ปรัชญา กับ เศรษฐศาสตร์

ศาสนาปรัชญาประยุกต์ (จำนงค์ ทองประเสริฐ)
บอกต่อ:

เมื่อพูดถึงปรัชญาแล้ว คนทั่ว ๆ ไปมักคิดว่าเป็นเรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของพระเจ้า หรือมิฉะนั้นก็ว่าเป็นเรื่องของความเพ้อฝันอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ผู้ที่ได้มีโอกาสศึกษาปรัชญาเท่านั้นจึงจะทราบว่า วิชาปรัชญาเป็นบ่อเกิดของสรรพวิชาในโลกนี้ นักปรัชญาสมัยโบราณ เช่น เทเลส เอมเปโดเคลส พลาโต อะริสโตเติล เป็นต้น ล้วนเป็นผู้ที่รอบรู้ในวิชาการต่าง ๆ มากมายหลายสาขาด้วยกัน ความจริงวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เราศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก่อนที่จะกลายเป็น ศาสตร์ ขึ้นมานั้นต่างก็รวมอยู่ในวิชา “ปรัชญา” ทั้งสิ้น อย่างเช่นวิชาฟิสิกส์ วิชาจิตวิทยา เป็นต้น ก็เพิ่งแยกออกจากปรัชญาเมื่อไม่นานมานี้เอง แม้วิชาเศรษฐศาสตร์ก็มีอยู่ในปรัชญาด้วยเหมือนกัน

ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ในปรัชญาตะวันตกละ จะขอพูดถึงเรื่องใกล้ ๆ ตัวเรานี่แหละ คือเศรษฐศาสตร์ในความรู้สึกของนักคิดชาวจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทอันสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งในโลกปัจจุบันนี้

วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสัมพันธ์กับการเมืองอย่างใกล้ชิด บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับการเศรษฐกิจของประเทศด้วย เราจะเห็นได้ว่าประเทศมหาอำนาจของโลกนั้นจำเป็นจะต้องมีการเศรษฐกิจมั่นคง เพราะถ้าการเศรษฐกิจของประเทศไม่มั่นคงแล้ว ประชาชนก็จะเดือดร้อน ไม่มีสวัสดิภาพที่ดีพอ และเมื่อประชาชนซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งความมั่นคงของประเทศชาติสวัสดิการที่ดีแล้ว บ้านเมืองจะมีเสถียรภาพได้อย่างไร

เม่งจี๊อ (ประมาณ พ.ศ. ๑๔๑ – ๒๕๔) นักปราชญ์สำคัญคนหนึ่งของจีนได้กล่าวว่า สวัสดิภาพของประชาชนทางด้านเศรษฐกิจนั้นเป็นพื้นฐานที่จำเป็นแห่งเสถียรภาพในทางการเมือง เพราะถ้าหากประชาชนยังอดอยากท้องร้องหาอาหารอยู่แล้ว เราจะหวังให้ประชาชนเป็นคนดีมีศีลธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะคนที่หิวโหยนั้นก็เปรียบเสมือนกับคนที่ถูกโรคร้ายรุมเกาะกินนั่นเองย่อมเป็นคนที่ไม่มีเรี่ยวแรงอะไร ถ้าเราจะทำให้ประเทศชาติมีเสถียรภาพ เราต้องรักษาโรคขาดอาหาร โรคหิวของประชาชนให้หายเสียก่อน เพราะความหิวนั้นร้ายยิ่งกว่าโรคมะเร็งเสียอีก แม้พระพุทธเจ้าเองก็ยังได้ตรัสไว้ว่า “ชิคจฺฉา ปรมา โรคา” “ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง” ความหิวเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาได้ด้วยยาธรรมดาแต่จะต้องรักษาด้วยยาคืออาหารที่เพียงพอ ถ้าหากรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องโรคหิวโหยของประชาชนได้แล้ว รัฐก็จะไม่สามารถรักษาหัวใจของประชาชนให้มั่นคงอยู่ได้ เมื่อคนเราปราศจากหัวใจเสียแล้วพวกเขาก็จะปล่อยตัวให้เลวทรามต่ำช้าไปไม่แบบใดก็แบบหนึ่งความรักชีวิต ความกลัวตายอาจทำให้เขาต้องแสวงหาวิธีที่จะเอาตัวรอดไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง เมื่อหาวิถีทางที่สุจริตไม่ได้ก็อาจใช้วิธีที่ทุจริต คนเราที่ลักขโมยนั้น บางทีก็มิใช่เพราะสันดานเขาเป็นคนขี้ขโมยอะไรดอก แต่เมื่อเหตุการณ์บังคับ เขาก็อาจประพฤติในสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองไม่อยากทำได้เหมือนกัน ในแง่นี้เราจะต้องให้ความเป็นธรรมแก่เขาบ้าง

