่พวกที่มีทิฐิ ความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แล้วก็บาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน ว่ากล่าวกระทบกระทั่งเสียดสีกัน ยกตนขมขู่ผู้อื่นอยู่ตลอดมา ประเภทที่สอง ได้แก่พวกสมณพราหมณ์ที่มีความคิดเห็นเรื่องตนและโลกต่าง ๆ กัน รวมเป็น ๑๖ ประเภทด้วยกันคือ :

พวกที่ ๑    ได้แก่พวกที่มีทิฐิว่า     “ตนและโลกเที่ยง” นี้แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่

จริง

พวกที่ ๒   ,,             ,,              “คนและโลกไม่เที่ยง” นี้แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่

จริง

พวกที่ ๓   ,,             ,,              “ตนและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี” นี้แหละจริง อย่างอื่น

เหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๔   ,,             ,,              “ตนและโลกเที่ยงก็มิใช่ ไม่เที่ยงก็มิใช่” นี้แหละจริงอย่าง

อื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๕   ,,             ,,              “ตนและโลกอันตนเองสร้างสรรค์”นี้แหละจริง อย่างอื่น

เหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๖    ,,             ,,              “ตนและโลกผู้อื่นสร้างสรรค์” นี้แหละจริง อย่างอื่น

เหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๗   ,,             ,,             “ตนและโลกที่ตนเองสร้างสรรค์ก็มี ผู้อื่นสร้างสรรค์ก็มี”

นี้แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๘   ,,             ,,              “ตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ตนเองสร้างสรรค์ก็หามิได้

ผู้อื่นสร้างสรรค์ก็หามิได้” นี้แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล

ไม่จริง

พวกที่ ๙   ,,             ,,              “คนและโลกยั่งยืน มีทั้งสุขและทุกข์” นี้แหละจริงอย่าง

อื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๐ ,,             ,,              “ตนและโลกไม่ยั่งยืน มีทั้งสุขและทุกข์” นี้แหละจริงอย่าง

อื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๑ ,,             ,,              “คนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืนก็มี ไม่ยั่งยืนก็มี” นี้

แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๒ ,,             ,,             “ตนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืนก็หามิได้ ไม่ยั่งยืนก็

หามิได้” นี้แหละจริงอย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

 

 

พวกที่ ๑๓ ได้แก่พวกที่มีทิฐิว่า     “ตนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเองสร้างสรรค์” นี้แหละ

จริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๔ ,,             ,,      “ตนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ผู้อื่นสร้างสรรค์” นี้แหละ

จริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๕ ,,            ,,      “ตนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเองสร้างสรรค์ก็มีผู้อื่น

สร้างสรรค์ก็มี” นี้แหละจริง อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง

พวกที่ ๑๖ ,,             ,,      “ตนและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ เกิดขึ้นลอย ๆ ตนเอง

สร้างสรรค์ก็หามิได้ ผู้อื่นสร้างสรรค์ก็หามิได้” นี้แหละจริง

อย่างอื่นเหลวไหล ไม่จริง”

สมณพราหมณ์ทั้งหลายซึ่งตามปกติชอบคิด ชอบถกเถียงอยู่แล้ว เมื่อเกิดมีทิฐิความเห็นขัดแย้งกันเช่นนี้ ก็ต้องเถียงกัน เพื่อเอาชนะกัน เพื่อแสดงว่า “ทิฐิความเห็นของฉันเท่านั้นถูก ของผู้อื่นผิดหมด” ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่รู้อะไรจริงจังทั้งนั้น เถียงกันจากความโง่คืออวิชชาแท้ ๆ ดีแต่ที่พวกนี้ชอบแต่เถียงกัน ไม่ถึงกับลงไม้ลงมือชกต่อยกันเท่านั้นแหละ นับว่ายังมีส่วนดีอยู่มาก และก็คงเพราะพวกนี้ไม่ชอบชกต่อย ตีรันฟันแทงกันนี้เอง จึงทำให้คนพวกนี้ชอบเถียงกันเป็นกิจวัตรทีเดียว

คราวหนึ่งเมื่อพวกภิกษุทั้งหลายที่เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ได้ไปประสบเหตุการณ์แบบนี้เข้า คือไปพบสมณพราหมณ์ทั้งหลายถกเถียงกันด้วยทิฐิต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้น แล้วก็เกิดบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน ดังนั้นพอกลับจากบิณฑบาตก็ได้ไปกราบทูลถึงพฤติการณ์นั้น ๆ ให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า :

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์เป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม มีบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกันทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปากว่า: ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้” ครั้นแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงเล่านิทานเปรียบเทียบประกอบเรื่องว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้แล มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ครั้งนั้นแล พระราชาพระองค์นั้นได้ตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า: ดูกรบุรุษผู้เจริญ นี่แน่ะเธอ คนตาบอด ในพระนครสาวัตถีมีอยู่เท่าใด ท่านจงบอกให้คนตาบอดเหล่านั้นทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน บุรุษนั้นเมื่อได้รับพระราชดำรัสแล้ว ได้พาคนตาบอดในพระนครสาวัตถีทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระราชาถึงที่ประทับ

 

                                     

๔. อุทาน, ขุททกนิกาย, ข้อ ๑๓๙, หน้า ๑๘๕ – ๑๘๗

๕. อุทาน, ขุททกนิกาย, ข้อ ๑๓๗, หน้า ๑๘๒, และข้อ ๑๔๐, หน้า ๑๘๘.