ถ้าหากประชาชนกลายเป็นอาชญากรขึ้นมา เพราะความหิวโหยบังคับ แล้วรัฐก็จับเอามาลงโทษ อย่างนี้ถ้าพูดในแง่กฎหมายก็นับว่าถูกต้อง แต่ถ้าหากมองในแง่ของความเป็นธรรมบ้าง การที่รัฐปล่อยให้ประชาชนต้องอดอยาก เพราะไม่มีงานทำอะไรทำนองนี้ก็เท่ากับรัฐได้วางกับดักประชาชนนั่นเอง ถ้าหากผู้ปกครองประเทศมีความเมตตากรุณาจริง ๆ แล้ว จะยอมให้เรื่องทำนองนั้นเป็นกับดักประชาชนเชียวหรือ ผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีสติปัญญาควรจะวางระเบียบการดำเนินชีวิตของประชาชนขึ้น อย่าให้ประชาชนต้องว่างงาน จะต้องมีความแน่ใจว่าประชาชนจะต้องมีข้าวปลาอาหารเพียงพอที่จะบริโภคด้วยตนเอง อุปถัมภ์ก็บำรุงบิดามารดาและบำรุงเลี้ยงบุตรภรรยาได้ ในปีที่มีข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ คนทั้งปวงก็จะบริโภคได้เต็มตามความปรารถนา และในปีที่ข้าวปลาอัตคัดขาดแคลนก็จะไม่มีใครถึงกับต้องอดอยากตาย ถ้าหากทำได้อย่างนี้ แม้รัฐจะเร้าใจประชาชนให้ดำเนินชีวิตไปตามวิถีที่ประกอบด้วยคุณธรรมความดีแล้ว ประชาชนก็จะปฏิบัติตามโดยไม่ยากเย็นอะไร แต่ถ้าหากในปีที่ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ เขาก็ยังต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อประทังชีวิต และในปีที่อัดคัดขาดแคลนก็ถึงกับอดอาหารตายละก็ เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะทำให้เขาเป็นคนดีตั้งอยู่ในศีลธรรมได้อย่างไร และเมื่อประชาชนซึ่งเป็นดุจฐานพระเจดีย์เป็นโรคขาดอาหาร เต็มไปด้วยความหิวโหยทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ก็เท่ากับเป็นฐานเจดีย์ที่ผุพังแล้วผู้ปกครองประเทศซึ่งเป็นเสมือนยอดเจดีย์จะชูยอดสูงเด่นอยู่ในนภากาศได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ปกครองบ้านเมืองต้องการที่จะอยู่ในอำนาจตลอดไป ก็จำเป็นต้องสร้างฐานเจดีย์คือประชาชนให้มั่นคง โดยการส่งเสริมการเศรษฐกิจให้ดี เมื่อประเทศชาติมีฐานะทางเศรษฐกิจดีแล้ว บ้านเมืองก็ย่อมมีเสถียรภาพในทางการเมืองโดยมิต้องสงสัย

มีผู้ถามขงจื๊อว่า เมื่อประเทศชาติมีคนหนาแน่นแล้ว ควรจะทำอะไรให้เขาเล่า ขงจื๊อได้ตอบว่า ต้องทำให้เขามั่งคั่งขึ้นมา และเมื่อเขามั่งคั่งขึ้นมาแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องให้การศึกษาแก่เขา เพราะการจะให้การศึกษาแก่คนที่ท้องร้องเรียกหาอาหารอยู่นั้น ย่อมไม่ได้ผล เขาย่อมไม่มีจิตใจเป็นสมาธิพอที่จะศึกษาเล่าเรียนได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงสอนสาวกไม่ให้เทศนาสอนคนที่กำลังหิวอยู่เพราะถ้าผู้ฟังไม่มีสมาธิแล้วการเทศน์ก็ไร้ผล ยิ่งกว่านั้นถ้าเทศน์นาน ๆ ไป เขาอาจเกิดโมโหหิวขึ้นมาก็ได้ นอกจากจะไม่ได้ผลอะไรแล้ว อาจทำให้ผู้ฟังมีจิตเป็นอกุศลต่อผู้เทศน์ก็ได้ นับว่าเป็นการสร้างบาปให้แก่ผู้ฟังโดยไม่จำเป็นในเรื่องการปกครองบ้านเมืองนั้น ขงจื๊อได้กล่าวว่า “สิ่งที่จำเป็นมากก็คือ อาหารต้องเพียงพอ ๑ กองทัพต้องเพียงพอ ๑ และประชาชนต้องมีความไว้วางใจ ๑”