ครั้นแล้วได้กราบบังคมทูลพระราชาว่า: “ขอเดชะ พวกคนตาบอดในพระนครสาวัตถี ได้มาประชุมพร้อมแล้ว

พระเจ้าข้า”

พระราชาได้ตรัสว่า : “แน่ะพนาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดเถิด”

บุรุษนั้นทูลรับพระราชดำรัส แล้วได้แสดงช้างแก่พวกคนตาบอดคือ :

(๑) แสดง   ศีรษะช้าง แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๒) แสดง   หูช้าง             แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๓) แสดง   งาช้าง    แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๔) แสดง   งวงช้าง   แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๕) แสดง   ตัวช้าง    แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๖) แสดง   เท้าช้าง   แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๗) แสดง   หลังช้าง แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๘) แสดง   โคนหางช้าง   แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้

(๙) แสดง   ปลายหางช้าง แก่คนตาบอตพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ เช่นเดียวกันทุกพวก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นบุรุษนั้นครั้นแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระราชาจนถึงที่ประทับแล้วกราบทูลว่า “ขอเดชะ คนตาบอดเหล่านั้น ๆ เห็นช้างแล้วพระเจ้าข้า บัดนี้ขอให้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโปรดได้ทรงสำคัญเวลาอันควรเถิดพระเจ้าข้า”

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล พระราชาได้เสด็จไปหาคนตาบอดเหล่านั้น ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า “ดูกรคนตาบอดทั้งหลายพวกท่านได้เห็นช้างแล้วหรือ?”

คนตาบอดเหล่านั้นได้กราบทูลว่า : “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว พระเจ้าข้า”

พระราชาได้ตรัสถามว่า : “ดูกรคนตาบอดทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นช้างแล้ว ดังนี้ ช้างเป็นเช่นไร?”

(๑) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ ศีรษะช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้พระเจ้าข้า คือเหมือน หม้อ พระเจ้าข้า”

(๒) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ หูช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน กระดัง พระเจ้าข้า”

(๓) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ งาช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน ผาล พระเจ้าข้า”

(๔) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ งวงช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน งอนไถ พระเจ้าข้า”

(๕) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ ตัวช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน ฉางข้าว พระเจ้าข้า”

(๖) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ เท้าช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน เสา พระเจ้าข้า”

(๗) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ หลังช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน ครกตำข้าวพระเจ้าข้า”

(๘) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ โดนหางช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้าคือเหมือน สาก พระเจ้าข้า”

(๙) คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ ปลายหางช้าง ได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า คือเหมือน ไม้กวาดพระเจ้าข้า”

คนตาบอดเหล่านั้นได้ทุ่มเถียงกันและกันว่า ช้างเป็นเช่นนี้ช้างไม่เป็นเช่นนี้ ช้างไม่เป็นเช่นนี้ ช้างเป็นเช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็พระราชาพระองค์นั้นได้ทรงมีพระทัยชื่นชม เพราะเหตุนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกันทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปากว่า : ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้

พระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบเทียบคนที่เถียงกันอย่างงมงายโดยที่คนไม่รู้เรื่องที่ตนเกี่ยวข้องด้วยกันนั้น เสมือนกับคนตาบอดคลำช้าง แล้วก็คิดเอาว่าช้างคงเป็นอย่างนั้นคงเป็นอย่างนี้ การเถียงกันแบบนี้เป็นการเถียงจากอวิชชาโดยแท้ เป็นการพร่าผลาญเวลาให้หมดไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร แถมบางครั้งก็นำไปสู่การทะเลาะ

วิวาทบาดหมางกัน หรือบางทีอาจถึงกับต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็ได้เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดคิดว่าจะลองเอาการเถียงแนบนี้ไปใช้บ้าง ก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี ต้องใจเย็นหน่อย ทำเป็นคนใจร้อนไม่ได้ เพราะการเถียงแบนนี้ล่อแหลมต่อการทะเลาะวิวาทเป็นอย่างมาก

การเถียงแบบนี้นับว่าเป็นการเถียงชนิด “ปถุจฉวาทีนอกแบบ” อย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้ศึกษาวิชาตรรกศาสตร์ (Logic) คงจะทราบดีแล้ว.

 

 

 

 

 

                                     

๖. อุทาน, ขุททกนิกาย, พระไตรปิฎก เล่ม ๒๖, ข้อ ๑๓๘, หน้า ๑๘๑ – ๑๘๕

Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ [email protected]