ได้มีผู้ถามท่านว่า ใน ๓ อย่างนี้ ถ้าจำเป็นจะต้องสละอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจะสละอะไร

ขงจื๊อบอกว่า “สละกองทัพ”

และท่านได้ถูกถามต่อไปอีกว่า “ในระหว่างอาหารกับความไว้วางใจที่เหลือนั้น ถ้าหากจะต้องสละอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจะสละอะไร”

ขงจื๊อบอกว่า สละอาหาร ทั้งนี้เพราะว่าคนเรานั้นถึงอย่างไรก็หนีความตายไม่พ้น ถ้าไม่ตายเพราะอดอาหาร ก็ต้องแก่ตายโดยแท้ แต่ถ้าหากประชาชนขาดความไว้วางใจแล้ว ผู้ปกครองบ้านเมืองจะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร

เราจะเห็นได้ว่าตามทรรศนะของขงจื๊อ ความไว้วางใจของประชาชนนั้น นับว่าสำคัญที่สุด ถ้าประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว ผู้ปกครองประเทศจะหาความสบายใจไม่ได้เลย เพราะเกรงว่าประชาชนอาจทำการปฏิวัติรัฐประหารก็ได้ ถ้าจะทนปกครองอยู่ต่อไปก็ต้องใช้อำนาจปกครองโดยแท้ สำหรับการเศรษฐกิจกับการทหารนั้น การเศรษฐกิจสำคัญกว่า เพราะถ้าประเทศชาติมีการเศรษฐกิจไม่มั่นคงแล้ว ทหารจะเป็นทหารที่เข้มแข็งได้อย่างไร ในเมื่อทหารเองก็หิวโหย เมื่อทหารแต่ละคนต่างก็หิวโหยไปตาม ๆ กันแม้กองทัพนั้นจะมีอาวุธที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก เพราะฉะนั้นการเศรษฐกิจจึงนับว่าสำคัญที่สุด ถ้าหากรัฐบาลสามารถทำให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดีแล้วประชาชนก็ย่อมไว้วางใจ เมื่อประชาชนไว้วางใจแล้ว ผู้ปกครองประเทศก็จะเสวยอำนาจได้ยั่งยืนนาน ความจริงนั้นประชาชนเองไม่ค่อยจะสนใจนักว่าควรปกครองด้วยระบอบใด การปกครองจะเป็นระบอบใดก็ได้ ขอแค่ว่าให้บ้านเมืองมีกฎหมายที่ดี ผู้ปกครองประเทศตั้งอยู่ในธรรม ไม่คอร์รัปชันมากนัก เท่านั้นก็พอแล้ว

ถ้าเปรียบประเทศชาติเหมือนต้นไม้ การเศรษฐกิจก็เป็นเสมือนอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงต้นไม้นั่นเอง ถ้าต้นไม้มีอาหารเพียงพอมีปุ๋ยดี ก็ย่อมเจริญงอกงาม ออกช่อออกผลมาก แต่ถ้าหากต้นไม้ขาดอาหารเสียแล้ว อาจยืนต้นตายก็ได้ ข้อนี้ฉันใด ประเทศชาติก็ฉันนั้น ประเทศชาติก็คือที่รวมของกลุ่มบุคคลซึ่งมีคนเป็นจำนวนมาก ถ้าหากประชาชนในชาติไม่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยาบำบัดโรคที่เพียงพอแล้ว ประเทศชาติก็จะอ่อนแอ และตกเป็นทาสของประเทศอื่นได้ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองที่รักชาติจริง ๆ หวังความสุขความเจริญของประชาชนในชาติ จึงควรเป็นนักเสียสละไม่ควรเป็นผู้มีส่วนทำลายการเศรษฐกิจของชาติทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จะต้องถือว่าประชาชนทุกคนเป็นดุจญาติพี่น้องของตน อย่าถือว่าประชาชนเป็นคนอื่น และจะต้องปฏิบัติต่อประชาชนดุจที่ตนปฏิบัติต่อญาติอันเป็นที่รักของตนฉะนั้น ถ้าผู้ปกครองประเทศรักประชาชนด้วยใจจริงแล้ว ประชาชนจะลืมท่านได้อย่างไร แต่ถ้าหากผู้ปกครองประเทศไม่เอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่พยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีการกินการอยู่ดี มัวแต่สร้างความสุขให้แก่ตัวและครอบครัวจนลืมประเทศชาติ มัวแต่ทุจริตต่อหน้าที่อยู่ตลอดเวลาแล้ว ท่านจะหวังความจงรักภักดีประชาชนได้อย่างไร ถ้าหากผู้ปกครองประเทศสร้างความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชนโดยจัดหางานให้ทำ ทำให้ท้องของประชาชนอิ่มอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็เท่ากับท่านได้บำรุงร่างกายของท่านให้สมบูรณ์ด้วยนั่นเอง และเมื่อประชาชนมีการกินดีอยู่ดีแล้ว ประชาชนก็จะไม่ก่อการปฏิวัติรัฐประหาร ประชาชนก็จะมีกะจิตกะใจที่จะประกอบคุณงามความดี เมื่อประชาชนมีการกินดีอยู่ดี มีศีลธรรม ก็ชื่อว่าประเทศชาติมีเสถียรภาพทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย นั่นหมายถึงว่า ประเทศชาติย่อมมีเสถียรภาพทั้งในทางการบ้านและการเมืองโดยแท้

ถ้าเราต้องการพัฒนาประเทศ ต้องพัฒนาท้องของประชาชนเสียก่อน นั่นคือโดยการพัฒนาการเศรษฐกิจ เมื่อพัฒนาท้องของประชาชนได้แล้ว ก็จะต้องพัฒนาจิตใจของประชาชนด้วย นั่นคือโดยการพัฒนาทางด้านศาสนา บุคคลที่พัฒนาแต่ร่างกาย ไม่พัฒนาจิตใจ ก็ไม่ผิดอะไรกับวัวควายที่ถูกขุนจนอ้วน มีแต่จะเป็นอาหารของผู้อื่นเท่านั้น เพราะฉะนั้นการพัฒนาจิตใจของประชาชนให้มีศีลธรรม มีวัฒนธรรมจึงนับว่าสำคัญยิ่งไม่แพ้การพัฒนาท้อง เพราะวัฒนธรรมเท่านั้นที่จะรักษาความเป็นชาติของตนไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบ้านกับการเมือง การเศรษฐกิจกับการศาสนา ย่อมมีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก จะมัวไปพัฒนาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอ ควรจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน คล้าย ๆ กับคนที่เจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยศีลธรรมอันดีฉะนั้น บุคคลเช่นนี้จึงจะชื่อว่าเป็นกำลังของประเทศ ไม่ใช่กาฝากของสังคมบุคคลอย่างนี้เท่านั้นจึงจะชื่อว่ามีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ถ่วงความเจริญของชาติ

ผู้ที่ศึกษาหนักไปเฉพาะทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยมองไม่เห็นความสำคัญของศาสนาก็เท่ากับเป็นผู้พัฒนาร่างกายโดยไม่พัฒนาจิตใจ ผอมจะกลายเป็นพวกวัตถุนิยมไปในที่สุด หามองเห็นความสำคัญของจิตใจไม่ แต่ผู้ที่พัฒนาแต่จิตใจไม่พัฒนาวัตถุหรือการเศรษฐกิจเสียเลยนั้น ก็คล้ายกับคนที่ใจแข็ง แต่ร่างกายอ่อนแอย่อมทำประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรพัฒนาประเทศทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจไปพร้อม ๆ กัน อย่าอวดวิเศษ อวดดีว่าของฉันเท่านั้นถูก ของฉันเท่านั้นดี ของผู้อื่นผิด ของผู้อื่นไม่ดีอีกต่อไปเลย

สำหรับข้าพเจ้าเองเห็นว่าผู้ที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์ซึ่งหนักไปในทางการพัฒนาวัตถุนั้น จำเป็นจะต้องศึกษาศาสนาและปรัชญาให้มาก เพื่อให้เกิดดุลยภาพ อย่าได้คิดว่าศาสนาหรือปรัชญาจะเป็นสิ่งที่ถ่วงความเจริญของประเทศชาติหรือทำให้การพัฒนาประเทศช้าลงเลย ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงไม่อยากเป็น “คนหัวโต” ในขบวนแห่นาคเป็นแน่.

บอกต่อ:
Phong Xodiax (พงษ์ โซดิแอกซ์)

สวัสดีทุกท่านครับ เว็บ phongxodiax.com ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ แวะมาหาเราทุกวัน รับรองสิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ เราจะเสิร์ฟให้ถึงมือทุกท่านที่เข้าชมเว็บเราอย่างแน่นอน ของคุณครับ พงษ์ โซดิแอกซ์ webmaster@phongxodiax.com